“ท่านอาจารย์ซื้อหมามาจากที่ไหน”
“ตลาดนัดจากในเมือง ทำไมล่ะ แม่หนูหนิงถูกใจเ้าขนม้วนนี่งั้นสิ!”
หมาพันธุ์ทิเบต หรือที่คนเรียกกันว่า เทพสุนัขบูรพาทิศ ยังมีคำกล่าวไว้ว่าเป็หมาพันธุ์ที่ดุร้ายที่สุด ถ้าเกิดมีโอกาสได้เลี้ยงเธอจะไม่ปล่อยโอกาสนั้นหลุดมือ คิดได้แบบนั้นจึงตอบขึ้นมาแบบหน้าด้าน ๆ ว่า
“อื้อ ข้าถูกใจมัน”
“งั้นเอากลับไปด้วยสิ ตาแก่หงำเหงือกอย่างข้าเลี้ยงไว้ 2 ตัวก็พอแล้ว”
“ทำไมพูดง่ายแบบนั้นล่ะเ้าคะ?”
ปกติมาปะทะคารมกับท่านอาจารย์ซวีทีไร หนิงเยี่ยนก็รู้ได้ว่าท่านอาจารย์ผู้นี้ไม่ได้ธรรมดา แต่ตอนนี้มายกลูกหมาพันธุ์ทิเบตให้เธอง่าย ๆ ทำไมรู้สึกไม่น่าไว้วางใจเลยนะ
ท่านอาจารย์ซวีส่ายหัวแล้วยกยิ้ม เขาจะไม่ตอบคำถามนี้หรอก แล้วก็จะไม่บอกด้วยว่าเ้าหมาขนหยิกนี่ คนขายรู้สึกว่ามันน่าเกลียดเสียจนเขาซื้อมาสองตัวเลยแถมมันมาด้วยอีกตัว
พอรู้ว่าหนิงเยี่ยนสนใจเ้านี่ เลยยกให้เสียเลย เผื่อมีโอกาสได้สูตรยาแปลก ๆ จากหนิงเยี่ยน ทั้งโสมซานซี ทั้งอันกงหนิวหวงหวาน ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้จะนำความประหลาดใจอะไรมาให้เขาอีก
หนิงเยี่ยนไม่สามารถต้านทานความอยากเลี้ยงเ้าหมาตัวนี้ได้ เพราะภพที่แล้วเธออยู่คนเดียว อยากจะเลี้ยงหมาทิเบตไม่ก็หมาไซบีเรียนฮัสกี้สักตัว แต่เธอต้องออกไปปฏิบัติภารกิจบ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าจะตายตอนไหน ถ้าคนตายแต่หมายังอยู่ คงต้องทิ้งให้เ้าหมาอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย แบบนี้ไม่ดีเลย
ความเป็จริงได้พิสูจน์แล้วว่าเธอตัดสินใจไม่ผิด ถ้าไม่ตายก็ไม่ได้ข้ามภพมาแบบนี้
ตอนนี้เธอมีชีวิตที่มั่นคงแล้ว ไม่ต้องออกไปไหน ไม่ต้องปฏิบัติภารกิจ ได้เลี้ยงหมาสักตัวก็คงดี ถ้าตั้งใจสักหน่อยจะต้องฝึกเ้าหมาทิเบตตัวนี้ให้เหมือนหมาตำรวจได้แน่
แต่แน่นอนว่าหนิงเยี่ยนยังไม่ลืมจุดประสงค์ที่มาที่นี่ เธออุ้มเ้าหมาทิเบตขนม้วนขึ้นมา มองไปยังท่านอาจารย์ซวีแล้วทำตาปริบ ๆ พร้อมส่งยิ้ม
“ท่านอาจารย์ ข้าย้ายเข้าบ้านใหม่แล้ว ครั้งที่แล้วท่านรับปากว่าจะยกดอกไม้ในกระถางให้ใช่ไหมเอ่ย?”
“ไปเลือกเองสิ!”
