"ขืนเจ้าลองทำแบบนั้นข้าจะจับพวกเจ้าทั้งหมดกลับไปจองจำไว้ในที่ที่พวกเจ้าจากมา"
ซู้เฮยม่านตาขยายใหญ่ขึ้นและหยุดเท้าลงในทันทีที่ได้ยินสิ่งที่จินหลงพูดออกมา
"ท่านเป็นใครกัน"ซู้เฮยหันตัวกลับมาด้วยอาการหวาดระแวงในตัวจินหลง
"ข้าเป็นคนที่ปลดปล่อยเจ้าจากโซ่ตรวนพันธนาการในดินแดนแห่งการจองจำยังไงหละ"จินหลงเอ่ย
"เป็นไปไม่ได้..ก็ท่านเป็นมนุษย์" ซู้เฮยไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน
"ข้าเป็นมนุษย์แล้วยังไง"
"ข้าไม่เชื่อ"ซู้เฮยยังคงไม่เชื่อคำพูดของจินหลง
"ฮ่า ฮ่า"จินหลงจ้องหน้าซูเฮยแล้วหัวเราะออกมา
"ท่านหัวเราะอะไร"
"ใครเป็นคนตั้งชื่อซู้เฮยให้เจ้ากันฮ่า..ฮ่า" จินหลงยังคงหัวเราะไม่หยุด
"แล้วชื่อซู้เฮยมีอันใดน่าขำกัน"ซู้เฮยไม่เข้าใจควายหมายที่จินหลงพยาพยามจะบอก
" มารน้อยเนตรอสูรเช่นเจ้ากับมาใช้ชื่อที่มนุษย์ตั้งให้มันน่าขำไหมละ"
"นี่ท่าน..."ซู้เฮยรู้ความหมายในสิ่งที่จินหลงพูดมาทันที
เดิมทีซู้เฮยเป็นดวงวิญญาณมารที่ถูกจองจำไว้ในดินแดนแห่งการจองจำซึ่งไม่มีทางที่จะหลุดพ้นโซ่ตรวนพันธนาการไปได้แต่จินหลงตอนที่ยังอยู่ในดินแดนแห่งทวยเทพก็คิดพิเรนแปลงกายไปเดินเล่นในดินแดนแห่งการจองจำแล้วก็ได้พบซู้เฮยเข้าทั้งสองนับถือกันเป็นเพื่อนถึงซู้เฮยจะเป็นดวงวิญญาณมารแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรสาเหตุที่ถูกจองจำเพียงเพราะว่าเป็นเผ่ามารเท่านั้น
"ท่านคือ..จินหลง"ซู้เฮยพูดออกมา
"เป็นไงบ้างสหายข้าชีวิตในโลกมนุษย์แห่งนี้" จินหลงเอ่ยออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"ดี..ดีจริงๆที่ข้าได้เจอท่านอีกครั้ง"ซู้เฮยเข่าอ่อนทั้งสองข้างและพูดออกมาทั้งน้ำตา
"นี่เจ้าจะร้องไห้ไปทำไม"
"ขอบคุณจริงๆที่ปลดปล่อยข้า"จินหลงก่อนลงมาจุติเป็นมนุษย์ได้เคยสัญญาว่าจะปลดปล่อยซู้เฮยให้เป็นอิสระจากการพันธนาการในดินแดนแห่งการจองจำ
"เอาเถอะๆเราไปคุยกันข้างนอกดีกว่า เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นเจ้าในสภาพนี้จะเสียชื่อหมด"จินหลงเอ่ยเย้าแหย่
ทั้งสองพูดคุยกันตลอดทางเมื่อเดินออกมาจากสมาคมการค้าคืนตะวันโดยมีนักฆ่าเงาที่เป็นลูกน้องของซู้เฮยคุ้มกันอยู่อย่างห่างๆ
