บทที่9 เพาะเห็ดฟาง
เช้านี้ท่านแม่ตื่นเช้ามาก เพราะจะเก็บผักบุ้งไปขายอันผิงตื่นตามมาด้วยเพราะอยากรดน้ำฟางข้าวให้มันชื้นใช้เวลาไม่นานท่านแม่ก็เก็บผักบุ้งเสร็จ มันถูกลำเลียงไว้บนรถเข็นและท่านแม่จึงเข็นออกไปขาย อันผิงเดาว่าน่าจะมีพ่อค้าคนกลางที่รับซื้ออยู่และผักบุ้งชุดนี้ของบ้านเธอนั้น เพราะได้ดินที่ดี ลำต้นจึงอวบใบยาว และสีเขียวสดน่ากินมาก หวังว่าน่าจะขายได้ราคาดีไม่น้อย
ไม่นานท่านแม่ก็เข็นรถเข็นกลับมา ใบหน้ายิ้มแย้มน่าจะเป็ไปตามที่อันผิงคิด เพราะมีซาลาเปาขาวอวบติดไม้ติดมือกลับมาด้วยแต่ลูกไม่ได้ใหญ่มาก สามแม่ลูกนั่งกินซาลาเปารองท้องกันอย่างมีความสุขจากนั้นท่านแม่จึงเข้าครัวไปทำอาหาร และเมื่อเช้าขายผักบุ้ง ดังนั้นอาหารเช้าวันนี้ของเราจึงเป็ผัดผักบุ้งผักที่ได้ดินดีก็ช่างกรอบอร่อยนัก อันผิงอยากกินอีกเรื่อยๆ ติดตรงที่ท้องน้อยๆของเธอรับได้ไม่เยอะ ไม่อย่างนั้นสุขตอนกิน ทุกข์ตอนอิ่มเป็แน่
กินเสร็จก็ไปนั่งย่อยอยู่ในห้องครัว เป็กำลังใจให้ท่านแม่ทำถังหูลู่ซานจาให้อันหยางนำไปขายระหว่างให้กำลังใจก็ขอพรภารกิจวันนี้ไปด้วย เพื่อเห็ดฟางที่จะเป็สินค้าในอนาคตของครอบครัวพร้อมกับเรียบเรียงถ้อยคำในหัวก่อนจะเอ่ยคำขอในหัวขึ้นมาว่า
‘ข้าขอไอเท็ม เม็ดบัวที่เป็เชื้อราที่สามารถเอามาเพาะเห็ดฟางแล้วขึ้นในเวลาสองวันไม่ว่าฟางจะชื้นหรือไม่ชื้นก็ตาม ปรากฏอยู่ตรงที่ดินข้างบ้านข้าที่เคยไปเก็บผลซานจาจำนวนหนึ่งถุงกระสอบเล็กปากถุงอ้าเอาไว้ ให้ข้าอันผิงเป็ผู้หาเจอ’
พอขอเสร็จ แสงสีขาววิ่งผ่านหัว แสดงว่าผลการขอสมบูรณ์แล้วเธอจึงหันไปชวนอันหยางที่นั่งช่วยท่านแม่โดยการเสียบผลซานจาอันผิงจึงขัดการทำงานของพี่ชาย ร้องขอให้เขาพาไปหาหนอนมาให้ไก่กินสีหน้าอันหยางแสดงว่าไม่อยากไป เขาจึงมองไปที่ท่านแม่แต่ท่านแม่ดันอนุญาตให้เขาพาน้องสาวไปหาหนอน
เขาจึงต้องจับจูงมือน้อยๆ นั้นไปทำอย่างที่น้องสาวร้องขอ
“พี่ใหญ่” เมื่อมาอยู่ตรงที่ดินข้างบ้านระหว่างบ้านป้าโจวและบ้านของเธออันผิงก็ชี้ไปที่ถุงกระสอบที่กองพิงอยู่กำแพงตรงบ้านของเธอให้อันหยางดูเขาทำท่าระแวดระวัง มองหากิ่งไม้แถวนั้น จากนั้นก็ไปหยิบมัน แล้วถือไว้ในมือเดินตรงไปที่ถุงกระสอบใบเล็ก และยื่นไม้ไปเขี่ยดู เมื่อไม่มีอะไระโออกมาจึงเดินเข้าไปดู
