(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย

    ตอนที่ 50 อัจฉริยะแห่งยุคอีกสองคน

            บรรยากาศในตอนนั้นต่างเงียบสงัด ทุกสายตาถูกดึงดูดให้หันไปยังทิศทางเดียวกัน


            ชายหญิงคู่นั้นมีรูปลักษณ์ที่สง่างามและงดงามประดุจภาพวาดจากพู่กันเซียน


            ยืนอยู่เคียงกันด้วยท่วงท่าที่ผึ่งผายสมศักดิ์ศรี ดั่งองค์ชายและองค์หญิงแห่งแคว้นผู้กำลังจะเหยียบย่างเข้าสู่ตำนานบทใหม่ของยุค


            ชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าเล็กน้อยนั้นมีเส้นผมสีเงินเข้มยาวประบ่า


            ขับกับดวงตาคมลึกดุจสายฟ้ากลางรัตติกาล ใบหน้าเรียบนิ่งและหล่อเหลาราวกับหล่อออกมาจากหยกสวรรค์ เครื่องแต่งกายของเขาเป็นชุดคลุมสีฟ้าครามปักลายอัสนีบาตที่โอบรัดลำตัวเผยให้เห็นรูปร่างแข็งแกร่งสมเป็นผู้บำเพ็ญเพียร


            เขาคือหลิงเทียนจวิน บุตรชายของผู้นำตระกูลหลิง อัจฉริยะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของสายโลหิตนี้


            ว่ากันว่าตั้งแต่เยาว์วัยเขาสามารถอ่านและท่องตำราโบราณได้คล่องแคล่วราวกับผู้ใหญ่


            พอเติบโตขึ้นอีกนิดก็สามารถเปิดจุดชีพจรแรกของตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร


            และเมื่อนั้นเอง ร่างของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล


            คลื่นสายฟ้าสีทองผุดขึ้นจากเส้นเลือดของเขา โหมกระหน่ำปะทุออกจากร่างจนกลายเป็นพายุสายฟ้าที่ฟาดผ่ากลางฟ้าจนเกิดปรากฏการณ์ฟ้าร้องฟ้าผ่าติดต่อกันนับชั่วยาม ทำให้ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างหวาดกลัวและตกตะลึงในพลังอันน่าเกรงขามนั้น


            ส่วนหญิงสาวที่ยืนเคียงข้าง เข้าสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักลายกลีบบุปผาหิมะ ดวงหน้างดงามดั่งจันทราในคืนแรม คิ้วเรียวยาวดั่งพู่กัน น้ำเสียงของนางนั้นหากเอื้อนเอ่ยย่อมทำให้ผีเสื้อยังต้องหยุดโบยบิน


            เซี่ยงจิ้งเฉินคือบุตรสาวคนเล็กของผู้นำตระกูลเซี่ยง หนึ่งในห้าตระกูลหลักแห่งเมืองหลวง ว่ากันว่าตั้งแต่เด็กนางเติบโตมาโดยมีพ่อแม่พี่น้องเอาอกเอาใจดั่งไข่มุกเม็ดงามในฝ่ามือ นางได้รับการเลี้ยงดูแบบไม่ขัดใจใดๆ จนกลายเป็นคนหยิ่งในศักดิ์สูงของตนเอง


            นางไม่เคยมองผู้ใดอยู่ในสายตา มักถือดีและชอบบัญชาให้ผู้อื่นทำตามอย่างไร้การเกรงใจ


            ทว่าถึงนิสัยของนางจะเอาแต่ใจเพียงใด ความงดงามและพรสวรรค์ที่ติดตัวมาก็ยิ่งใหญ่เกินจะกล่าวหา


            เพราะภายในร่างของนางคือหนึ่งในกายศักดิ์สิทธิ์ที่หาได้ยากเหนือกว่าผู้คนหมื่นแสน


            “เซี่ยงจิ้งเฉิน.. หลิงเทียนจวิน.. ออกมาแสดงตัวต่อหน้าท่านผู้อาวุโสสูงสุดหวังฉีเร็วเข้า!”


