เมืองกุ้ยฮวาใน่นี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายบ้างเป็คนจากต่างเมือง บ้างเป็นักเดินทางซึ่งคนส่วนใหญ่ล้วนเป็ผู้ฝึกปราณทั้งสิ้น
ที่มีผู้ฝึกปราณมากมายมารวมตัวกันเช่นนี้สืบเนื่องมาจากในอีกครึ่งเดือนข้างหน้าที่จะถึง..สำนักโอสถทิพย์แห่งเมืองกุ้ยฮวาจะเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่ประจำปีด้วยเหตุนี้เหล่าผู้มีความสามารถมากมายจากทั่วสารทิศจึงหลั่งไหลเข้ามาในเมืองกุ้ยฮวาอย่างไม่ขาดสาย
โดยส่วนใหญ่เป็เหล่านักปรุงโอสถที่เดินทางมาแต่ก็มีบ้างสำหรับผู้ฝึกปราณที่ใฝ่ฝันอยากเข้าเป็ศิษย์สำนักโอสถทิพย์ทั้งนี้สำนักเปิดต้อนรับทุกคน ไม่ว่าจะนักปรุงโอสถหรือผู้ฝึกปราณธรรมดาล้วนมีสิทธิ์เข้าร่วมเป็ศิษย์ของสำนัก ซึ่งการทดสอบก็จะแตกต่างกันออกไป
ทว่าการจะได้เข้าเป็ศิษย์ของสำนักโอสถทิพย์นั้นไม่ใช่เื่ง่ายพวกเขาขึ้นชื่อว่าเข้มงวดในการคัดเลือกศิษย์ใหม่เป็อันมาก เรียกได้ว่าให้ความสำคัญเป็อันดับหนึ่งด้วยเหตุนี้ในแต่ละปีที่ผ่านมา จึงมีผู้ที่ผ่านการทดสอบเพียงหยิบมือเท่านั้น
แม้โอกาสจะน้อยนิดก็ตามแต่ทุกคนที่มาที่นี่ล้วนมาด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเต็มเปี่ยมบางคนถึงขั้นเก็บตัวฝึกฝนมาหลายปีเพื่อวันนี้โดยเฉพาะ บางคนก็เป็ยอดฝีมือเร่ร่อน หากแต่อยากเข้าเป็ศิษย์ของสำนักโอสถทิพย์ก็มี
ทว่าก็พลันมีข่าวข่าวหนึ่งแพร่สะพัดไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็วข่าวนี้ทำให้ผู้คนต้องตะลึง โดยเฉพาะบรรดานักปรุงโอสถ
ภายในเมืองกุ้ยฮวาบังเกิดเสียงฮือฮาขึ้นปากต่อปาก
"เ้าได้ยินข่าวแล้วใช่หรือไม่โรงประมูลจันทร์เสี้ยวบอกว่าจะเอาโอสถไร้ตำหนิออกมาประมูลงั้นรึ? ข้าก็คิดว่ามันเป็แค่เื่เล่าในตำนานเสียอีก"
"อย่าพูดจาไร้สาระ จะเป็ไปได้อย่างไรแม้แต่ท่านปรมาจารย์หยุนปิงยังไม่สามารถปรุงโอสถไร้ตำหนิได้ แล้วใครในเมืองนี้จะทำได้กัน?ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด!"
