พวกซินเจียงที่ได้เห็นการกลับไปของทั้งสามคนรู้สึกตื่นตะลึงและสงสัยว่าเสวียนเหยินนั้นเป็นอะไรกันแน่เพราะพวกเขายังไม่รู้ด้วยซํ้าว่าอะไรของเสวียนเหยินหักมีเพียงเหลียงเย่คนเดียวเท่านั้นที่พอรู้มาบ้าง
ยูหมิงจึงได้อธิบายอย่างสั้นๆเข้าใจได้ไปให้คนทั้งสองฟังหลังจากนั้นเขาก็เข้ารับการถ่ายแบบครั้งที่สองแต่ครั้งนี้เป็นชุดลําลองธรรมดาเขาจึงไม่ได้รับมันมาเพราะเขาไม่ค่อยชอบซักเท่าไหร่ชุดสูทที่ใส่น่ะดีกว่าเยอะเขาจึงได้ปฏิเสธที่จะเอาชุดนั้น
หลังจากที่ถ่ายแบบเสร็จลุงซินก็ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานนี้ให้ฟังเพราะหลังจากที่ได้โปรโมทรูปสินค้าที่มีเขาเป็นนายแบบแล้วทางร้านก็มียอดสั่งจองเพิ่มเข้ามามากมายจนน่าเหลือเชื่อทั้งนี้ยังมีคนติดต่อเข้ามาสอบถามถึงเขาอีกด้วยเพราะต้องการทําความรู้จักเขาและเชิญชวนเขาไปร่วมงานด้วย
แต่ลุงซินก็ได้ปฏิเสธไปเพราะกลัวเขารําคาญและไม่ชอบซึ่งจุดๆนี้เขาเองก็รู้สึกชื่นชมลุงซินไม่ใช่น้อยที่อีกฝ่ายทําได้ถูกต้องแล้วเพราะเขาก็ไม่ค่อยชอบเรื่องยุ่งยากอะไรแบบนั้นจริงๆ
นอกจากนี้เขายังได้รับรู้มาอีกด้วยว่าอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้านี้ทางมหาวิทยาลัยปักกิ่งจะเปิดรับสมัคนักศึกษาเป็นกรณีพิเศษซึ่งการสอบครั้งนี้จะยากเอามากๆ แต่ถ้าใครสอบผ่านก็สามารถเข้าที่นั่นได้เลยและซินเสวี่ยก็จะไปร่วมการสอบที่นั่นเช่นกันแน่นอนว่าจําเป็นต้องมีสิทธิ์บางอย่างในการเข้าร่วม !
อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ค่อยจะอะไรกับเรื่องนี้หลังจากที่คุยกันเสร็จเขาก็กลับออกมาพร้อมกับเหลียงเย่แน่นอนว่าเขาถูกเหลียงเย่ตามมา
“ นายตามฉันมาทําไม? ’’ ยูหมิงถามเหลียงเย่ที่เดินตามมาข้างหลัง
“ เอ่อผมอยากจะขอขอบคุณเรื่องที่คุณช่วยผมในครั้งที่แล้วเอาไว้น่ะให้ผมเลี้ยงข้าวซักมื้อเป็นไง ’’ เหลียงเย่ไม่รู้จะตอบแทนยังไงดีจึงเสนอการเลี้ยงข้าวออกไปแทน เพราะอย่างน้อยเขาก็มีเงินอยู่บ้าง
“ ก็ดีเอาตามนั้นก็ได้ ’’ สําหรับยูหมิงนั้นยังไงก็ได้อีกอย่างมีคนเลี้ยงข้าวแล้วเขากินฟรีมันก็ดีเหมือนกัน
หลังจากที่ปรึกษากันเสร็จทั้งสองคนก็เดินไปยังย่านการค้าทันที
…
ที่คฤหาสน์ตระกูลฉี
ในตอนนี้ฉียู่เฉินกําลังนั่งมองหน้าลูกชายของตัวเองด้วยความเป็นกังวลเขากังวลเป็นอย่างมากและไม่เข้าใจเลยว่าทําไมเสวียนเหยินถึงไม่ติดต่อมารายงานอะไรบ้างเลย?