            เสียงของผู้อาวุโสผู้ควบคุมการคัดเลือกในเมืองหลวงเอ่ยขึ้นด้วยความเร่งรีบและตื่นเต้นในน้ำเสียง ร่างของเขายืนเด่นอยู่กลางแถวผู้อาวุโส เขาเป็นผู้ที่ติดตามทั้งสองมาตั้งแต่เริ่มต้นการคัดเลือก และประจักษ์ด้วยตาตนเองว่าพรสวรรค์ของคนทั้งคู่นั้นสูงส่งเพียงใด


            ชายหญิงทั้งสองยิ้มบางๆอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะก้าวออกมาจากแถวฝูงชนด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม


            “แสดงความเคารพต่อท่านผู้อาวุโสสูงสุดขอรับ ข้ามีนามว่าหลิงเทียนจวิน เป็นผู้ที่มีร่างเทพอัสนีขอรับ!”


            เสียงของชายหนุ่มดังชัดเจนด้วยความแน่วแน่ นัยน์ตาของเขาจ้องมองตรงไปยังหวังฉีโดยไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย


            “แสดงความเคารพต่อท่านผู้อาวุโสสูงสุดเจ้าค่ะ ข้ามีนามว่าเซี่ยงจิ้งเฉิน เป็นผู้ที่มีกายาไร้มลทินเจ้าค่ะ”


            ดวงตาของนางเปล่งประกายทั้งเย่อหยิ่งและตื่นเต้น เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยประหนึ่งหงส์ขาวที่เหินฟ้าท่ามกลางพายุคลื่นวิญญาณ


            ทั้งสองแนะนำตัวเองอย่างกล้าหาญ ไม่ตื่นกลัวต่อแรงกดดันจากผู้อาวุโสนับสิบตน และไม่หวั่นไหวต่อสายตาหลายร้อยคู่ที่กำลังจับจ้องอยู่


            พวกเขารู้ดีว่านี่คือเวทีของตนเอง และในเสี้ยววินาทีนี้เท่านั้นที่จะสามารถทำให้ชื่อของพวกเขาเป็นที่จดจำแก่เหล่าผู้นำนิกาย


            “ร่างศักดิ์สิทธิ์เทพอัสนีกับกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้มลทินอย่างนั้นหรือ?!”


            หวังฉีซึ่งยืนอยู่พอเห็นทั้งสองก็กระพริบตาอย่างตกใจ เพ่งมองหลิงเทียนจวินก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย


            อำนาจอันยิ่งใหญ่ของสายฟ้าฟาดดังแว่วขึ้นมาในโสตประสาท ประหนึ่งสายฟ้าในพายุกำลังรอเวลาฟาดฟัน


            จากนั้นก็หันไปยังเซี่ยงจิ้งเฉิน พลันรับรู้ถึงคลื่นความนิ่งสงบอันแปลกประหลาดที่ปลดปล่อยออกมารอบกายของนาง ราวกับรัศมีของหยดน้ำบริสุทธิ์ที่ไม่อาจเปื้อนด้วยสิ่งโสโครกใดๆในโลก


            “นี่มันเป็นกายศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ธรรมดาเลยนะ.. พวกเจ้ายืนยันเรื่องนี้แล้วใช่ไหม?”


            สิ้นคำกล่าวนั้น ชายชราก็หันไปทางกลุ่มผู้อาวุโสที่ยืนอยู่พร้อมสายตาอันทิ่มแทง


            ซึ่งผู้อาวุโสที่ดูแลการคัดเลือกประจำเมืองหลวงก็พยักหน้ารับอย่างมั่นใจ พร้อมเสียงตอบรับที่ดังกังวาน