ท่านอาจารย์ซวีไม่ได้ให้ความสำคัญกับดอกไม้ในกระถางนักหรอก เพราะดอกไม้พวกนั้นไม่ได้สำคัญเท่าพวกพืชสมุนไพร เขาเดินตามหนิงเยี่ยนไปตรงระเบียงทางเดินที่วางดอกไม้นั้นไว้ เมื่อถึงจุดหมาย เห็นหนิงเยี่ยนยกเอาต้นฝ้ายไป ท่านอาจารย์ซวีจึงรู้สึกปวดใจ ต้นฝ้ายพวกนี้ไม่ใช่ว่าได้มาง่าย ๆ
สมัยก่อนการมีดอกคามิเลียไว้ที่บ้านถือเป็ความภาคภูมิใจ แต่ตอนนี้การมีดอกฝ้ายต่างหากถึงถือเป็ความภาคภูมิใจ การจะเอาฝ้ายมาปลูกก็ไม่ง่ายเลย ต้องเข้าใจความรู้ทางศิลปะ มีรสนิยม คิดไม่ถึงเลยว่าจะไปถูกใจหญิงสาวชาวบ้านเข้า
พอเห็นท่านอาจารย์ซวีทำสีหน้าเ็ป หนิงเยี่ยนก็แอบมีความสุขในใจ ยกเอากระถางดอกไม้แล้วรีบกลับบ้านไป เมื่อกลับไปถึงก็ผลักประตูเข้าไปในบ้านโล่ง ๆ เอาเ้าหมาน้อยไว้ที่ลานบ้าน ย้ายต้นกล้าดอกฝ้ายเล็กๆ บอบบางลงแปลงผัก
มีกล้าต้นฝ้ายเพียงสองกระถาง หนิงเยี่ยนจึงปลูกให้มันอยู่ห่างกัน พอปลูกแบบนี้ทำให้แปลงผักที่เพิ่งขุดใหม่ดูเต็มไปด้วยต้นกล้า ดูไปแล้วต้นกล้าก็มีจำนวนไม่น้อยเลย
มิน่าล่ะปลูกในกระถางถึงไม่โตไม่สูงขึ้น เอาต้นกล้าเยอะขนาดนี้ไปอัดไว้ในกระถางเดียวถ้ามันโตสิถึงแปลก หลังจากปลูกเสร็จแล้วหนิงเยี่ยนยังไม่ใส่ปุ๋ย อย่างไรเสียต้นฝ้ายพวกนี้รากยังไม่แข็งแรงพอ เธอเองก็ไม่ได้เป็นักศึกษาปริญญาเอกด้านการเกษตร ไม่รู้ว่าต้องใส่ปุ๋ยเท่าไหร่ ถ้าเกิดต้นกล้าพวกนี้แห้งตายขึ้นมา เธอคงจะทุกข์ใจไม่น้อย
หนิงเยี่ยนเอาอิฐที่เหลือ ๆ สร้างเป็บ้านหมาให้เ้าลูกหมาทิเบต ในบ้านหมาปูเสื่อหญ้าฟางไว้ ด้านนอกยังเอาผ้าหยาบ ๆ ในบ้านมาเย็บทำเป็เบาะนอนไว้ให้ ถึงมันจะสร้างขึ้นอย่างลวก ๆ แต่ก็ถือว่าเป็บ้านหมา เธอเอาผงโสมซานซีทาาแให้เ้าหมาทิเบต จากนั้นจึงเดินเข้าไปในห้องที่ชายคนนั้นอยู่