“ พ่อไอ้เสวียนเหยินมันจะพาตัวมาได้แน่เหรอ? ’’ ฉียู่เสินเงยหน้ามองพ่อของเขาแล้วถามด้วยนํ้าเสียงสิ้นหวังในตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันเขาก็จะตาย
ดังนั้นเขาจึงได้เคร่งเครียดเป็นอย่างมากที่จะใช้ชีวิตอย่างสบายๆเหมือนกับทุกที
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นแล้วตามมาด้วยเสวียนเหยินที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้านิ่งเฉย
ฉียู่เฉินเองก็เอะใจจึงได้หันไปมองแล้วถาม “ เป็นไงบ้าง ? นายไปพาตัวมันมาได้ไหม ? ’’
“ อืม !แน่นอน ! ’’ เสวียนเหยินพยักหน้าเบาๆ
“ อืม ?แน่นอน ? ทั้งสองนี้มันหมายความว่ายังไง ?’’ ฉียู่เฉินขมวดคิ้วแน่นเขารู้สึกว่าเสวียนเหยินในตอนนี้แตกต่างจากในตอนเช้าที่เขาเรียกมาพบอย่างสิ้นเชิงมันราวกับเป็นคนละคนเลยก็ว่าได้
“ ก็ไม่อะไรทั้งนั้นแหละในช่วงหลายปีมานี้ผมต้องขอบคุณๆมากที่ได้ให้ผมทํางานกับคุณแต่ตอนนี้มันก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะก้าวเดินออกจากเส้นทางนี้ เอาล่ะ ลาก่อน’’ ทางด้านเสวียนเหยินหยิบปืนสั้นออกมาแล้วพูดด้วยท่าทางเย็นชาก่อนจะยิงมันออกไป
“ แก !แกตั้งใจจะทําอะไร ?! เสวียนเหยิน… ’’ นัยน์ตาฉียู่เฉินหูดวูบลงด้วยความไม่อยากเชื่อเขาไม่เคยนึกเคยฝันมาก่อนเลยว่าเสวียนเหยินมันจะเปลี่ยนไปขนาดนี้และหันกลับมาทรยศเขาโดยไม่ได้บอกอะไรซักนิด
ปัง ปัง ปัง
ร่างของฉียู่เฉินถูกยิงเลือดสาดกระเซ็นก่อนจะล้มลงทั้งๆที่ใบหน้าคงความไม่อยากเชื่อเอาไว้
“ พ่อ !เสวียนเหยิน ! ไอ้เลวแกทําอะไรกันแน่ ! ’’ ฉียู่เสินที่เห็นร่างของพ่อตัวเองล้มลงก็พลันตะโกนขึ้นมาด้วยความโกรธเกรี้ยวเขาหันไปมองเสวียนเหยินด้วยความโกรธ
ปัง ปัง ปัง
เสวียนเหยินนั้นไม่สนใจฉียู่เสินจึงได้ยิงปืนออกไปอย่างไม่ลังเลจากนั้นร่างของฉียู่เสินก็ล้มลงนอนกองกับพื้นด้วยใบหน้าโกรธจัดที่ไม่อยากเชื่อ
“ อืมนี่คงจะดีแล้วล่ะที่ฉันจัดการคนทั้งสองนี้ด้วยมือของตัวเอง... ’’ เสวียนเหยินเดินออกจากห้องๆนั้นแล้วพึมพําในตลอดหลายปีมานี้เขาได้ทํางานให้ฉียู่เฉินมานานและรู้ดีว่าต้องมีผู้คนบริสุทธิ์มากมายแค่ไหนตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดแน่นอนว่าเขาก็อยากจะเลิกทํางานให้กับฉียู่เฉินอยู่หลายครั้ง
ทว่าเขาก็ไม่สามารถทําได้เพราะในตอนนั้นเขาต้องการเงินเป็นจํานวนมากทั้งนี้การจะเลิกทํางานได้คงมีเพียงต้องฆ่าฉียู่เฉินและคนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับเขาทั้งหมดอย่างฉียู่เสินเพราะอะไรน่ะเหรอ ? ก็เพราะถ้าเขาเลิกยุ่งเกี่ยวกับพวกมันพวกมันก็อาจจะแทงเข้าข้างหลังเขาได้น่ะสิ!