“เม็ดบัวนี่ แต่ว่าขึ้นราแล้ว”
“พี่ใหญ่ เอาไปปลูก”
“มันไม่ขึ้นหรอกน้องสาว”
“พี่ใหญ่ จะเอาไปปลูกเ้าค่ะ”
ก็อย่างเช่นทุกที เขาไม่คิดจะเถียงน้องสาว หรือขัดใจ อันหยางก้มลงอุ้มถุงกระสอบเล็กนั้นเข้าบ้านเดินตรงไปหลังบ้าน อันผิงวิ่งนำหน้าไปอยู่ตรงฟางที่รดน้ำไว้เมื่อคนเป็พี่เดินมาถึงก็วางถุงกระสอบเม็ดบัวนั้นลง เธอจึงจะยืนมือไปหยิบเม็ดบัว
“น้องสาวอย่า จะให้ปลูกตรงไหน เดี๋ยวพี่ใหญ่ปลูกให้”
“ตรงนี้” พูดเสร็จก็แหวกกองฟางออกให้คนเป็พี่ดูว่าใส่เข้าไปอย่างนี้ อันหยางพยักหน้า เขาจึงค่อยๆใส่เม็ดบัวลงไป ค่อยๆ แหวกเรียงกันคล้ายปลูกผักไม่นานบนกองฟางก็ไม่มีที่ให้ใส่เม็ดบัวเพิ่ม แต่ว่าในถุงกระสอบเล็กยังไม่หมดอันผิงจึงห้ามพี่ชายของตน
“พี่ใหญ่พอก่อน เก็บไว้ตรงนี้” เธอชี้ไปตรงพื้นที่ใกล้เล้าไก่เพราะบริเวณเล้าไก่นั้นมีหลังคา
อันหยางก็ช่างทำอย่างเชื่อฟังส่วนอันผิงตักน้ำในถังน้ำที่คนเป็พี่เติมให้เมื่อเช้าขึ้นมารดคนเป็พี่เลยไปตักน้ำมาช่วยรดด้วยจนอันผิงพอใจ จากนั้นก็บอกให้คนเป็พี่ไปหยิบถุงกระสอบมาวางทับปิดเอาไว้จนไม่เห็นกองฟางเมื่อทำขั้นตอนสุดท้ายนี้เสร็จ เขาจึงเอ่ยว่า
“น้องสาว ถ้าไม่ขึ้น พี่ใหญ่จะซื้อซาเปาไส้เนื้อมาให้นะ”
อันผิงยิ้มกว้าง กับการปลอบใจน้องสาวของพี่ชายตรงหน้า
“ข้าจะกินซาลาเปา”
“ถ้าสิ่งที่น้องสาวปลูก มันไม่ขึ้นนะ”
อันผิงพยักหน้า พวกเขาล้างเนื้อล้างตัว และกลับไปหาท่านแม่ที่ตอนนี้ปักถังหูลู่ซานจาไว้บนด้ามไม้ที่อันหยางดัดแปลงมาทำเป็ไม้ไว้ถือไปขาย
อันหยางไปยกมันและเดินออกจากบ้านไป เพื่อไปขายมันแต่ครั้งนี้เขาหายไปนาน เพราะท่านแม่ปักผ้าเช็ดหน้าไปได้หลายผืนแล้วจนไม่มีผ้าให้ปักแล้ว ท่านแม่ดูพึงพอใจมาก อันผิงเดาว่างานปักที่รับมาน่าจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้ท่านแม่จึงเรียกอันผิงมาวัดตัว คนโบราณนี่เก่งเนอะอันผิงคิดในใจ ท่านแม่ใช้แค่เชือกที่เป็เศษผ้าเย็บๆ ต่อๆ กันจนยาวนำมาวัดตัวอันผิง จากนั้นก็จดใส่กระดาษไว้ อันผิงตื่นเต้นตอนที่ท่านแม่ไปหยิบม้วนผ้าออกมา มันมีทั้งสีขาว และสีชมพู ดูน่ารักนี่จะต้องเป็เสื้อผ้าที่จะได้ใส่ในตอนปีใหม่เป็แน่ อดไม่ได้ที่ยื่นมือไปแตะแต่ไม่กล้าจับมาก เมื่อนึกได้ว่าเมื่อกี้ไปจับอย่างอื่นมา