คนที่นอนอยู่บนเตียงถือมีดอยู่เล่มหนึ่ง เป็มีดที่หนิงเยี่ยนหลอมขึ้นมาให้เ้าหนูน้อยหนิงโหย่วหยู เธอทำมันขึ้นมาด้วยตัวเอง ดีกว่าของที่จางเถี่ยจู้ทำตั้งเยอะ ถึงแม้ว่ามันไม่ได้คมขนาดตัดหิน ตัดเหล็กได้ แต่ก็ยังดีกว่ามีดที่คนส่วนใหญ่ในราชวงศ์ซวนสร้างขึ้นเยอะ
ทำไมมีดเล่มนี้ตอนนี้ถึงมาอยู่ในมือลู่หานจางล่ะ ตอนเธอไม่อยู่บ้านเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“นั่นเป็ของท่านหรือ? ข้าจำได้ว่าตอนแบกท่านลงมา ท่านไม่ได้พกอาวุธ”
หนิงเยี่ยนหน้าหนาแต่ไหนแต่ไรมา ท่าทีของเธอนั้นเซียนซะยิ่งกว่าเรียนมา ใครก็มองไม่ออกว่ากำลังโกหก
ลู่หานจางยกยิ้มเบา ๆ ท่าทีของเขาตอนนี้ไม่ได้ทำให้คนดูสบายตาสบายใจขึ้นเลย หนวดดกครึ้มปกคลุมอยู่ครึ่งหน้า จากมาดนายพลเ็าตอนนี้กลายเป็ไอ้หนุ่มอัปลักษณ์
ใบหน้าหนวด ๆ พร้อมรอยยิ้มแบบนี้อย่างกับผู้รุกรานในาจีนญี่ปุ่นในภพก่อนไม่มีผิด
หนิงเยี่ยนรู้สึก......รังเกียจเป็บ้า
ฝ่ายชายเอ่ยปากขึ้น
“ลู่ต้า”
“อะไร?” หนิงเยี่ยนถาม
“ข้าชื่อลู่ต้า”
ลู่หานจางอธิบาย
หนิงเยี่ยนก็เข้าใจสิ่งที่คนตรงหน้าจะสื่อนั่นล่ะ คงกำลังจะถามชื่อเธอ แต่ว่า....
ไอ้คนบนเตียงนี่มีแรงลุกไปหยิบมีดของเ้าหนูหนิงโหย่วหยูมา แล้วทำไมถึงไม่หนีไปล่ะ? ว่ากันตามหลัก ตอนนี้เขาเป็คนแปลกหน้า ถ้าฟื้นแล้วทำไมไม่อาศัยจังหวะที่ไม่มีคนอยู่หนีไปล่ะ?
“หนิงเยี่ยน”
“……”
ลู่หานจางรู้สึกขัดใจนิดหน่อย ชื่อแซ่ของสตรีทำไมพูดออกมาง่าย ๆ เช่นนั้นล่ะ เขามองไปที่หนิงเยี่ยนด้วยสายตาเ็าขึ้นเรื่อย ๆ
หนิงเยี่ยนััได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของชายตรงหน้า ทำไมอารมณ์แปรปรวนง่ายปานนี้ ยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก เอาใจยาก
“เป็โรคเหรอ?”