ส่วนที่เขาฆ่าพวกมันทั้งสองในวันนี้ก็เป็นเพราะบังเอิญได้รับการรักษาจ้าวโลกจากยูหมิงและยังรับปากยูหมิงอีกว่าจะจัดการฉียู่เสินให้ดังนั้นเขาจึงได้ใช้โอกาสนี้มาที่นี่เพื่อจัดการฆ่าคนทั้งสองซะเลยและหลังจากนี้ไปเขาก็จะสลายแก๊งค์เสือป่าเพราะไม่อย่างนั้นแล้วตํารวจคงจะไล่ตามเรื่องยาเสพติดไม่หยุดและอาจจะได้หลักฐานมาจับตัวเขาเข้าซักวันเอาได้
…
ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองยูหมิงและเหลียงเย่ได้มาที่นี่พวกเขาทั้งสองคนกําลังนั่งทานอาหารอย่างอเร็ดอร่อยอยู่ ไม่นานพวกเขาก็ทานเสร็จยูหมิงจึงเตรียมตัวจะกลับออกไปพร้อมกับเหลียงเย่แต่ในขณะที่พวกเขากําลังจะกลับออกไปพวกเขาก็ต้องพบว่าที่โต๊ะข้างๆนั้นมีบางสิ่งบางอย่างกําลังเกิดขึ้น
ที่โต๊ะข้างๆของพวกยูหมิงนั้นมีชายวัยกลางคนที่ดูมีภูมิฐานอยู่คนหนึ่งข้างๆกันมีชายหนุ่มดูดีคนหนึ่งอยู่ พวกเขามีหน้าตาที่ค่อนข้างดีแต่ในขณะที่พวกเขากําลังทานอาหารอยู่ชายวัยกลางคนที่ชื่อหลิวเค่อก็ได้ไอแค่กแค่กออกมาไม่หยุดชายหนุ่มที่ชื่อตงฟางจู้ก็ทําได้เพียงมองดูอย่างลนลาน
“ ศาสตราจารย์หลิวคุณเป็นอะไรน่ะ? ’’ ตงฟางจู้ถามด้วยท่าทางตื่นตะหนกอีกฝ่ายเป็นถึงศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยปักกิ่งชื่อดังจากเมืองหลวงดังนั้นถ้าเกิดอีกฝ่ายเกิดเป็นอะไรขึ้นมาในตอนที่เขาอยู่ด้วยนั่นจะไม่ได้หมายความว่าเขาผิดอย่างนั้นเหรอ ?
“ แค่กแค่ก ไม่เป็นไร ! เดี๋ยวเดียวก็หาย ! ’’ หลิวเค่อส่ายมือในขณะที่กําลังไอแค่กๆด้วยใบหน้าซีดเผือด
“ ผมว่าให้ผมพาคุณไปโรงพยาบาลดีกว่าไหม? ’’ ตงฟางจู้ยังคงอดห่วงไม่ได้เพราะถ้าเกิดอีกฝ่ายเป็นอะไรขึ้นมาแล้วใครจะพาเขาไปเข้าร่วมการสอบที่จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้านี้ล่ะ? แถมการที่เขาจะเข้าได้ยังต้องพึ่งพาคนๆนี้อีกด้วยไม่งั้นแล้วเขาคงไม่สามารถเข้าร่วมการสอบได้อย่างแน่นอน
“ แค่กแค่ก ตงฟางจู้เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอกยังไงซะฉันก็ต้องพาเธอไปเข้าร่วมการสอบได้อยู่แล้ว ’’ หลิวเค่อหัวเราะเบาๆในขณะที่ไอแล้วเริ่มหายใจออกมาอย่างรุนแรง
“ คุณยูเราไปกันเถอะ’’ เหลียงเย่พูดกับยูหมิงที่ยืนอยู่ข้างๆเขาไม่เข้าใจว่ายูหมิงจะยืนดูคนพวกนี้ทําไม
“ อืมงั้นขอเวลาซักเดี๋ยวหนึ่งแล้วกัน ’’ ยูหมิงยิ้มจางๆเมื่อครู่นี้เขาได้ครุ่นคิดว่าจะเข้าช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จักอย่างชายวัยกลางคนๆนี้ดีไหมแต่เมื่อได้ยินว่าชายคนนี้เป็นศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยปักกิ่งในเมืองหลวงนั่นทําให้เขาเกิดความลังเลและสนใจอยู่ไม่ใช่น้อย
เพราะในเร็วๆนี้เขาก็จะต้องเดินทางไปยังเมืองหลวงการได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยปักกิ่งที่มีชื่อเสียงนั่นก็เป็นเรื่องดีอย่างหนึ่ง เพราะเวลาที่ได้เจอพ่อแม่พวกเขาคงจะต้องดีใจมากๆที่ได้รับรู้ว่าอย่างน้อยเขาก็ได้เข้าเรียนแล้ว
โดยไม่ต้องรอช้ายูหมิงเดินไปที่ข้างๆหลิวเค่อแล้วพูด “ คุณคือศาสตราจารย์หลิวจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งใช่ไหม ?’’