ท่านแม่หัวเราะกับท่าทางของเธอ เพียงไม่กี่วันที่อันผิงมาอยู่โลกนี้ก็เกือบจะอาทิตย์หนึ่งแล้ว สีหน้าของท่านแม่ค่อยๆ สดชื่นขึ้นทีละน้อยจนตอนนี้ไม่เหลือท่าทีอมทุกข์เหมือนอย่างตอนแรกที่เธอลืมตาขึ้นมาแล้วอายุของท่านแม่ไม่ได้มากถ้าเป็ยุคปัจจุบันยังถือว่าเป็วัยรุ่นตอนปลายอยู่ด้วยซ้ำเพียงแค่ว่าคนยุคนี้แต่งงานไว จึงทำให้เป็ผู้ใหญ่เร็วกว่าปกติด้วยภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบ
อันผิงคิดอะไรไปเพลินๆนึกเปรียบเทียบโลกที่เธอจากมากับโลกที่อาศัยอยู่ ณ ตอนนี้ อันหยางก็กลับมาถึงบ้านแล้วถังหูลู่ในมือหมดแล้วไม่เหลือสักไม้แต่สีหน้าเขาไม่ได้ดีใจเหมือนอย่างสองวันที่ผ่านมา
“ท่านแม่ วันนี้ไม่ค่อยมีใครซื้อถังหูลู่กินเลยข้าขายได้เพียงสิบไม้เอง”
“แล้วที่เหลือล่ะ”
“ข้าเอาไปขายบ้านเถ้าแก่อู๋ ต้องให้เถ้าแก่ชิมฟรีไปไม้หนึ่งเขาถึงจะรับซื้อ”
สีหน้าเขาแสดงออกว่า การค้าของเขาจะถึงทางตันแล้วใช่หรือไม่
“คราวหน้าหยางเอ๋อร์ก็เอาไปขายให้เถ้าแก่อู๋สิยังไงเขาก็รับของจากในหมู่บ้านไปขายในเมืองอยู่แล้ว”
“ก็เท่ากับว่า เพื่อนๆ จะไม่ได้กินถังหูลู่ไม้ละ 1 อีแปะ อีก”
“หยางเอ๋อร์ คนในหมู่บ้านส่วนมากไม่ได้ร่ำรวยจะซื้อกินทุกวันได้อย่างไร”
อันหยางเหมือนเพิ่งนึกออก เงินที่ใช้ซื้อถังหูลู่นั้นเป็เงินจริงไม่ใช่เงินใบไม้เหมือนที่พวกเด็กผู้หญิงชอบเล่นขายของกันเมื่อเขานึกภาพตามจึงเข้าใจได้ไม่ยาก สีหน้าจึงคลายวิตกกังวลลงอันหยางจึงนำเอาด้ามไม้ไปเก็บในที่ของมัน จากนั้นเขาก็เดินมานับเงินในถุงที่ขายได้แบ่งเงินให้ท่านแม่ครึ่งหนึ่งเป็ค่าน้ำตาล เสร็จแล้วเขาก็ไปยกตะกร้าขึ้นสะพายหลังจะไปเก็บผลซานจา
ทีแรกอันผิงอยากไปด้วย แต่ท่านแม่ไม่อนุญาตให้ไปด้วยคงจะกลัวเธอยังไม่หายดี ดูจากคราวที่แล้วที่ไปสวนผักของบ้านหลิวเธอก็เหนื่อยหอบแล้ว ท่านแม่จึงเห็นว่าเธอไม่ควรออกแรงมากเกินไป
อันผิงต้องพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
เพราะเด็กนั้นมีพลังชีวิตที่ล้นเหลือ แต่ยกเว้นอันผิงไว้คนนึงเพราะเธอเป็ิญญาผู้ใหญ่ในร่างเด็ก แถมร่างเดิมก็เคยป่วยมาก่อนไม่นานอันหยางก็กลับมาแล้ว แต่เขาหน้าม่อยคอตกกว่าเมื่อเช้าอีกเมื่อเขาวางตะกร้าลงถึงได้รู้ว่า ตะกร้านั้นว่างเปล่า
“ท่านแม่ พอข้าไปถึง ต้นซานจาตรงสวนท่านป้าหลิวก็ไม่เหลือแล้วขอรับ”