"อย่างไรก็ตามข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองเรียบร้อยแล้วทว่าโรงประมูลจันทร์เสี้ยวกลับไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวใดๆไม่แน่เื่นี้อาจจะเป็เื่จริงก็เป็ได้"
สำนักโอสถทิพย์
แน่นอนว่าข่าวใหญ่เช่นนี้ก็ถึงหูของสำนักโอสถทิพย์แล้วเช่นกัน
ในตำหนักกลางของสำนักหญิงวัยสามสิบกว่าปีคนหนึ่ง นั่งอยู่บนเก้าอี้เ้าสำนักด้วยท่าทางเกียจคร้านั์ตาสีเขียวมรกตราวกับอสรพิษ กลมกลืนไปกับอาภรณ์สีเขียววาววับของนางสายตายามจ้องมองราวกับนักล่ามองเหยื่อ
ใบหน้ารูปไข่งดงามผมสีดำเกล้ามวยสูง ครอบด้วยมงกุฎอสรพิษ ริมฝีปากสีม่วงคล้ำ แลดูทั้งงดงามราวเทพธิดาและอันตรายราวกับอสรพิษร้าย
นางก็คือเ้าสำนักโอสถทิพย์นามว่า ‘เซี่ยจินเย่’ หรือฉายาสตรีหมื่นพิษแห่งสำนักโอสถทิพย์นั่นเอง
เซี่ยจินเย่มองไปยังบุรุษตรงหน้าซึ่งเป็คนของหน่วยข่าวกรองของสำนัก กำลังยืนตัวสั่นพลางก้มหน้าลงไม่กล้าเงยหน้าสบตากับนาง"จริงงั้นรึที่ว่าโรงประมูลจันทร์เสี้ยวจะเอาโอสถไร้ตำหนิออกมาประมูลเ้าไม่ได้เอาเื่ไร้สาระมารายงานข้าใช่หรือไม่?"
ชายคนนั้นสะดุ้งเฮือกถึงกับหน้าซีดเผือดไป รีบร้อนกล่าวว่า "ไม่แน่นอนขอรับข่าวนี้ความจริงก็เป็ทางโรงประมูลเองที่ตั้งใจปล่อยออกมาส่วนจะจริงหรือไม่นั้นข้าไม่ทราบ"
เซี่ยจินเย่ขมวดคิ้วครุ่นคิด
จะอย่างไรนางก็เป็นักปรุงโอสถคนหนึ่งที่เรียกได้ว่าเชี่ยวชาญด้านการปรุงโอสถย่อมรู้ดีว่าการจะปรุงโอสถให้ได้ความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนนั้นไม่มีทางเป็ไปได้แต่จะมีเหตุผลอันใดที่โรงประมูลจันทร์เสี้ยวต้องปั้นเื่น่าตลกเช่นนี้ขึ้นมาหลอกลวงผู้คนนี่ไยมิใช่เป็การทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของตัวเองโดยเปล่าประโยชน์?
"หรือว่าข่าวนี้เป็เื่จริงงั้นหรือ?"
ยามนี้เซี่ยจินเย่ยังไม่อาจปักใจเชื่อข่าวลือได้แต่ก็ไม่อาจผลีผลามด่วนตัดสินได้เช่นกัน มีแต่ต้องไปดูให้เห็นกับตาตัวเองถ้าเกิดเป็เื่จริงเช่นนั้นวงการนักปรุงโอสถจะต้องสั่นะเืครั้งใหญ่อย่างแน่นอน
อีกด้านหนึ่ง
ที่เรือนของครอบครัวลี่
นี่ก็ผ่านมาสี่วันแล้วหลังจากที่ลี่ถังมาเกิดใหม่ระหว่างนี้นางได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้มากมาย รวมไปถึงการใช้ชีวิตกับครอบครัวตอนแรกแม้นจะติดขัดอยู่บ้าง โดยเฉพาะเื่เงินสำหรับใช้จ่ายที่ค่อนข้างจะขัดสนซึ่งครอบครัวของนางเรียกได้ว่ายากจนแทบไม่มีอันจะกินอาศัยผักที่ปลูกเองและของป่าที่พอจะหาได้มาประทังชีวิตอย่าว่าแต่ครอบครัวนางมีสมาชิกอยู่ห้าคน อาหารการกินในแต่ละมื้อจึงมีไม่เพียงพอ
จะว่าไปแล้ว..ใน่ชีวิตก่อนของนาง แทบไม่ต้องคำนึงถึงเื่การอดอยากทรัพย์สมบัติที่มีเพียงพอให้ใช้ชีวิตไปได้หลายชาติแต่ตอนนี้กลับต่างกันราวฟ้ากับเหวทุกวันต้องคำนึงถึงปากท้องของคนในครอบครัวเป็อันดับแรก
ถึงกระนั้นสำหรับลี่ถังแล้วนี่กลับเป็ชีวิตที่แปลกใหม่ ทำให้นางได้เห็นโลกอีกใบของการใช้ชีวิตตอนที่ยังเป็เมิ่งซีนั้น นางล้วนมีทุกอย่างในกำมือ ไม่ว่าจะอำนาจ พลังและความมั่งคั่ง แต่ทว่าสิ่งหนึ่งที่ชีวิตก่อนนางไม่มี และไม่สามารถมีได้ตลอดชีวิตนั่นก็คือ ครอบครัว
ครอบครัวที่อบอุ่นและรักนางจริงๆ ชีวิตนี้ต่อให้ต้องพบเจอกับความยากลำบากนางก็ไม่คิดเสียใจแม้แต่น้อย..
