ทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล]

    บทที่ 43 ยั่วยุอีกแล้วหรือ

    “พวกท่านล้อข้าเล่นใช่หรือไม่เจ้าคะ” ฮวาชิงเหยียนเอ่ยพลางมองฮวาเฮ่าเย่ว์กับซูซื่อด้วยแววตาเปี่ยมความหวังเล็กน้อย

    “น้องสาว เจ้าไม่ต้องปิดบังข้ากับท่านแม่แล้ว วางใจเถิด หนังสือหมั้นหมายล้วนแลกเปลี่ยนกันเรียบร้อย อีกสองวันเจ้าก็จะเข้าพิธีแต่งงานแล้ว” ฮวาเฮ่าเย่ว์เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู

    อีกสามวัน...

    ฮวาชิงเหยียนยกยิ้มมุมปาก นางรู้สึกว่าตนเองกับพี่ชายกำลังคุยกันคนละเรื่อง นางไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดหมายความว่าอย่างไร นางไปปิดบังเรื่องใดไว้กัน

    “พี่ชาย ท่านบอกว่ามีการแลกเปลี่ยนหนังสือหมั้นหมาย? แลกกับตระกูลใดกันหรือเจ้าคะ”

    “เหยียนเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องเขินไป แม่กับพี่ชายมิใช่คนคร่ำครึ ในเมื่อเจ้ากับอ๋องเจ็ดตกลงกันเรื่องแต่งงานแล้ว แม่จะไม่เห็นชอบได้อย่างไร อีกอย่างอ๋องเจ็ดเองก็ดูจะจริงใจกับเจ้าไม่น้อย แม่วางใจแล้ว” ซูซื่อมองฮวาชิงเหยียนด้วยสายตาอ่อนโยน

    อ๋องเจ็ด!?

    สมองของฮวาชิงเหยียนพลันว่างเปล่าไปชั่วขณะ จู่ๆ ก็นึกถึงชายสวมหน้ากากเงินซึ่งก็คืออ๋องเจ็ดที่นางจะต้องแต่งงานด้วย

    ดังนั้นสิ่งที่ได้ยินวันนั้นไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด แต่เป็นเรื่องจริง!

    ฮวาชิงเหยียนแทบไม่รู้ว่าควรทำสีหน้าเช่นไรจึงจะเหมาะสม เมื่อเห็นสีหน้าเปี่ยมยินดีของซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ในใจจึงคิดว่าตนต้องไปหาอ๋องเจ็ดให้ได้ นางจึงเอ่ยว่า “ท่านแม่ พี่ชาย ข้ารู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ขอตัวกลับห้องไปพักผ่อนก่อน มื้อเย็นไม่ต้องเรียกข้านะเจ้าคะ”

    พูดจบก็รีบกลับเข้าห้องไป และไม่รู้ว่านางกำลังทำอะไรอยู่ในนั้น

    “เตรียมของหมั้นครบแล้วหรือ” เสียงทุ้มนุ่มแฝงเสน่ห์ดังขึ้นจากด้านหลังของฮวาชิงเหยียน ไม่รู้ว่าเขาเข้ามายืนอยู่ด้านหลังนางตั้งแต่เมื่อไร

    “ท่าน...มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!” ฮวาชิงเหยียนหันขวับกลับไป ก็เห็นอ๋องเจ็ดมายืนอยู่ข้างหลังเงียบๆ ทำเอานางตกใจจนต้องจ้องเขม็ง เมื่อนึกถึงเรื่องของหมั้นก็รีบขึ้นเสียงทันที “ของหมั้นอะไรกัน ข้าเคยพูดเมื่อไหร่ว่าจะออกเรือนกับท่าน! จริงสิ ท่านมาพอดี หนังสือหมั้นหมายยังอยู่ที่ข้า ข้าไม่เคยพูดว่าจะออกเรือนกับท่านเลยนะ!”