“ แค่กแค่ก ใช่แล้ว ! ว่าแต่เธอเป็นใครรึ ? ’’ หลิวเค่อหันไปมองยูหมิงด้วยความประหลาดใจเพราะเขาไม่รู้จักชายหนุ่มคนนี้บางทีชายหนุ่มคนนี้อาจจะเป็นคนที่รู้จักชื่อเสียงของเขาก็ได้
“ ผมชื่อยูหมิงแล้วผมก็สามารถบอกได้ว่าคุณเป็นอะไร คุณเป็นโรคหัวใจใช่ไหมล่ะ ? ’’ ยูหมิงยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ ใช่แล้ว! เธอรู้ได้อย่างไร ? ’’ หลิวเค่อพยักหน้าด้วยความประหลาดใจก่อนจะเริ่มไออีกครั้ง
“ ผมรู้ได้อย่างไรนั้นไม่สําคัญเอาล่ะเรามาเข้าเรื่องของเราดีกว่า ผมได้ยินมาว่าคุณเป็นศาสตราจารย์คนหนึ่งดังนั้นคุณย่อมต้องมีอํานาจในมหาวิทยาลัยใช่ไหม ถ้าหากคุณช่วยให้ผมเข้าที่นั่นได้ผมก็จะช่วยรักษาให้คุณเอง ’’ ยูหมิงยิ้มแล้วเริ่มพูดถึงประเด็นหลัก
“ นายเป็นใคร? ’’ ตงฟางจู้ที่ถูกเมินมาได้ซักพักก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมากไอ้หมอนี่มันเป็นใครถึงได้มาเมินเขาคนนี้
ยูหมิงไม่ตอบเขาเพียงรอคอยคําตอบจากหลิวเค่ออย่าวเดียวเท่านั้น
ทางด้านหลิวเค่อนั้นที่ได้ยินว่ายูหมิงต้องการให้เขาทําอะไรเขาถึงกับผงะและหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งจากนั้นเขาก็มองไปยังชายหนุ่มตรงหน้าด้วยใบหน้าจริงจังก่อนจะถาม “ เธอเป็นแพทย์แผนจีน ? ’’ จากการคาดเดาของเขาคนที่สามารถรู้อาการของเขาได้คงมีเพียงแพทย์แผนจีนและหมอตามโรงพยาบาลเท่านั้นซึ่งการที่เขาคิดว่าชายหนุ่มคนนี้น่าจะเป็นแพทย์แผนจีนมันก็มาจากอายุของเขาและท่าทางของเขาเพราะดูๆแล้วเขาไม่ค่อยเหมือนหมอฝึกหัดตามโรงพยาบาลซักเท่าไหร่
“ ใช่ผมเป็นแพทย์แผนจีน ’’ ยูหมิงพยักหน้าอย่างประหลาดใจเขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะคาดเดาได้ถูกต้องว่าเขาเป็นแพทย์แผนจีนเอาเถอะอย่างน้อยนี่มันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้คุยกันง่ายๆขึ้นหน่อย
“ เธอต้องการจะบอกว่าเธอสามารถรักษาอาการภาวะหัวใจล้มเหลวของฉันได้? ’’ หลิวเค่อไม่ค่อยอยากเชื่อซักเท่าไหร่เพราะดูจากอายุของอีกฝ่ายแล้วมันยังน้อยมากนักที่จะเป็นแพทย์แผนจีนผู้เก่งกาจได้