ท่านแม่ยิ้ม ยกมือลูบหัวอันหยาง เมื่อเขาขึ้นมานั่งบนแคร่ส่วนอันผิงนั่งฟังหูผึ่ง
“ก็คงมีคนทำแบบเรา ไปเก็บผลซานจานำไปทำถังหูลู่ซานจาด้วยเช่นกัน”
แม้สีหน้าของอันหยางแสดงออกว่าไม่พอใจแต่ท่านแม่ให้เหตุผลว่าถังหูลู่ ขอแค่มีผลไม้และน้ำตาลใครๆ ก็สามารถทำกันได้เขาไม่ได้เป็เ้าของแต่แรก ดังนั้นเมื่อผู้คนรู้ว่าซานจาก็ทำเป็ถังหูลู่ได้ด้วยเช่นกันจึงไม่แปลกที่มีผู้คนจะทำตาม
สรุปการค้าขายของอันหยางจึงจบลงด้วยประการละฉะนี้แลเพราะถ้าจะไปเก็บผลซานจาไกลขึ้น ท่านแม่ก็ไม่อนุญาตให้ไป ถ้าไม่มีผู้ใหญ่แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้อันหยางจึงเป็เด็กชาวบ้านที่น่าจะร่ำรวยที่สุดแล้วเพราะมีเงินเก็บไม่ต่ำกว่า 30 อีแปะ แน่ๆ
“มาหยางเอ๋อร์ มาให้แม่วัดตัวดีกว่า จะได้ตัดชุดให้เ้าใหม่”
อาจเพราะนานแล้วที่ไม่ได้มีชุดใหม่ ที่ใส่อยู่ก็สั้นเต่อหมดแล้วอันหยางจึงตื่นเต้นดีใจเป็ที่สุด เขาลุกขึ้นให้ท่านแม่วัดตัวอย่างว่าง่าย
เมื่อวัดตัวเสร็จ ลุงโจวก็มาะโอยู่หน้าบ้าน เพื่อชวนอันหยางไปตกปลาด้วยความที่เคยตกได้ 20 กว่าตัวจากคราวที่แล้วเขาจึงตื่นเต้น ตาส่งประกายแวววาว เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ะโตอบตกลงลุงโจวไปทันที โดยที่ไม่ขออนุญาตท่านแม่ด้วยซ้ำ และรีบไปเตรียมอุปกรณ์และถือมันออกไปหาลุงโจวทันที
ดูท่าเขาจะลืมเื่ของถังหูลู่ซานจาไปแล้ว
เที่ยงนี้จึงเหลือเพียงสองแม่ลูกกินข้าวกลางวัน ซึ่งมีผัดผักบุ้งไข่ต้ม และถังหูลู่ที่ท่านแม่เก็บไว้เป็ของหวาน ซึ่งดูท่าคงจะหากินได้ยากแล้วและชีวิตก็ดำเนินไปตามวิถี ตกบ่ายท่านแม่ไปพลิกดินตรงแปลงผักบุ้ง ส่วนอันผิงก็เดินไปรดน้ำกองฟางที่เธอใส่เชื้อราเม็ดบัวลงไปเมื่อทำสวนเสร็จ สองแม่ลูกก็กลับไปตรงแคร่หน้าบ้าน ท่านแม่เย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ต่อ
อันผิงจึงไม่อยากทำลายสมาธิของท่านแม่จึงจินตนาการอะไรไปเรื่อยเปื่อย โดยเฉพาะหยกที่ฝังไว้ จะไปขุดตอนไหนดีนะ ต้องหาข้ออ้างอะไรที่ท่านแม่จะได้ไม่สงสัย
คิดไปคิดมาก็รูสึกหนังตาเริ่มตก ปากเริ่มหาว แสดงอาการว่าง่วงนอนท่านแม่จึงไปหยิบหมอนมาวางไว้บนแคร่ให้เธอหลับไปตื่นมาอีกทีเพราะเสียงอันหยางที่กลับมาบ้านแล้วและการไปตกปลาครั้งนี้ของเขาไม่แย่นัก เพราะได้ปลาตัวใหญ่มา 2ตัว แสดงว่าพี่ชายของเธอ ก็คงจะมีโชคกับเขาบ้าง