    หลังฮวาชิงเหยียนพูดจบ นางก็รู้สึกว่าอุณหภูมิทั่วทั้งห้องพลันลดลงหลายส่วน ราวกับไอเย็นจากตัวอ๋องเจ็ดกำลังแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง

    “เจ้าไม่อยากออกเรือนกับข้าหรือ”

    แม้เสียงทุ้มพร่าจะฟังดูน่าหลงใหล ทว่าแต่ละคำกลับแฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบอย่างไม่อาจมองข้าม

    ฮวาชิงเหยียนเผลอถูแขนไปมา เหลือบมองเขาเล็กน้อยพลางกล่าว “ท่าน...นี่มันเหลวไหลไปใหญ่แล้ว ใครจะยอมแต่งกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักเล่า”

    แต่ไม่รู้ทำไมเสียงที่เปล่งออกมากลับฟังดูไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรนัก

    “เจ้าไม่อยากเปิดแหวนหยกวงนั้นแล้วหรือ” เสียงทุ้มพร่าของอ๋องเจ็ดฟังดูเรียบนิ่ง ราวกับความเย็นเยียบเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    “การเปิดแหวนหยกเกี่ยวอะไรกับการแต่งงานกัน” ฮวาชิงเหยียนขมวดคิ้วพลางเหลือบมองเขาอย่างไม่พอใจ

    “หากอยากเปิดแหวนหยกวงนั้นก็ต้องแต่งงานก่อน” ดวงตาลึกล้ำของชายหนุ่มสะท้อนแววจริงจัง

    ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ ฮวาชิงเหยียนไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการจะเปิดแหวนหยกวงนั้นจะต้องแต่งงานด้วย

    นางไม่อยากนำความสุขชั่วชีวิตของตนไปแลกกับวิธีเปิดแหวกหยกวงนั้น ทว่า...

    อย่างไรนางก็ไม่เคยคิดจะแต่งงานอยู่แล้ว และไม่ได้สนใจชื่อเสียงที่อาจมัวหมองเพราะเรื่องหย่าร้าง อีกทั้งสิ่งของในมิติเก็บของนั้นล้วนเป็นของของนาง

    หากต้องการรักษามารดาให้หายดี ย่อมต้องพึ่งพาโอสถในนั้น อีกทั้งการช่วยพี่ชายช่วงชิงบรรดาศักดิ์กลับคืนมาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นนางจำเป็นต้องเปิดมิตินั้นให้ได้

    ที่สำคัญ สมุนไพรและเครื่องมือในมิตินั้นล้วนเป็นของชั้นยอดที่โลกนี้ไม่มี นางไม่รู้ว่าอ๋องเจ็ดต้องการแต่งกับนางเพื่อสิ่งใด แต่นางจะยอมแต่งกับเขาก็ได้ พอเปิดแหวนหยกได้เมื่อไร นางก็จะหย่ากับเขาทันที

    ฮวาชิงเหยียนซึ่งคิดทางหนีทีไล่ไว้เรียบร้อยแล้ว เลิกคิ้วมองอ๋องเจ็ดพลางกล่าว “ตกลง ข้ายอมแต่ง แต่ท่านต้องรักษาคำพูด พอแต่งแล้วท่านต้องเปิดแหวนหยกให้ข้าทันที ตกลงหรือไม่”

    ทันทีที่ฮวาชิงเหยียนตอบรับ นางก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิในห้องพลันอบอุ่นขึ้น แม้แต่หน้ากากเงินเย็นชาของอ๋องเจ็ดก็ดูเหมือนจะไม่เปล่งแสงเยียบเย็นอีกต่อไป ก่อนเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมเสน่ห์ของเขาจะดังขึ้น “แน่นอน”

    น้ำเสียงนั้นฟังดูเรียบเฉยอย่างยิ่ง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ฮวาชิงเหยียนกลับรู้สึกราวกับมีแวว...ยินดีอยู่ในถ้อยคำนั้น?

