ตอนที่ 46 ปรมาจารย์เอกะเทวะ
ภายในตัวเมืองฮกหยงนั้นใหญ่โตมากเกินไปมีสถานที่ชื่อดังต่างๆนับไม่ท้วน ยากที่จะไปเยือนทั้งหมดในวันเดียว ศิษย์พี่ใหญ่พาเหล่าบรรดาศิษย์น้องเดินเที่ยวชมจุดสำคัญต่างๆในเมือง
เสี่ยวไป๋ดูสนุกตื่นเต้นเป็นอย่างมากนานแล้วที่นางไม่ได้ออกมาเที่ยวเล่นแบบนี้นางเดินเล่นนู่นเล่นนี่ฉุดลากพี่ชายของนางเข้าออกสถานที่ร้านรวงต่างๆอย่างไม่รู้สึกเบื่อ
เด็กหนุ่มไม่ขัดใจน้องสาวต่างเที่ยวเล่นกับนางหลายชั่วยามพวกมันเดินทางมาถึงใจกลางเมืองฮกหยงที่แน่นขนัดเต็มไปด้วยผู้คนตรงใจกลางเมืองเป็นลานกว้างขนาดใหญ่
ที่ใจกลางมีรูปปั้นบุรุษวัยกลางคนมือขวาชูกระบี่ชี้ไปทางเหนือถึงแม้จะเป็นแค่รูปปั้นแต่ท้วงท่าสภาวะนั้นกลับเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งแค่จ้องมองไปที่รูปปั้น เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนมีปรานกระบี่บางๆแผ่ออกมาปะทะเข้ากับร่างกายมันรู้สึกเหมือนมนุษย์ปุถุชนพบเจอเทพเซียน มีความรู้สึกต่ำต้อยใจและรู้สึกเคารพเลื่อมใสในเวลาเดียวกัน
รูปปั้นนี้เป็นของผู้ใด?ทำไมแค่สภาวะท่วงท่าก็สามารถข่มขู่คุกคามมันที่เข้าสู่ขอบเขตบำเพ็ญกายให้รู้สึกเช่นนี้ได้? ศิษย์พี่ใหญ่เห็นสีหน้าเหล่าศิษย์น้องก็เอ่ยอธิบายอย่างภูมิใจ
“นี่คือรูปปั้นท่านปรมาจารย์เอกะเทวะ พวกเจ้าอาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงของท่านมาบ้างแล้วท่านเป็นปฐมปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเอกะมรรคาเป็นยอดฝีมือกระบี่อันดับ1ในประวัติศาสตร์ ทั้งพลังฝีมือ และเกียรติภูมิของท่านขจรไกลเป็นตำนานฟังว่าเมื่อ1พันปีที่แล้วท่านนำกองทัพต่อต้านกองทัพอสูรปกป้องเผ่าพันธ์มนุษย์ของพวกเราไว้”
“กองทัพอสูร? อสูรมีจริงงั้นหรือ?” ซูเฟิงถาม ศิษย์พี่ใหญ่หัวเราะ “ย่อมต้องมีแต่หลังจากมหาสงครามเมื่อพันปีที่แล้วพวกมันก็ไม่เคยโผล่มาให้พวกเราเห็นอีกเลยฟังว่าพวกเผ่าอสูรนั้นทั้งชั่วร้ายและแข็งแกร่งมากในขั้นเดียวกันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเราจะสามารถสู้ได้ด้วยตัวต่อตัว”
“อสูรน่ากลัวถึงเพียงนั้น?”
“แน่นอน เราโชคดีที่ได้ท่านปรมาจารย์เอกะเทวะและปรมาจารย์จันทรามู่ชูหลานร่วมมือกันต่อต้านราชาอสูรและกองทัพ...ไม่งั้นในวันนี้พวกเราคงไม่ได้เกิดมาแล้ว”
“ปรมาจารย์มู่ชูหลานเป็นใคร?”