ดังนั้นอาหารเย็นวันนี้ จึงมีน้ำแกงปลาเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งอย่างเนื้อปลาหวานๆ นุ่ม ที่ได้ตามธรรมชาตินั้นดีแท้ น้ำแกงร้อนๆกินกับข้าวสวยอร่อยสุดๆ อันผิงอิ่มแปล้ ส่วนอันหยางกับท่านแม่ก็ไม่ต่างกัน
กินอิ่มก็นั่งฟังอันหยางโม้เื่ตกปลากันสักพักท่านแม่อาศัยแสงที่ยังเหลืออยู่เย็บผ้า ชุดของอันผิงเป็รูปร่างขึ้นมาแล้วดีไม่ดีวันพรุ่งนี้ก็คงจะเสร็จ หลังจากหมดแสงก็แยกย้ายกันไปนอน
แต่พอถึงกลางดึกเสียงเคาะประตูบ้านด้านนอกดังขึ้นพร้อมกับเสียงเรียกของสะใภ้หลิว จึงทำให้สามแม่ลูกตื่นขึ้นมาออกมาเจอกันที่ห้องโถง ในมือของท่านแม่และอันหยางถือเชิงเทียนออกมาด้วยอันหยางเอาของตัวเองวางไว้ที่โถง แล้วเดินตามท่านแม่ออกไปอันผิงด้วยความอยากรู้จึงตามไปด้วยอีกคน
เมื่อเปิดประตูหน้าบ้านก็พบกับสะใภ้หลิวที่ตอนนี้ถูกป้าโจวกอดเอาไว้นางร้องไห้คร่ำครวญ ลุงโจวจึงเป็คนอธิบายแทนว่า สามีของสะใภ้หลิวอาการไม่ดีทั้งอาเจียน ทั้งถ่าย เมื่อตอนหัวค่ำ และตอนนี้ไม่ได้สติ
อันผิงจึงเข้าใจว่า คนป่วยก็คงต้องพาไปหาหมอแต่หาหมอสมัยนี้ก็ช่างปวดใจนัก ต้องใช้เงินเยอะ และนี่คือเหตุผลที่สะใภ้หลิวมาเคาะเรียกบ้านเธอเป็แน่มีเงินและเป็คนใจดีในยุคนี้ก็ลำบากใจเหมือนกัน
ลุงโจวเล่าจบก็บอกว่าจะไปไปบ้านเอ้อเพื่อยืมเกวียนพาสามีของสะใภ้หลิวไปหาหมอส่วนท่านแม่ก็กลับเข้าไปในบ้าน คงจะเข้าไปหยิบเงิน ส่วนเด็กๆ จะตามป้าโจวไปบ้านของสะใภ้หลิวแต่ป้าโจวไล่ให้กลับเข้าบ้านไป เพราะอันผิงเพิ่งหายป่วยป้าโจวจึงห่วงกลัวจะป่วยอีก
ทั้งสองพี่น้องจึงมานั่งรออยู่ในโถงบ้านที่ตอนนี้ที่มีเทียนไขให้ความสว่างไว้ท่านแม่เข้าไปห้องนอนและเดินออกมา กำชับเด็กๆ ให้อยู่แต่ในบ้าน จากนั้นก็วิ่งออกไปไม่นานป้าโจวกลับเข้ามาแทน อันผิงเดาว่า ท่านแม่คงขึ้นเกวียนไปด้วย ก็คนจ่ายเงินอ่ะนะ
ป้าโจวจึงพาเด็กๆ เข้านอนคืนนี้อันหยางและอันผิงจึงนอนด้วยกันที่ห้องของอันหยางส่วนป้าโจวปูผ้านอนอยู่ข้างล่างเตียงอีกที เพราะถ้าเด็กๆ ตื่นก็จะต้องผ่านตัวแกไปเป็การป้องกันอย่างหนึ่ง
ตอนแรกอันผิงก็นอนไม่หลับด้วยใจที่ห่วงท่านแม่แต่พอนึกได้ว่าเคยขอพรความปลอดภัยที่ใครคิดร้ายต่อท่านแม่ก็ให้เป็ลมไปสองชั่วโมงก็คลายใจเผลอหลับไปในที่สุด