    นางยังไม่ทันคิดอะไรต่อ ร่างของชายหนุ่มก็หายวับไปทางหน้าต่างอย่างไร้สุ้มเสียง

    “...” ฮวาชิงเหยียนถึงกับพูดไม่ออกกับนิสัยชอบปีนออกทางหน้าต่างของอ๋องเจ็ด

     

    เช้าวันรุ่งขึ้น

    ฮวาชิงเหยียนตื่นแต่เช้า หยิบโอสถออกไปตั้งแผงที่เดิมเหมือนทุกวัน ดูไม่เหมือนคนที่ใกล้จะเข้าพิธีวิวาห์แม้แต่น้อย

    ที่หน้าแผงของฮวาชิงเหยียนมีชายสวมเสื้อผ้าหยาบอายุประมาณสามสิบต้นๆ ใบหน้าซูบผอมซีดเซียว ผิวดำคล้ำ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแฝงความหวัง “นักหลอมโอสถฮวา ท่านรักษาโรคไร้ทางเยียวยาได้จริงหรือ” 

    ฮวาชิงเหยียนซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้มองชายตรงหน้า ใบหน้าซีดเหลือง บริเวณลำคอมีรอยเกาแดงเด่นชัด นางก้มลงมองขาของเขาที่สั่นไม่หยุดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “พี่ชาย ท่านคอแห้งตลอดเวลา ดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ไม่หาย คันตามเนื้อตัว มองอะไรก็เริ่มพร่ามัว ซ้ำยังไม่มีแรงใช่หรือไม่”

    ชายคนนั้นตกตะลึงที่ฮวาชิงเหยียนสามารถบอกอาการของเขาได้ครบถ้วน รีบพยักหน้ารัว “นักหลอมโอสถฮวา ท่านต้องรักษาข้าให้หายนะ”

    “ท่านไม่ต้องร้อนใจ ข้าขอตรวจชีพจรให้แน่ชัดก่อน” ฮวาชิงเหยียนส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายยื่นมือออกมา แม้มือของชายหนุ่มจะเปื้อนเล็กน้อยนางก็ไม่ใส่ใจ และเริ่มลงมือตรวจชีพจรอย่างตั้งใจ

    ไม่นานฮวาชิงเหยียนก็พยักหน้าเบาๆ เป็นดังที่นางคาดไว้ ชายผู้นี้เป็นโรคพิษร้อนจื่อเตี้ยน

    หลังบุรุษผู้นั้นรับเทียบยาที่นางเขียนให้ก็รีบเดินไปซื้อสมุนไพรในร้านโอสถและจากไปทันที

    ทันใดนั้นก็มีเสียงแหลมสูงดังขึ้น

    “ฮวาชิงเหยียน เจ้ายังกล้าหลอกลวงชาวบ้านกลางถนนอีกหรือ!”

    คำพูดคุ้นหูเช่นนี้ ผู้คนยังไม่ทันหันไปมองก็ล้วนเดาออกได้ทันทีว่าเป็นใคร 

    หลิ่วเหวินเยียน

    พอหันไปก็เห็นหลิ่วเหวินเยียนซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยโทสะกำลังยืนเท้าเอว โดยมีชายฉกรรจ์ตัวใหญ่หลายคนอยู่ด้านหลัง คาดว่าคงเป็นองครักษ์ชุดใหม่ของนาง

    หลิ่วเหวินเยียนเชิดคางขึ้นอย่างถือดี เอ่ยกับฮวาชิงเหยียนว่า “ฮวาชิงเหยียน วันนี้ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าทำร้ายผู้คนอีกต่อไป! เจ้าก็เป็นแค่ขยะไร้ค่า ถ้ารู้ตัวดีก็รีบเก็บข้าวของแล้วไสหัวไปเสีย! ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน ข้าจะให้ทางการมาลากตัวเจ้าไปเดี๋ยวนี้!”