“ ภาวะหัวใจล้มเหลวนั้นเกิดขึ้นเมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายได้อย่างเพียงพอเมื่อหัวใจอ่อนแอหรือถูกทำลาย ความสามารถในการสูบฉีดโลหิตอาจน้อยลงผลที่ตามมาคือมีการคั่งของโลหิตในห้องหัวใจ ปอด หรือส่วนอื่นๆ ในร่างกายดังนั้นถ้าทําการใช้วิธีบางอย่างเพื่อทําให้หัวใจกระตุ้นได้ดีขึ้นนั่นก็จะทําให้คุณสามารถหายได้ แน่นอนว่าผมสามารถใช้วิธีแบบนั้นได้ ! ’’ ยูหมิงอธิบายเพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงยังไม่เชื่อดังนั้นเขาจึงอธิบายคร่าวๆให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขารู้จริง
“ แล้วเธอจะรักษาฉันได้ยังไง? ’’ หลิวเค่อหยุดไอแล้วถามอย่างไม่วางใจ
“ ผมจะใช้วิธีบางอย่างในการสกัดจุดเพื่อทําให้หัวใจของคุณทํางานได้เต็มที่’’ ยูหมิงยิ้มจางๆ
“ อืมดูท่าแล้วไอ้วิธีสกัดจุดของเธอคงจะเชื่อถือได้นะ ? ลองดูซักหน่อยก็ได้ถ้าเธอรักษามันได้ฉันก็จะพาเธอเข้ามหาวิทยาลัยเอง ’’ แม้หลิวเค่อจะยังไม่วางใจแต่เขาก็ยังอยากที่จะลอง เพราะไม่ว่าจะไปโรงพยาบาลไหนโรคหัวใจของเขาที่เป็นอยู่ก็ไม่สามารถรักษาได้ง่ายๆดังนั้นขอแค่อีกฝ่ายสามารถทําให้อาการของเขาดีขึ้นแม้จะต้องใช้อํานาจในมหาวิทยาลัยบ้างเขาก็ยอม!
“ ดี !งั้นผมจะเริ่มเลยแล้วกัน ! ’’ ยูหมิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนจะเขยิบเข้าไปใกล้ๆหลิวเค่อ
“ เดี๋ยว !อย่าเพิ่ง ! ศาสตราจารย์หลิวคุณจะทําอย่างนั้นไม่ได้นะ !นั่นมันเป็นสิทธิ์ของผมไม่ใช่เหรอ ? หากคุณยกให้เขาแล้วผมจะเข้าที่นั่นได้ยังไง’’ ในขณะที่ยูหมิงกําลังจะเริ่มสกัดจุดตงฟางจู้ก็ลุกขึ้นโพล่งออกมาด้วยความไม่พอใจ
เพราะในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้านี้การจะไปเข้าสอบที่นั่นได้จําเป็นที่จะต้องมีสิทธิ์หรือใบอนุญาติจากศาสตราจารย์บางคนไม่อย่างนั้นแล้วก็ไม่สามารถเข้าสอบได้อย่างแน่นอนแล้วก็คงจะต้องรอจนกว่าจะถึงวันเปิดสมัคอย่างเป็นทางการแน่นอนว่านั่นเขาตงฟางจู้ไม่สามารถทนรอได้ !
ตงฟางจู้จึงมองไปยังยูหมิงและหลิวเค่อด้วยสายตาไม่พอใจในความคิดของเขาไอ้หมอนี่มันเป็นใครก็ไม่รู้ แล้วยังจะให้มันรักษาให้แถมจะมอบสิทธิ์ให้มันอีกแล้วเขาล่ะจะทํายังไง ?
“ คุณน่ะอยู่เฉยๆจะดีกว่านะ’’ เหลียงเย่เดินเข้ามาขวางทางตงฟางจู้เพื่อกันเอาไว้ในกรณีที่อีกฝ่ายจะเข้าขัดขวางยูหมิง
“ แกเป็นใคร?! ’’ ตงฟางจู้ที่ถูกขวางทางถึงกับขมวดคิ้วแน่น ชายหนุ่มตรงหน้าเขานั้นกํายําเป็นอย่างมากแถมยังแต่งตัวยังกับพวกนักเลงหรือว่ามันจะมาที่นี่เพื่อกระทืบเขา ?
“ ผมก็แค่คนคุ้มกันของเขา’’ เหลียงเย่ส่งสายตาไปทางยูหมิงในตอนนั้นเองยูหมิงก็เริ่มทําการสกัดจุดทันที
ปึก ปึก ปึก ...