เพื่อทำให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้นนอกเหนือจากการฝึกฝน ลี่ถังเตรียมจะให้พวกเขาเป็ผู้ฝึกปราณด้วยดังนั้นนางไม่จำเป็ต้องปิดบังเื่ที่ตัวเองเป็ผู้ฝึกปราณอีกต่อไปจึงเรียกทุกคนในครอบครัวมาพร้อมหน้า ส่วนนางแสดงพลังลมปราณต่อหน้าพวกเขา
แน่นอนว่าพอนางสำแดงพลังก็สร้างความตกตะลึงแก่สมาชิกในครอบครัวเป็อันมาก
ลี่หยางผู้เป็บิดากล่าวราวกับคนเสียสติว่า "นี่ถังน้อยของข้าเป็ผู้ฝึกปราณงั้นรึข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่? ตบข้าที..ใครก็ได้ตบข้าที!"
ลี่จูเดิมทีมือไวอยู่แล้วสามีขอมาจึงจัดให้ตามคำขอ ขณะเหม่อมองบุตรสาวเบื้องหน้านางพลันเหวี่ยงฝ่ามือตบใบหน้าของอีกฝ่ายไปฉาดหนึ่งสร้างความเ็ปแก่ลี่หยางแทบน้ำตาไหล ร้องโอดโอยพลางเอามือกุมหน้าค่อยทราบกระจ่างว่าไม่ได้ฝันไป แต่สายตายังจับจ้องมองไปยังบุตรสาวดุจเดิม“ถังน้อยของข้า…เป็ผู้ฝึกปราณจริงๆ”
ลี่ซือซึ่งเป็พี่ใหญ่ของบ้านตาทอประกายตื่นเต้นถึงขีดสุดคิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งน้องรองของตนจะกลายเป็ผู้ฝึกปราณนับแต่นี้ไม่ทราบครอบครัวจะเดินไปในทิศทางใด
มีเพียงลี่หลินที่มีท่าทีแตกต่างจากคนอื่นเด็กน้อยพอเห็นพี่รองแสดงพลัง รู้แค่ว่ามันสวยและน่าสนุก จึงวิ่งะโโลดเต้นไปรอบๆตัวพี่รองอย่างร่าเริง สร้างรอยยิ้มขบขันแก่ลี่ถัง
จากนั้นลี่ถังสลายพลังปราณของตัวเองก่อนจะกล่าวกับพวกเขาว่า "ทีนี้ทุกคนก็เห็นกันแล้วว่าข้าเป็ผู้ฝึกปราณแต่ว่าอย่าเพิ่งไปบอกเื่นี้กับใครนะเ้าคะ"
ไม่ทันขาดคำลี่จูผู้เป็มารดาพลันวิ่งปราดเข้าหาโอบกอดบุตรสาวพร้อมกับน้ำตาไหลอย่างปลาบปลื้มยินดี “ถังเอ๋อลูกแม่แม่ภูมิใจในตัวเ้ายิ่งนัก ต่อไปนี้ครอบครัวเราจะต้องดีขึ้นแน่นอน”
ลี่ถังตอบรับอ้อมกอดจากมารดายิ้มพลางกล่าวว่า “เ้าค่ะต่อไปนี้ครอบครัวเราจะต้องมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้น”
คนอื่นๆก็ล้อมเข้ามาโอบกอดแสดงความยินดีด้วยเช่นกัน
วันนี้ครอบครัวลี่จัดงานเลี้ยงเล็กๆขึ้น แม้นไม่หรูหรา แต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น ปรากฏเสียงหัวเราะไม่ขาดแค่นี้ก็นับว่าสุขเกินพอสำหรับครอบครัวลี่แล้ว
ระหว่างนั้นลี่ซืออดถามข้อสงสัยในใจของตัวเองไม่ได้ "น้องรอง ว่าแต่เ้าจู่ๆก็กลายเป็ผู้ฝึกปราณได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
คำถามนี้แม้แต่บิดามารดานางยังให้ความสนใจลี่ถังเองก็ทราบแต่แรกว่าต้องมีคนถามคำถามนี้ นางจึงเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้ว
“พวกท่านอาจจะไม่เชื่อ ระหว่างที่ข้าป่วยมีผู้าุโท่านหนึ่งเข้าฝันข้า ถ่ายทอดพลังบางอย่างให้ทั้งยังรักษาอาการป่วยของข้าจนหายขาด แล้วท่านก็หายไปเสียดื้อๆพอข้าฟื้นขึ้นมาก็เป็อย่างที่พวกท่านเห็น แข็งแรงราวกับไม่เคยป่วยมาก่อน”
ลี่ถังกล่าวราวกับเป็เื่จริงแต่ที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่า ทุกคนในครอบครัวล้วนเชื่อคำของนาง ลี่จูกระทั่งกราบไหว้ขอบคุณผู้าุโที่ลี่ถังสร้างขึ้นมาอย่างซาบซึ้งตื้นตันใจหลายครั้งคราลี่หยางและลี่ซือก็มีท่าทีเชื่อถือในเื่นี้ ไม่มีผู้ใดสงสัยเลย
ความจริงนอกจากสาเหตุนี้แล้วพวกเขาก็คิดไม่ออกว่าเป็เพราะอะไรถึงทำให้คนใกล้ตายฟื้นขึ้นมาใช้ชีวิตได้เป็ปรกติอีกครั้ง อย่าว่าแต่จู่ๆก็กลายเป็ผู้ฝึกปราณ พวกเขาจึงเชื่อถือเื่ที่ลี่ถังแต่งขึ้นอย่างสนิทใจ
ลี่ถังก็คาดไม่ถึงจะได้เสียงตอบรับดีเช่นนี้อดยิ้มเจื่อนไม่ได้ ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ยากจะถอยกลับ จึงกล่าวต่อว่า“เื่ก็เป็เช่นนี้เ้าค่ะ หากว่าไม่ได้ท่านผู้าุโช่วยเหลือ ข้าคง..”กล่าวถึงตรงนี้ก็ทอดถอนใจ ค่อยแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็ปลอดโปร่งกล่าวต่อด้วยความตื่นเต้นว่า “จริงสิยังมีอีกเื่หนึ่งที่ข้ายังไม่ได้บอกพวกท่าน ก่อนที่ผู้าุโจะจากไปนั้นท่านได้ถ่ายทอดวิชาปรุงโอสถให้กับข้าและความรู้ต่างๆ มากมาย รวมไปถึงวิธีทำให้คนธรรมดากลายเป็ผู้ฝึกปราณอีกด้วย”
ประโยคสุดท้ายราวกับมีะเิถูกโยนลงใจกลางวงสนทนาสร้างความตื่นตะลึงแก่สมาชิกในครอบครัว ล้วนพากันเบิกตากว้าง
ลี่ซือพลันโพล่งขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นว่า"จริงหรือน้องรอง เช่นนั้นเ้าก็สามารถทำให้พี่ใหญ่ ท่านพ่อ ท่านแม่กลายเป็ผู้ฝึกปราณได้ใช่หรือไม่?"
ลี่ถังยิ้มมั่นใจ“แน่นอนสิเ้าคะ ทุกคนไม่เว้นแม้แต่หลินน้อยก็สามารถกลายเป็ผู้ฝึกปราณได้เช่นกัน”