    ฮวาชิงเหยียนหรี่ตามองด้วยแววตาเย็นเยียบ พลางยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน “คุณหนูสามหลิ่วลืมไปแล้วหรือว่าเคยพูดอะไรไว้ ข้าจำได้ว่าไม่กี่วันก่อน เจ้าเองก็ยืนอยู่ตรงนั้น...ใช่ ตรงนั้นละ” 

    ฮวาชิงเหยียนชี้ไปที่ลานว่างซึ่งห่างออกไปสองจั้ง “วันนั้นเจ้ายังคุกเข่าตรงนั้นพลางพูดว่าตนเป็นคนไร้ค่า หรือว่าครั้งก่อนยังพูดไม่สะใจ อยากมาทำซ้ำอีกรอบใช่หรือไม่”

    พอผู้คนโดยรอบได้ยินคำพูดของฮวาชิงเหยียนก็พากันหัวเราะครืน

    “เจ้า...หุบปากเดี๋ยวนี้! พวกเจ้าห้ามหัวเราะ!” หลิ่วเหวินเยียนตวาดลั่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ

    ด้วยชาวบ้านยังหวาดกลัวอำนาจของตระกูลหลิ่ว เสียงหัวเราะจึงค่อยๆ เบาลง

    หลิ่วเหวินเยียนแค่นเสียงเย้ยหยัน ก่อนหันไปพูดกับชายฉกรรจ์ด้านหลัง “พวกเจ้าจัดการ! ไม่เห็นหรือว่านางไม่กล้า ไปจัดการพังแผงของนางให้ราบไปเลย!”

    ชายฉกรรจ์เหล่านั้นล้วนเป็นยอดฝีมือระดับหลอมปราณขั้นห้าที่พี่ชายของหลิ่วเหวินเยียนส่งมาให้ แต่ละคนล้วนผ่านสมรภูมินองเลือดมาแล้วทั้งสิ้น แค่คนเดียวก็สามารถสู้ฮวาชิงเหยียนสิบคนให้ตายได้

    วันนี้นางจะต้องทำให้ฮวาชิงเหยียนชดใช้ความอัปยศในวันนั้นให้สาสม!

    หลิ่วเหวินเยียนยืนมองฮวาชิงเหยียนด้วยรอยยิ้มเย็นชา

    “ลองดูสิ ใครกล้าเข้ามาแม้แต่ครึ่งก้าว ข้าจะให้คนผู้นั้นลิ้มรสจุดจบเสีย” ฮวาชิงเหยียนเอ่ยเสียงไม่ดังนัก แต่กลับแฝงด้วยพลังอำนาจราวกับแหวกอากาศฟาดฟัน

    ดวงตาคู่งามของฮวาชิงเหยียนทอแสงเย็นเยียบ นางเพียงปรายตามองชายฉกรรจ์เหล่านั้นอย่างไม่ใส่ใจ แต่ท่าทางองอาจของนางกลับทำให้พวกเขาแต่ละคนยืนแข็งทื่อ มองหน้ากันไปมาอย่างไม่มีใครกล้าก้าวออกไปก่อน

    “พวกเจ้ารออะไรอยู่ รีบจัดการสิ!” หลิ่วเหวินเยียนกระทืบเท้าด้วยความเดือดดาล

    ในที่สุดชายร่างยักษ์คนหนึ่งก็ก้าวออกไป ตอนแรกยังมีแค่เขาคนเดียว แต่เมื่อชายฉกรรจ์เห็นเขาขยับ คนอื่นๆ ก็เตรียมจะกรูกันเข้าไป

    แต่แล้วทันใดนั้น ชายคนที่ก้าวออกไปก่อนกลับร้องโหยหวนลั่น “อ๊ากกกก!”

    เมื่อเห็นเขาทรุดตัวลงกับพื้น ยกมือกุมศีรษะแน่น ทั้งยังมีเลือดทะลักออกจากดวงตาและรูจมูกทุกคนก็สะดุ้งเฮือก

    ผู้คนเบิกตากว้างแล้วหันไปมองฮวาชิงเหยียนเป็นตาเดียว

    แต่ฮวาชิงเหยียนกลับเพียงปรายตามองเย็นชา แววตาไร้ความรู้สึกคู่นั้นราวกับจะบอกว่า ‘ใครกล้าเข้ามา ก็จะพบจุดจบเช่นเดียวกัน’