จินหลงเล่าเรื่องราวของตนทั้งหมดให้แก่ซู้เฮยฟังและได้ชักชวนซู้เฮยเข้าพลับพลาแห่งนิรันดร์ของตนซึ่งซู้เฮยก็ไม่ปฏิเสธแต่อย่างใดและบัดนี้สมาชิกคนที่สามของพลับพลาแห่งนิรันดร์ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ในตอนนี้พลับพลาแห่งนิรันดร์ได้มีสมาชิกที่ทรงพลังถึงสามคนได้แก่ ไป๋หู่ อวิ๋ยเฟย และซู้เฮย ซึ่งในตอนนี้ซู้เฟยนับว่าแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสมาชิกทั้งสามแถมยังมีลูกน้องที่เป็นนักฆ่าถึง 12 คนที่มีพลังระดับจักรพรรดิ
การพูดคุยระหว่างทั้งสองกินเวลาไปถึง2 อาทิตย์ ดังนั้นจินหลงจึงขอแยกทางกับซู้เฮยเพื่อออกเดินทางต่อซึ่งจินหลงยังคงออกเดินทางโดยไร้จุดหมายเช่นเดิม แต่ก่อนจะออกเดินทางซู้เฮยได้แนะนำสถานที่แห่งหนึ่งให้แก่จินหลงที่แห่งนั้นคือทวีปทุ่งไร้แสง
ทวีปทุ่งไร้แสงเป็นสถานที่รวมตัวของเหล่ายอดฝีมือพเนจรทั้งหลายสำนักใหญ่ๆบางทวีปยังมาตามหาศิษย์เพื่อเข้าสำนักจากที่แห่งนี้ไม่เว้นแม้แต่เหล่าราชาแห่งทวีปใหญ่โตทั้งหลาย
…
ณทวีปทุ่งไร้แสง
จินหลงใช้เวลาเดินทางจากเมืองแห่งการค้ามายังทวีปทุ่งไร้แสงใช้เวลาไปทั้งหมด15 วัน ซึ่งตลอดการเดินทางก็ได้แวะพักที่หมู่บ้านเล็กๆบ้างทำให้ได้รู้ว่าบนโลกใบนี้ยังมีทวีปใหญ่โตอยู่อีกมาก ใหญ่ขนาด 6ทวีปใหญ่ที่ตนเคยรู้จักเทียบไม่ติดแม้แต่น้อย
ภายในทวีปทุ่งไร้แสงผู้คนต่างพกอาวุธติดตัวกันแทบทุกคนบรรยากาศอบอวนไปด้วยกลิ่นคาวเลือด เหล่ายอดฝีมือพเนจรทั้งหลายต่างแต่งกายด้วยชุดปกติผิดกับเหล่าคนจากสำนักใหญ่ที่แต่งกายด้วยชุดสำนักของตนบ่งบอกถึงเจตนามาหาคนเข้าสำนัก
ในทวีปทุ่งไร้แสงก็มีสถานที่แห่งหนึ่งที่เหมาะสมในการหาคนมาเข้าร่วมกองกำลังของตนเองอยู่นั่นคือลานประลองยุทธเหล่ายอดฝีมือพเนจรทั้งหลายต่างประลองกันเพื่อแสดงออกถึงความสามารถของตนให้เหล่าสำนักใหญ่ๆได้เห็นเพื่อจะได้ถูกดึงตัวเข้าสำนักแน่นอนว่าถ้ามีสำนักที่ต้องการตัวมากกว่าหนึ่งสำนัก ผู้ที่ถูกเลือกสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเข้าร่วมกับสำนักไหนซึ่งมันเป็นกฎของที่แห่งนี้
ขณะที่จินหลงกำลังเดินทางไปลานประลองยุทธก็ได้สังเกตผู้คนรอบๆข้างทางตลอดสำนักบางสำนักจินหลงก็รู้จักบางสำนักก็ไม่รู้จักแต่จินหลงก็พอเดาได้ไม่จากเครื่องแต่งกายของสำนักเพราะจินหลงได้สอบถามข้อมูลจากชาวบ้านระหว่างเดินทางมาแล้ว