“ปรมาจารย์มู่ชูหลานคือปฐมปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักหุบเขาสระเหมันพลังฝีมือและเกียรติภูมิของนางแทบไม่ได้ด้อยไปกว่าปรมาจารย์เอกะเทวะเลย”
“พวกท่านเป็นคู่รักกัน?” เด็กหญิงถามศิษย์พี่ใหญ่ไม่แน่ใจเล็กน้อยตอบอ้ำอึ้ง “นี่...ไม่แน่ใจนักตำนานไม่ได้เขียนบอกไว้ แต่ยอดบุรุษ ยอดหญิงงามล้วนเป็นของคู่กันในแผ่นดินนี้จะมีใครที่เหมาะสมกับปรมาจารย์มู่ชูหลานอีก?”
เสี่ยวไป๋อ้าปากค้างทำสีหน้าสนใจเคลื่อนกายมากอดแขนเจียงหวู่เฉิน“วันหน้าเมื่อกองทัพอสูรโผล่มาอีก ข้ากับหวู่เฉินเกอเกอจะร่วมมือเคียงข้างกัน ต่อต้านกองทัพอสูร เหมือนปรมาจารย์ทั้งสอง ฮิฮิ”
“เด็กหญิงเอย ถ้าเจ้านำเวลาเล่นเวลากินไปตั้งใจฝึกวิชา...บางทีอาจจะพอมีหวังเทียบชั้นปรมาจารย์หญิงบ้าง ฮ่าฮ่าฮ่า”
ทุกคนต่างหัวเราะเสี่ยวไป๋ จนนางแก้มป่องด้วยความแง่งอน
...........
พวกมันมาเที่ยวชมอุทยานในเมืองอุทยานนี้นั้นดูเป็นธรรมชาติงดงาม มีดอกไม้นานาพันธ์ ทะเลสาบกว้างเปล่งประกายสะท้อนแสงอาทิตย์ผิวน้ำใสดุจกระจกมองเห็นเหล่าปลาสีสันสวยงามต่างๆ ที่ล้วนแหวกว่ายกันอย่างแน่นขนัด
เสี่ยวไป๋และซูเฟิงนั้นทะเลาะกันอีกจนศิษย์พี่ใหญ่ต้องคอยห้ามทัพเด็กทั้งสองเจียงหวู่เฉินและศิษย์พี่หญิงซูตันหยินตอนนี้นั่งอยู่ข้างทะเลสาบอยู่เพียงสองต่อสอง
“เสี่ยวไป๋ และเฟิงเอ๋อ นั้นไม่รู้จักโตเสียทีทะเลาะกันได้ทุกวันตั้งแต่เมื่อก่อนบัดนี้ไม่เปลี่ยน”
ศิษย์พี่หญิงมองไปที่เด็กทั้งสองที่ทะเลาะกันอยู่ไกลๆ ใบหน้าของนางสะท้อนกับแสงอาทิตย์เป็นประกายวันนี้นางแต่งกายด้วยชุดสีม่วงสวยงามที่ผมรวบไว้เป็นมวยปักไว้ด้วยปิ่นรูปผีเสื้อที่หวู่เฉินนั้นมอบให้
เจียงหวู่เฉินไม่ตอบคำเผลอจ้องมองใบหน้าศิษย์พี่หญิงอย่างเงียบๆซูตันหยินรู้สึกตัวหันมาร้องเรียกมันเบาๆ แต่มันกับเหมือนเหม่อลอยไม่ตอบรับ
“...หวู่เฉิน หวู่เฉิน หวู่เฉิน!”
“ศะ...ศิษย์พี่หญิงมีคำสั่งใด!”ซูตันหยินเห็นอาการของศิษย์น้องตน พลางหัวเราะเยาะมันเบาๆ เจียงหวู่เฉินรู้สึกอับอายยิ่งนักซูตันหยินผสานสายตาพูดหยอกว่า
“เหม่อมองอันใด ทำไม...งดงามมากนักหรือ?”
เด็กหนุ่มหลบสายตาหญิงสาวใบหน้าอันหล่อเหลาขึ้นสีแดงจนดูน่าขัน ซูตันหยินนั้นคอยดูแลเด็กหนุ่มมาตั้งแต่เด็กหวู่เฉินตอนเด็กนั้นดูใสซื่อน่ารักอยู่บ้างนางชอบแกล้งมันเล็กน้อยคอยดูปฏิกิริยาน่าเล่นของมัน
แต่พอมันโตเติบใหญ่ กับกลายเป็นชายหนุ่มรูปงามถึงเพียงนี้? นางไม่อาจห้ามใจในการหยอกล้อเด็กหนุ่มได้เลย
“หืม...ที่เจ้าไม่ตอบ เกรงว่าคงไม่งดงามกระมัง?”
“งดงาม ศิษย์พี่หญิงงดงามมากยิ่งนัก!”
ซูตันหยินเห็นอาการรีบร้อนตอบของมันก็ยิ่งหัวเราะ“ศิษย์พี่หญิงอันใด?ข้าถามว่าทะเลสาบงดงามหรือไม่ต่างหาก”
เด็กหนุ่มกับอับอายยิ่งกว่าเดิม ไม่กล้าหันมองหน้าหญิงสาวซูตันหยินนึกสนุกยื่นใบหน้างามเข้าใกล้หวู่เฉินจนแทบสัมผัสกัน ริมฝีปากบางขยับแผ่วเบาข้างๆหูเด็กหนุ่ม
“หวู่เฉิน เจ้าชอบศิษย์พี่หญิงงั้นหรือ?”
“ทะ...ท่านพูดอันใด!”
“เจ้าไม่ชอบศิษย์พี่หญิง?”
“ไม่! ข้าชอบ! ไม่...ข้า!”
ซูตันหยินปิดปากขำเบาๆเมื่อเห็นท่าทางน่าแกล้งของศิษย์น้องผู้หล่อเหลานางอดใจไม่ได้เผลอยื่นหน้าไปหอมแก้มเบาๆคลานึง เจียงหวู่เฉินตัวแข็งถือตะลึงลาน
“ศิษย์พี่หญิงท่าน!”
ความรู้สึกอ่อนนุ่มที่ข้างแก้มรวมทั้งกลิ่นหอมบางๆ สร้างความรู้สึกตาตึงใจกับมันยิ่งยามกะทันหันไม่สามารถซึมซับความรู้สึกมีความรู้สึกอยากให้ศิษย์พี่หญิงหอมแก้มมันอีกครั้ง แต่มันจะกล้าเอ่ยปากได้อย่างไร?
“ทำไม เจ้าอยากได้อีก?”
“อืม...ถ้าเจ้าสามารถเข้าสู่รอบเวทีพสุธาได้บางที...ศิษย์พี่หญิงจะลองคิดดูอีกที”
เจียงหวู่เฉินหน้าแดงอับอาย หัวใจมันเต้นโครมครามภายในอกจนกลัวว่าหญิงสาวด้านข้างจะได้ยิน มันอายุ16แต่ไม่ได้มีประสบการน์กับหญิงสาววัยใกล้เคียงกันมากนักไม่ทราบความรู้สึกแปลกใหม่ที่ก่อขึ้นมาในใจเรียกอันใด
หรือว่าข้าชอบศิษย์พี่หญิงจริงๆ? ข้าคิดกับนางเหมือนพี่สาวเท่านั้น? ศิษย์พี่หญิงดีกับข้ามาตลอดแต่ถ้าข้าชอบนางขึ้นมาจริงๆ...ศิษย์พี่ใหญ่ชอบศิษย์พี่หญิงมากแล้วจะทำอย่างไร?
“พวกท่านทำอะไรกัน?”เสียงเสี่ยวไป๋ดังขึ้น ฉุดเด็กหนุ่มออกมาจากห้วงความคิด มันสะดุ้งร้อนตัวเล็กน้อย
“ไม่มีอันใด!” หวุ่เฉินตอบด้วยน้ำเสียงไม่เป็นธรรมชาตินักเสี่ยวไป๋มองท่าทีแปลกๆของพี่ชาย สลับกับศิษย์พี่หญิงที่ปิดปากหัวเราะข้างๆอย่างไม่ค่อยเชื่อนัก
..............