    พวกชายฉกรรจ์พากันถอยหลังไปคนละก้าวทันที

    จ้าวหลิงเฟิงซึ่งไม่รู้มาถึงตั้งแต่เมื่อไรยืนอยู่ในฝูงชนเงียบๆ เขาได้ยินคำพูดและเห็นทุกการเคลื่อนไหวของฮวาชิงเหยียน พลางรู้สึกว่าฮวาชิงเหยียนในตอนนี้ต่างจากเมื่อก่อนยิ่งนัก ฮวาชิงเหยียนไม่สามารถฝึกตนได้ แต่เขากลับสัมผัสได้ถึงพลังฝีมือที่ไม่ธรรมดาจากนาง อีกทั้งยังแข็งแกร่งกว่าตอนที่ปะทะกันก่อนหน้านี้เสียอีก ที่สำคัญ เหมือนเขาจะสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังประหลาดที่ทำให้เขาปวดศีรษะไปหลายวันเมื่อคราวก่อนอีกด้วย

    จ้าวหลิงเฟิงขมวดคิ้ว ก่อนจะเดินออกจากฝูงชนแล้วมุ่งหน้ากลับจวนเงียบๆ

    ด้านหลิ่วเหวินเยียนก็รู้สึกสะท้านใจ แม้ฮวาชิงเหยียนจะไม่ได้ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว แต่เหตุการณ์ที่ชายฉกรรจ์ทรุดลงก็ชวนให้รู้สึกขนลุกไม่น้อย นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าฮวาชิงเหยียน...น่ากลัวยิ่งนัก

    เมื่อพวกชายฉกรรจ์ไม่กล้าขยับ หลิ่วเหวินเยียนก็เริ่มคิดจะถอย จึงหาเหตุลงอย่างไม่อาย “เฮอะ! ฮวาชิงเหยียน วันนี้คุณหนูคนนี้มีธุระสำคัญ ไม่อยากเสียเวลากับขยะไร้ค่าอย่างเจ้า แต่หากข้ายังเห็นเจ้าออกมาหลอกลวงชาวบ้านอีก ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!” พูดจบก็ตวาดใส่พวกชายฉกรรจ์ “ยังจะยืนโง่อยู่ทำไม รีบไปสิ!”

    ชายฉกรรจ์เหล่านั้นรีบหามสหายที่ยังร้องโอดครวญออกไปอย่างเร่งรีบ

    ฮวาชิงเหยียนมองแผ่นหลังของหลิ่วเหวินเยียนแล้วแค่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะกลับมานั่งที่แผงต่อ จนกระทั่งฟ้ามืดถึงค่อยกลับจวน

    เมื่อกลับถึงจวน ฮวาชิงเหยียนก็เห็นว่าในลานเล็กๆ เซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยกำลังเตรียมของกันอย่างขะมักเขม้น ส่วนพี่ชายกับมารดาก็ดูจะยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้มาก

    แม้ร่างกายยังอ่อนแรงอยู่ แต่ตอนนี้ซูซื่อนั้นสามารถลุกเดินได้แล้ว

    พอเห็นฮวาชิงเหยียนกลับมาแล้ว ซูซื่อก็รีบสั่งให้เซี่ยจู๋ไปเอาชุดเจ้าสาวที่ร้านหงซางส่งมา มาให้บุตรสาวลองดูว่าใส่พอดีหรือไม่

    ฮวาชิงเหยียนไม่ได้ใส่ใจกับการแต่งงานที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ครั้งนี้แม้แต่น้อย ทว่าพอเห็นแววตาเปี่ยมความหวังของมารดา นางรับรู้ได้ทันทีว่านั่นคือความรักอันลึกซึ้งจากใจของมารดา

    นางเติบโตมาอย่างเดียวดาย จะให้ซูซื่อต้องผิดหวังเพราะตนได้อย่างไร จึงพยักหน้าตอบรับเบาๆ

    เซี่ยจู๋ดีใจจนใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม รีบวิ่งนำชุดแต่งงานเข้ามาในห้องอย่างกระตือรือร้น

    เมื่อเซี่ยจู๋เห็นฮวาชิงเหยียนที่แต่งตัวเสร็จแล้วก็ถึงกับตกตะลึง

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน