ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 42-1 (เล่ม 3): ยินดีต้อนรับสู่บ้านคุณธรรม1

            “ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่วันแรกของ...ค่ายเตรียมความพร้อมบริหารประเทศ”

            ชายในชุดสูทลายทางขาวดำกล่าวด้วยน้ำเสียงเริงร่าทรงผมชี้ตั้งที่ย้อมสีเทาสลับดำของเขาดูโดดเด่นสะดุดตา เขาผายมือไปยังอาคารเบื้องหลังซึ่งมีรูปทรงคล้ายสายฟ้าฟาดจากการนำตึกมาเรียงต่อกัน บานหน้าต่างที่เป็นระเบียบดูคล้ายโรงแรมหรูส่วนหน้าของอาคารตกแต่งในสไตล์ยุโรปเสาที่ตั้งตระหง่านนั้นเลียนแบบสถาปัตยกรรมโรมันขนาบข้างน้ำพุด้วยรูปปั้นเทพชายหญิงสักองค์ซึ่งผมนึกชื่อไม่ออก

            “หรือที่เราเรียกชื่อเล่นว่า ‘บ้านคุณธรรม’นั่นเอง” พิธีกรหญิงอีกคนที่ไว้ผมยาวเฉดสีส้มสลับน้ำตาลเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริงยังดีที่เครื่องแต่งกายเป็นเสื้อสูทคู่กับกระโปรงยาว จึงดูสุภาพขึ้นบ้าง

            “แล้วมันคืออะไรนะครับ ท่านมาริกา”ชายผมตั้งหันไปมอง พิธีกรคู่หูตนเอง

            “มันก็คือค่ายที่ติดตามชีวิตของนักการเมืองระดับสูงไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรี ผู้ช่วย ปลัดกระทรวง อธิบดีกรมต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ค่ายนี้ก่อตั้งขึ้นมาตามกฎหมายกกต. เป็นคนรับผิดชอบ เขาว่ากันว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพูดคุยกันของสามฝ่าย”

            “นิติบัญญัติ บริหารตุลาการรึเปล่าครับ” พิธีกรชายทำหน้าเหรอหรา เห็นได้ชัดว่าแสร้งปล่อยมุก

            “ไม่ใช่ค่ะ ท่านศิวัฒน์”หญิงสาวหัวเราะ พร้อมกับเสียงประกอบตึงโป๊ะดังออกมาจากจอภาพ  “สามฝ่ายก็คือข้าราชการ นักการเมืองและประชาชนค่ะ สำหรับเรามองว่า มันเหมือนรายการเรียลลิตี้โชว์มากกว่าดูเหมือนว่าตอนนี้สมาชิกค่ายก็ทยอยกันมาถึงแล้วนะค่ะ”

            กล้องซูมเข้าไปให้เห็นภาพเบื้องหลังผู้คนกำลังยืนต่อแถวเข็นกระเป๋าเดินทางเพื่อลงชื่อบนกระดาษชนวนอิเล็กทรอนิกส์ก่อนจะประทับรอยนิ้วมือและสแกนม่านตาเพื่อเก็บข้อมูลส่วนใหญ่แต่งตัวชุดลำลองตามสบายมีอยู่สองคนที่สวมเสื้อสีกากีของข้าราชการยุคโบราณเต็มยศปิติวัฒน์โยกคันบังคับล้อเข็นของตนเองให้มาต่อแถวเป็นคนเกือบสุดท้าย

            “ปีนี้มีคนเข้าร่วมทั้งหมดกี่คนค่ะ”

            “เนื่องจากอันนี้ไม่ใช่การเลือกตั้งใหญ่จึงเป็นค่ายเล็กที่ใช้เวลาจัดทั้งหมดสี่วันสามคืน และรอบนี้มีนายกฯ รัฐมนตรี กับผู้ช่วยหน้าใหม่ถึงสามคนด้วยกันปีนี้พิเศษสุด ๆ ไปเลยครับ มี สส. หน้าใหม่สมัครเข้ามาคนหนึ่งเมื่อรวมชาวค่ายที่เป็นปลัดกระทรวง และอธิบดีกรมต่าง ๆ แล้วจะมีคนถึงเก้าคนด้วยกันเลยครับท่านผู้ชม”

            “ถ้าพร้อมกันแล้ว ตามมาชมกันเลยดีกว่าค่ะ”หญิงสาวตัดบทเมื่อเห็นว่าการลงทะเบียนใกล้เสร็จสิ้นแล้วจากนั้นพิธีกรทั้งสองคนก็อ้าแขนกว้างผายมือไปทางโรงแรมแล้วพูดสโลแกนอย่างพร้อมเพรียง

            “ยินดีต้อนรับเข้าสู่บ้านคุณธรรม...พีเพิลอาร์ วอตชิง ยู![1]”

            จากนั้นช่างภาพของรายการก็ตามเข้าไปถ่ายทำด้านในอาคารอันที่ผมดูในขณะนี้เป็นเทปสรุปย่อของค่าย ซึ่งเริ่มต้นไปตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมาบ่ายวันนี้เพิ่งจบไปสด ๆ ร้อน ๆ อันที่จริงมีเวอร์ชันถ่ายทอดสดด้วยแต่ขอเลือกดูแบบที่ตัดต่อให้เห็นภาพรวมและเลือกช่วงกิจกรรมสำคัญอย่างพิถีพิถันมากกว่า

            “ไลฟ์กัน 24 ชั่วโมงแบบนี้มีคนดูจริง ๆ เหรอ”ผมเปรยด้วยความสงสัยจริง ต้องอินการเมืองขนาดไหนถึงเปิดทีวีทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืนเพื่อติดตามดูการไลฟ์สดที่ถ่ายทอดทุกวินาทีแม้กระทั่งช่วงเวลานอนหลับเดาว่าคงอารมณ์เดียวกับตอนที่ ‘บ้านเอเอฟ’ ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองช่วงใกล้ๆ ปี 50 ช่วงเวลานั้นผมบ้าการเมืองอย่างหนักขนาดได้ยินเพื่อนในห้องกรอกหูเรื่องที่เป็นกระแสทุกวันยังเมินพวกรายการตามติดชีวิตดารา หรือเกมโชว์ก็ไม่ได้น่าสนใจอยู่แล้วยกเว้นปฐพีจะชักชวนให้ดูพร้อมกัน

            “ไม่รู้สิ คิดซะว่าเป็นคนดังคนหนึ่งแต่ละคนมีฐานแฟนคลับ มีเรตติงไม่เท่ากัน”ชายผอมสูงด้านขวามือตอบโดยไม่ละสายตาจากจอทีวีการที่ธรณีว่างเว้นจากงานส่วนตัวมานั่งดูทีวีบนโซฟาเดียวกันไม่ใช่โอกาสที่หาได้ง่าย ๆ

            “แต่อย่างน้อยเราเชื่อว่า ประชาชนกับสส. พรรคตรงข้ามก็ต้องดู เพื่อที่จะได้จับผิดพฤติกรรม หรือคำพูดเล็ก ๆ น้อยๆ”

            “แม่ง นักการเมืองยุคนี้อยู่ยากชะมัด”ผมนึกไปถึงเหตุการณ์ที่เพื่อนเคยเล่าให้ฟัง ครั้งหนึ่งมีประชาชนปลอมตัวเป็นยาจกเดินไปขอเงินแล้วแอบถ่ายปฏิกิริยาของนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามจากนั้นก็แห่ประจานในโลกโซเชียลมีเดีย

            “ไม่อยากหรอก แค่เป็นตัวของตัวเองถ้าเสียงส่วนใหญ่ไม่ชอบก็แค่เลิกเป็นนักการเมือง แล้วไปทำอาชีพอื่น...แค่นั้น”

            ผมไม่มีข้อต่อล้อต่อเถียงจึงหันเหไปสนใจรายการทีวีต่อ

            { “ตอนนี้ ช่วงพักเบรก 30 นาทีจะเปิดโอกาสให้สื่อเข้าไปสัมภาษณ์ เราเลยต้องรีบอย่างที่เห็นนี่แหละท่านผู้ชม …มาแล้วครับ นักการเมืองคนแรกของเรา” ศิวัฒน์พูดขณะที่เดินไปด้วยทั้งคู่เข้าไปหาหญิงคนหนึ่งที่นั่งทานขนมบนม้านั่งหินอ่อนในสวนดอกไม้คงกำลังชมกล้วยไม้สีม่วงผสมชมพูในสวนอย่างชื่นบานใจ

            “สวัสดีค่ะ รบกวนท่านช่วยแนะนำตัวให้ท่านผู้ชมหน่อยได้ไหมค่ะ”มาริกาเริ่มต้นสัมภาษณ์อย่างไม่รอช้า