หลังจากเที่ยวชมอุทยานกันหนำใจพวกมันก็มารับประทานอาหารในภัตคารหรูในเมืองฮกหยง อาหารแปลกตาหลากรศจำนวนมากวางเรียงราย เสี่ยวไป๋ดูท่าจะมีความสุขมากจนลืมเลือนเรื่องที่ทะเลสาบไป
พอพวกมันรับประทานอาหารเสร็จกำลังเดินกลับที่พักกับเดินสวนกลุ่มคนสวนใส่ชุดสีฟ้าท่าทางหยิ่งผยองชายหนุ่มท่าทางอายุ30ปีคนนึงเหลือบมองพวกมัน ก็ยิ้มกริ่ม
“นี่ไม่ใช่...จอมยุทธ์จุ้ยอันโด่งดังงั้นหรือ?”
มันคือลู่ไป๋ เป็นคนสำนักอินทรีย์ฟ้าตอนนี้มันอายุ30อยู่ขอบเขตสร้างรากฐาน พาบรรดาศิษย์น้องผู้เข้าแข่ง 4 คนมาทานอาหารมิคาดกับเจอจุ้ยกานสง
จุ้ยกานสงหน้าเสียเล็กน้อยยื่นมือคารวะ “พี่ลู่ไม่ได้เจอกันนาน สบายดี?”
“ย่อมสบายดี แต่ไม่ทราบพี่ท่านอาการบาดเจ็บที่หน้าเป็นเยี่ยงไร” ลู่ไป๋ถามด้วยสีหน้าเป็นห่วงอย่างเสแสร้ง จุ้ยกานสงสีหน้ามืดครึ้มศิษย์น้องสำนักอินทรีย์ฟ้าต่างหัวเราะโพล่งออกมาเสียงดังว่า
“นี่ใช่คนที่ศิษย์พี่เคยทุบตีจนหน้าตาปูดโปนจนตกรอบแรกเมื่อการประลองหนที่แล้วหรือไม่”พวกมันหัวเราะเยาะเสียงดัง สีหน้าของศิษย์สำนักไผ่เขียวดูไม่ดีขึ้นมา
ในการประลองหนที่แล้วจุ้ยกานสงอายุ19เป็นตัวแทนสำนักไผ่เขียวก่อนการประลองเห็นเรื่องอยุติธรรมเห็นลู่ไป๋รังแกชาวเมืองด้วยความที่มันมีใจใฝ่คุณธรรมเลยอดยื่นมือช่วยเหลือชาวบ้านไม่ได้ลู่ไป๋ไม่พอใจมันอย่างมาก พองานประลองรอบแรกกลับเป็นใจจัดให้พวกมันสองคนมาเจอกัน
ลู่ไป๋ตอนนั้นอายุมากกว่าจุ้ยกานสง1ปีขอบเขตสูงกว่ากลับทุบตีจุ้ยกานสงต้องอับอายพ่ายแพ้ตกรอบแรก แค่สู้แพ้ย่อมไม่มีใดแต่มันนั่นถือโอกาสนี้ล้างแค้นสร้างความอับอายให้จุ้ยกานสงบนเวที
เสี่ยวไป๋และซูเฟิงกำลังจะเข้าไปมีเรื่องแต่ศิษย์พี่ใหญ่ห้ามไว้ในเมืองตอนนี้ห้ามมีการต่อสู้เกิดขึ้นไม่งั้นอาจโดนตัดสิทธิ์เข้าแข่งพวกมันเดินนำเหล่าศิษย์น้องออกไปไล่หลังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของศิษย์สำนักอินทรีย์ฟ้า
เจียงหวู่เฉินได้จดบัญชีสำนักอินทรีย์ฟ้าไว้ ภาวนาให้จับฉลากเจอพวกมัน