เธอว่าจบก็หนีออกจากห้องไป
เป็โรคงั้นเหรอ? ลู่หานจางนึกถึงคำที่หนิงเยี่ยนเคยให้เขา ว่าเขาขนดก ว่าเขาป่วยเป็โรคขนเยอะ ถ้าคนแบบนี้มาปักกิ่ง จะได้ถูกพวกคุณหนูคุณนายดูถูกเอา
งั้นเขาจะทำอย่างไงดี ถ้าเอายัยผู้หญิงหยาบคายแบบนี้กลับปังกิ่งไปด้วย คงจะได้ถูกรังแกเอา แต่ถ้าไม่รับกลับไป? ลูกชายของเขาก็ได้อยู่อด ๆ อยาก ๆ ร่อนเร่น่ะสิ แล้วยังจะเื่ฝึกสมบัติผู้ดีอีกล่ะ หรือจะเลี้ยงไว้เป็เมียเก็บลับ ๆ ที่บ้านนอก แต่ผู้หญิงคนนี้ดูท่าแล้วจะไม่เหมาะเป็เมียเก็บ แล้วเขาควรจัดการเื่นี้อย่างไรดี ในใจของลู่หานจางร้อนรนไปหมด ไม่มีทางระบาย
นึกอยากจะลุกขึ้นมา แต่แผลบนตัวมันเจ็บเสียจนเขาต้องนอนลงไปเงียบ ๆ
เอาเถอะ เวลายังพอมี ค่อย ๆ สอนไป แต่ก็ไม่แน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้จะรับผิดชอบหน้าที่ภรรยาของขุนนางได้
ชายที่คิดไปเองปิดเปลือกตาลง ในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน
ฟ้ามืดแล้ว ผ่านไปแล้วอีกวัน
หนิงเยี่ยนนั่งพิงต้นไม้ที่อยู่ในลานบ้าน ตอนนี้เหลือเงินอยู่ไม่กี่ตำลึง ขึ้นไปดูบนูเาหน่อยดีไหมนะ เธอครุ่นคิดในใจ ถ้าเกิดล่าเอาหมีดำบนูเากลับลงมาได้ ครอบครัวของเธอคงจะมีเงินใช้ แต่ว่าจะมาล่าสัตว์ตลอดไปไม่ได้ เธอต้องหาช่องทางทำมาหากินที่มั่นคง
หนิงเยี่ยนเปลี่ยนเสื้อผ้า ติดอาวุธแล้วเรียบร้อย เสื้อผ้าของเธอเป็สีเขียว แขนเสื้อ ขากางเกงถูกมัดไว้แน่น รองเท้าผ้าส้นแบนก็ถูกเปลี่ยนเป็รองเท้าหนังกระต่ายหุ้มข้อ ไม่ว่าแมลงอะไรก็ไม่สามารถเข้าไปในกางเกงของเธอได้
การขึ้นเขาครั้งนี้ไม่ใช่แค่ต้องขึ้นไปล่าสัตว์ ทั้งยังต้องหลบหลีกพวกที่ตามหาลู่ต้าบนูเาด้วย
ลู่ต้า ลู่ต้างั้นเหรอ แค่ได้ยินก็รู้แล้วว่าเป็ชื่อปลอม เ้าโง่นั้นตั้งชื่อปลอมขึ้นมา แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยตั้งใจตั้งเท่าไหร่
หนิงเยี่ยนกำชับให้เ้าหนูน้อยเฝ้าบ้านแล้วก็ให้ระวังเฝ้าดูผู้ชายที่พากลับมาที่บ้านด้วย จากนั้นหนิงเยี่ยนจึงขึ้นเขาไปโดยลำพัง
ไม่ว่าจะทำงานแบบไหน ก็ต้องมีเงินให้พอมาเลี้ยงชีพ เงินแค่ไม่กี่ตำลึง ไม่ถึงเดือนก็ใช้หมด
คนที่อยู่บนูเา ต่อให้ใส่เสื้อที่สั่งทำพิเศษก็หลบรอดพ้นจากกองทหารม้าไปไม่ได้หรอก เธอใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่าแล้วรอบหนึ่ง เธอจะไม่ทำอีก
หนิงเยี่ยนจึงเลือกเส้นทางเล็กๆ ที่คนใช้ไม่เยอะ เธอเดินไปอย่างกระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว หลังจากเข้าไปถึงส่วนลึกของูเา อุณหภูมิก็ต่ำลง ลมเย็น ๆ ปะทะเข้ากับร่างของเธอ หนิงเยี่ยนเกิดความคิดที่อยากจะใช้ชีวิตบนูเาขึ้นมา
ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ สัตว์ที่มีให้ล่าก็มากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าหนิงเยี่ยนจะอยากได้เ้าหมีดำขนาดไหน แต่รู้ว่าต้องทำตัวให้มันสอดคล้องกับความเป็จริง การตามหาหมีดำที่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของูเา สู้ล่าสัตว์ป่าตัวเล็กกลับลงไปเยอะ ๆ ยังจะดีเสียกว่า
...................