            “เรา ‘ดาวิกา ห้าวหาญ’ หรือที่คนเรียกกันว่า สส.แย้มจากพรรคผ่อน” หญิงสาววัย 30 แนะนำตัวภาพตัดสลับไปสู่คลิปที่ตัดต่อประวัติคร่าว ๆ ของเธอมารวมกันไล่ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบัน เหมือนกับซีวีที่ใช้สมัครงานขนาดย่อมเรื่องราวชีวิตของเธอไม่ให้ยืดยาวสลับซับซ้อนเพราะเกิดในครอบครัวนักการเมืองดาวิกาจึงตัดสินใจมุ่งมาทางสายรัฐศาสตร์โดยตรงตั้งแต่ต้นและก้าวมาทำอาชีพนี้เป็นอาชีพแรก เริ่มจากเป็นผู้ช่วย สส. พรรคผ่อนอยู่หลายปีจึงผันตัวมาเป็นผู้สมัคร สส. เขตติดกันสามครั้งยังไม่เคยมีโอกาสได้คัดเลือก รอบนี้พอไพศาล อดีต รมช.สาธารณสุขชิงลาออกปรากฏว่าคนที่เลือกเขาพากันถอนเสียงจนพ่ายแพ้ต่อผู้สมัครที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับสองอย่างดาวิกาทำให้เธอเลื่อนขึ้นมาเป็น สส. แทนต่างจากกรณีไกรลพซึ่งมีประชาชนถอนโหวตออกไปบางส่วน แต่ก็ยังทิ้งห่างอันดับสองอยู่เขาจึงได้อยู่ในสภาต่อ

            “ทำไมท่านถึงอยากมาเข้าค่ายนี้ด้วยทั้งที่กฎหมายไม่ได้บังคับ” ศิวัฒน์ซักถาม ธรณีอธิบายเพิ่มเติมว่าค่ายคุณธรรมตั้งต้นจากผู้นำฝ่ายบริหารเป็นหลักภายหลังก็มีการรวมผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติอย่างประธานสภา หรือรองประธานสภาไปด้วยเคยมีคนเสนอแก้กฎหมายเชิญผู้นำฝ่ายตุลาการมาเข้าร่วมแต่เสียงโหวตสนับสนุนยังไม่มากพอ ประธานศาลฎีกาจึงรอดตัวไปทั้งนี้นักการเมืองทั่วไปก็สมัครใจเข้าร่วมได้

            “เราเพิ่งได้รับตำแหน่งมาใหม่ๆ พอไม่ได้อันดับหนึ่งตั้งแต่แรก ก็เลยอยากให้ประชาชน รู้จักตัวตนเรามากขึ้นจะได้ฝึกทักษะตัวเองด้วย” ดาวิกาตอบ ไม่รู้ว่าแสร้งพูดเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดีหรือคิดจริง ถ้าเป็นผมคงแอบใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในสภาดีกว่าอยู่ท่ามกลางสปอตไลท์เช่นนี้

            21/1/2091 7.00 น.

            ตัวเลขวันที่และเวลากำกับอยู่มุมล่างซ้ายของภาพบนจอที่ตอนนี้ตัดไปฉายสนามหญ้าเขียวขจีเหล่าสมาชิกค่ายกำลังเต้นแอโรบิกยามเช้าตามนักเต้นที่เป็นคนนำภาพตัดสลับไปให้เห็นนักการเมืองส่วนหนึ่งที่วิ่งจ็อกกิงตามทางลาดที่ปูด้วยหินโดยมีพุ่มไม้สูงเท่าเอวขนาบสองข้างทางกล้องซูมไปที่ใบหน้าของ สส.แย้ม ซึ่งยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างอิ่มเอิบพอจบการออกกำลังกายยามเช้าต่างก็แยกย้ายทำธุระส่วนตัว อาบน้ำชำระร่างกายเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนมารวมตัวกันทานอาหารเช้า

            บัดนี้ภาพฉายจากกล้องที่ติดบนเข็มกลัดของสส.แย้ม เธอเข้ามาในห้องส่วนตัว ถอดนาฬิกาและสมาร์ตโฟนวางบนโต๊ะนำผ้าเช็ดตัวไปแขวนไว้ในห้องน้ำ แล้วไปยืนส่องหน้ากระจกมือหนึ่งจับชายเสื้อด้านล่างเตรียมถลกขึ้น ปล่อยให้คนดูอย่างผมลุ้นตามอย่างใจตุ๊มๆ ต่อม ๆ ทันใดนั้นเธอก็นึกขึ้นได้จึงปล่อยเสื้อแล้วปลดเข็มกลัดวางไว้สักแห่งในสภาพหงายหน้าเหล่าผู้ชมจึงได้ทัศนาหลอดไฟฝังฝ้าบนเพดานห้องแทน ภาพตัดสลับกลับไปที่ฉากสัมภาษณ์ในสวน