            “แน่นอนว่าขอรับ ท่านผู้อาวุโสสูงสุด พวกเราสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของร่างศักดิ์สิทธิ์จากทั้งสองอย่างชัดเจน ไม่มีข้อกังขาใดให้ลังเลเลยแม้แต่น้อย ทว่าเพื่อให้มั่นใจอย่างถึงที่สุด เพื่อให้ไม่มีใครกล้าปฏิเสธพรสวรรค์ของพวกเขาในวันข้างหน้า”


            “พวกเราจึงอยากจะนำพาทั้งสองคนนี้มาทดสอบกับเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงอีกครั้ง”


            “ด้วยพลังอำนาจแห่งเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงที่สามารถตรวจสอบและมองทะลุทุกสิ่งที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณได้อย่างชัดเจน”


            “เราจะสามารถเฟ้นหาศักยภาพที่แท้จริงที่ยังไม่ได้ถูกปลุกเร้าให้ตื่นขึ้นมาได้ทั้งหมดขอรับ”


            เมื่อคำว่าเสาศักดิ์สิทธิ์หลุดออกจากปากของเขาอีกครั้ง


            สีหน้าและแววตาของหวังฉีซึ่งเดิมทีเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ กลับแปรเปลี่ยนไปในทันที


            ตัวของเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางหลับตาแน่นราวกับต้องข่มกลั้นอารมณ์บางอย่างเอาไว้ก่อนจะถอนหายใจออกมาหนักหน่วงโดยไม่กล่าวคำใดเพิ่มเติม และเพียงแค่โบกมือเรียกให้บุคคลทั้งสามที่ยืนอยู่เบื้องหลังของตนก้าวออกมา


            ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่ยังคงตกตะลึงกับความจริงอันยิ่งใหญ่ที่เพิ่งได้ยินไป


            “เอาล่ะๆ.. ข้าก็มีเรื่องจะประกาศเช่นกัน”


            หวังฉีเปล่งเสียงขึ้นอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงของเขากลับมาหนักแน่นและเปี่ยมไปความมั่นใจ


            “ทางเมืองจงหนานซึ่งข้าได้รับหน้าที่ให้ไปดูแลการคัดเลือกในปีนี้เองก็มีเรื่องน่าเหลือเชื่อไม่แพ้กัน”


            “เพราะนิกายเทียนหมิงของพวกเรา.. ได้รับศิษย์ผู้มีร่างศักดิ์สิทธิ์มาอีกสามคน!”


            สายตาทุกคู่แทบจะเบิกโพลงทันที ความเงียบแปรเปลี่ยนเป็นเป็นความสับสนอลหม่านในลาน


            หัวใจของศิษย์บางคนเต้นแรงราวกับเพิ่งฟื้นจากความฝันที่เหลือเชื่อ


            บางคนหันมาสบตากับเพื่อนข้างกายโดยไม่กล่าวอะไรออกมา บางคนถึงขั้นอ้าปากค้างราวกับถูกสะกดด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค


            หวังฉีเผยยิ้มบางก่อนจะชี้ไปยังหญิงสาวรูปร่างโปร่งบางผมยาวที่ยืนอยู่ในชุดคลุมสีฟ้าอ่อน สายตาหลุบต่ำดูขี้อาย ท่าทางของนางดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัดแต่กลับมีบางสิ่งในแววตาที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นโดยไม่รู้ตัว


            “คนแรกคือเหยินเฟย หญิงสาวที่ดูขี้อาย ประหม่า ไม่ค่อยพูดจา ทว่าในยามที่พลังของนางตื่นขึ้น.. จิตวิญญาณของสุริยันจันทราอันลึกล้ำจะเปล่งประกายออกจากดวงเนตรของนาง นางคือผู้ที่ครอบครองดวงเนตรศักดิ์สิทธิ์สุริยันจันทรา!”


            ทันทีที่คำว่าดวงเนตรศักดิ์สิทธิ์สุริยันจันทราดังออกจากปากของหวังฉี บรรยากาศรอบด้านก็เปลี่ยนไปทันที ราวกับสวรรค์เบื้องบนสั่นสะเทือนเพียงได้ยินชื่อนี้ บางคนมือกำหน้าอกของตนแน่น ความรู้สึกหนักอึ้งราวกับภูผากดทับจิตวิญญาณ


            “ส่วนอีกคนนึงคือหลงเซียวเหยา ชายหนุ่มที่มีพรสวรรค์ในการต่อสู้และพลังแฝงมหาศาล”


            “ในร่างของเขามีสายโลหิตในตำนานหลับใหลอยู่! เขาคือผู้ครอบครองร่างศักดิ์สิทธิ์มังกรเก้าสวรรค์!!”


            บรรดาศิษย์ใหม่หลายคนหันมามองหน้ากันด้วยความตกตะลึงจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจาออกมาได้


            “อะไรนะ?! ร่างศักดิ์สิทธิ์มังกรเก้าสวรรค์?! ดวงเนตรศักดิ์สิทธิ์สุริยันจันทรา?!”


            “นิกายของพวกเรารับศิษย์ที่มีศักยภาพเช่นนั้นเพิ่มอีกสองคนเรอะ?!”


            คำถามมากมายดังขึ้นราวกับเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ซัดสาดใส่ใจของเหล่าศิษย์ที่ยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความจริงตรงหน้าได้


            หนึ่งในผู้อาวุโสถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ หัวเราะลั่นออกมาด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุขและภาคภูมิใจ


            “ฮ่าฮ่าฮ่า! ยิ่งใหญ่แล้ว! นิกายของพวกเรายิ่งใหญ่ขึ้นแล้วจริงๆ! ดวงเนตรสุริยันจันทรา กายามังกรเก้าสวรรค์ ร่างเทพอัสนี แล้วก็กายาไร้มลทิน! พวกเขาทั้งสี่.. จะกลายเป็นอัจฉริยะของนิกายเราตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป!”


            ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากฝูงชน เป็นเสียงของผู้อาวุโสผู้ดูแลการบันทึกชื่อศิษย์ใหม่ซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง


            เขาเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย


            “ว่าแต่อีกคนนึงละท่านผู้อาวุโสสูงสุด ท่านกล่าวว่ามีสามคนมิใช่หรือขอรับ?”


            คำถามนั้นดังขึ้นพร้อมกับสายตาหลายร้อยคู่ที่หันขวับไปยังชายหนุ่มอีกผู้ที่ยังไม่ได้เอ่ยปากใดๆ


            เขายืนอยู่เงียบๆ ณ เบื้องหลังของหวังฉี มือไพล่หลัง ใบหน้านิ่งสงบประดุจผิวน้ำในสระโบราณ


            ผมสีดำยาวของเขาปลิวไสวอย่างสง่างามตามแรงลม ดวงตาของเขาไม่เรืองแสงเหมือนเหยินเฟย ไม่เฉียบคมดั่งหลิงเทียนจวิน แต่กลับเย็นลึกยิ่งกว่ามหาสมุทร ราวกับสามารถกลืนกินทุกสรรพสิ่งได้ด้วยเพียงสายตาเดียว


            เขาคือหลัวหยาง


            การที่ชายหนุ่มยืนอย่างสงบนิ่งในยามที่ผู้คนตื่นตระหนกแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่มั่นคงอย่างยิ่ง ไม่หวั่นไหวต่อคำเยินยอหรือเสียงลือเสียงเล่าอ้าง และนั่นเองที่ทำให้เซี่ยงจิ้งเฉินซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนักต้องจับจ้องไปยังใบหน้าของเขาอย่างหลงใหล


            แม้นางจะเคยเห็นบุรุษหล่อเหลามามากมายในชีวิต ทั้งบุตรแห่งขุนพล บุตรแห่งเจ้าธรรมชาติ หรือหลิงเทียนจวินเองซึ่งนางเคยหลงใหลกระทั่งในตอนนี้ ทว่าไม่มีใครเลยที่จะมอบความรู้สึกเยือกเย็นปนลึกลับอันน่าดึงดูดได้เท่ากับบุรุษผมดำคนนี้


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย ที่คุณอ่าน