            “เกือบมีภาพหลุดแล้วนะจ๊ะสส แย้ม” พิธีกรหญิงหยอกล้อ สส. หน้าใหม่ อย่างติดตลก

            “นั่นสิลืมไปว่าถึงเวลาถูกตรวจสอบแล้ว เรายังไม่เคยชิน” เธอร่วมหัวเราะไปด้วยไม่รู้ว่าแกล้งวางมาดหรือไม่

            “ต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ”ผมหันไปถามธรณี ถ้าเป็นตัวเองโดนคุกคามทางเพศแบบนี้คงโกรธจัด

            “ช่วยไม่ได้ ก็เขาเป็นคนสาธารณะต้องระวังตัวและมีสติตลอด แต่ชีวิตการทำงานจริง เป็นแค่ สส.ไม่ได้ถูกตรวจสอบถึงขั้นบันทึกภาพจากกล้องที่เข็มกลัดหรอกค่ายนี้ก็ฝึกให้เคยชินไว้ก่อน” น้ำเสียงของเพื่อนราบเรียบเสมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่ผมไม่มีวันชินชา ผมเบนความสนใจจากความหงุดหงิดด้วยการเงยหน้าดูทีวีต่อดาวิกากลับไปเข้าห้องประชุมแล้ว เหลือแค่พิธีกรสองคนคุยกัน

            “ข่าวเรื่องนักการเมืองลืมตัวว่าถูกตรวจสอบอยู่มีให้เห็นบ่อยๆ นะครับท่านมาริกา” พิธีกรชายเอ่ย

            “ใช่ค่ะแต่คงไม่มีใครหนักเท่ากรณีอดีต รมต.เข็มทองเมื่อ 14 ปีก่อนแล้วตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่เลย ประเด็นคือไม่ใช่แค่ทำธุระส่วนตัวแต่ดันแอบพากิ๊กที่เป็นนักข่าวเข้าไปมีอะไรกันด้วย เราว่าทุกวันนี้ยังมีคลิปหลุดอยู่ในดาร์กเว็บอยู่เลย”

            “ตอนนั้นเรายังเด็กอยู่เลยไม่ได้ตามข่าวนี้ เป็นยังไงต่อนะครับ”

            “เขาโดนตัดคะแนนการเมืองฐานขาดคุณสมบัติความรับผิดชอบ จริง ๆ ก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ หลุดออกจากตำแหน่งแต่เขาชิงลาออกก่อน สุดท้ายเขาก็เลิกกับภรรยาแล้วเปลี่ยนไปทำงานอื่นที่หายไปจากแวดวงสื่อมวลชน” พิธีกรหญิงเล่าน้ำเสียงฟังดูเห็นใจ ก็แน่อยู่แล้ว คนเราพลาดกันได้ ไม่ควรไปซ้ำเติม

            “กรณีนี้จะหนักกว่าการลืมปิดเอวีเอสอีตอนเข้าห้องน้ำ”ธรณีโพล่งขึ้นมาเสริม “เข็มกลัดนักการเมืองถือเป็นสาธารณะ จึงไม่ได้มีการยืนยันตัวตนตอนเข้าถึงข้อมูลในคลาวด์เหมือนเครื่องเอวีเอสอีปรับให้ป้องกันหนาแน่นขึ้นก็ไม่ได้ คนนอกจะเข้าถึงข้อมูลในคลาวด์บุคคลทั่วไปได้เฉพาะกรณีที่สงสัยว่าจะถูกลักพาตัวถึงกระนั้นคณะกรรมการเฉพาะกิจและญาติสนิทก็ต้องเข้ามากำกับดูแลตำรวจตอนปฏิบัติงานอยู่ดี”

            ยิ่งฟังเขาอธิบายยิ่งเข้าใจว่านักการเมืองต้องเสียสละความเป็นส่วนตัวมากเพียงใดต่อให้เอาเงินมากองพะเนินตรงหน้า ผมก็สาบานว่าจะไม่เป็นนักการเมืองในยุคนี้เด็ดขาด}

     


    [1]People are watching you.

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน