บทที่ 26 ความลวงอีกชั้น
"อนาคตจะเป็ยังไงก็ช่าง สิ่งที่ฉัน้าก็มีแค่ภรรยาของฉัน อย่างอื่นฉันไม่สน”
่ชีวิตอันยาวนานของคนเรา สุดท้ายแล้วเราก็จะได้พบและัักับผู้คนแค่ไม่กี่คน ถึงจะดูเหมือนว่าจำนวนนี้จะมีเป็พันเป็หมื่น แต่ถ้าเทียบกับจำนวนคนทั้งโลกแล้ว ถือว่าน้อยนิดมาก คนคนหนึ่งจะได้ััพบเจอแค่จำนวนนี้ อีกคนก็เหมือนกัน สุดท้ายแล้ว คนที่เราจะสนิทด้วยจริง ๆ ก็มีเพียงไม่กี่คน และในบรรดาคนเ่าั้ ก็อาจมีแค่คนเดียวที่เป็คนสำคัญที่สุดในชีวิตเรา คนคนนั้นอาจจะเป็คู่ชีวิต เป็ญาติ หรือเป็ใครก็ได้ แต่สุดท้ายก็มีแค่หนึ่งคนเท่านั้น
สิ่งสำคัญ สำหรับแต่ละคนก็มีคำนิยามต่างกันไป บางคนก็อาจจะละทิ้งมันแล้วไปหาใหม่ก็ได้ แต่ถ้าวันหนึ่งมันยังมีโอกาสเอากลับคืนมาได้อีกครั้ง จะยังเลือกละทิ้งหรือจะเลือกกลับไปคว้ามันคืนมาไหม?
สำหรับเหลียงซวี่ ภรรยาก็คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา ทั้งชีวิตของเขาแทบไม่มีความผูกพันหรือความรู้สึกกับใครอื่นเลย สำหรับเขาแล้ว "ลู่อิง” คือสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ อาจจะเป็เพียงความคิดสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่เลยก็ได้
พอพูดออกมาแบบนี้ก็ถือว่าเป็เื่ปกติ
ไป๋อิงกับซูิเจี๋ยต่างก็ได้เห็นอดีตของเหลียงซวี่ ส่วนสือชวนก็เข้าใจอยู่บ้าง แต่น่าจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจเขาจริง ๆ ซูิเจี๋ยก็เป็แค่คนธรรมดา มีความผูกพัน มีเื่ราวอื่น ๆ ในชีวิต สือชวนก็เหมือนกัน เข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเห็นด้วยกับเหลียงซวี่
แต่เหลียงซวี่เองก็ไม่้าให้ใครเข้าใจหรือเห็นด้วย สิ่งที่เขา้าคือการเปลี่ยนแปลง ขอแค่ได้ช่วยชีวิตภรรยา ไม่ว่าจะเปลี่ยนอะไร หรือจะต้องมีคนตายกี่คน เขาก็ไม่สนใจ สิ่งเดียวที่เขาแคร์ก็คือลู่อิง
สือชวน "เหลียงซวี่ นายเพ้อเจ้ออะไร? จะเปลี่ยนอนาคตเพราะแค่คนคนเดียวเนี่ยนะ?รู้ไหม ถ้าอนาคตผิดพลาดขึ้นมา อาจกลายเป็จุดจบของโลกได้เลยนะ"
ซูิเจี๋ยไม่ได้พูดอะไร แค่จ้องเหลียงซวี่ เขาเองก็เคยเจออะไรคล้าย ๆ กัน ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเื่แบบนี้จริง ๆ ก็คงอดคิดแบบนั้นไม่ได้ แต่สุดท้ายมันก็แค่แวบเดียวเท่านั้น
เหลียงซวี่ไม่สนใจสือชวน มองไปที่ไป๋อิง "ฟังที่ผมพูดแล้ว คุณคิดยังไง อยากทำยังไง ไป๋อิง"
ตอนนี้ที่เหลียงซวี่เอ่ยชื่อไป๋อิงขึ้นมา แปลว่าเขาจำทุกอย่างได้หมดแล้ว จำได้ว่าเข้าไปในร้านของเก่า เปิดนาฬิกาทราย แล้วตอนที่หมดสติไป เห็นเงาปีศาจสีขาวก็คือไป๋อิง
ไป๋อิงเองก็รู้ดีว่าเหลียงซวี่จำได้ทุกอย่างแล้ว "ฉันเข้าใจสิ่งที่นายคิด และก็เข้าใจว่านายต้องทำแน่ ๆ แต่ฉันจะไม่ยอม นายจะเปลี่ยนอดีตที่ถึงขั้นจะกระทบกับอนาคตและอาจถึงขั้นทำลายมัน เมื่อไหร่ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบนั้น จะไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็ยังไง ถึงฉันจะชอบทำอะไรแบบนี้ก็ตาม” สีหน้าเปลี่ยนเป็ยิ้มเ้าเล่ห์ ดวงตาเป็ประกายสีแดงดูอันตราย "แต่ก็นะ ฉันจะไม่ให้นายทำแน่ ๆ เพราะหน้าที่ของฉันคือต้องดูแลรักษาเวลา จะให้ทำตามใจแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด”
เหลียงซวี่กำแขนซ้ายแน่น รับรู้ได้ถึงอันตรายจากไป๋อิง มันเป็ความกลัวที่มาจากก้นบึ้งจิติญญา ทั้งร่างกายก็สั่นสะท้าน ความกลัวที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน
"ตามที่ผมเข้าใจ พวกคุณก็แทรกแซงได้ใช่ไหม?”
ไป๋อิงเก็บรอยยิ้ม หัวเราะอย่างเ็า "หึ นายเป็คนที่น่าสนใจที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา แต่ที่พูดก็ไม่ผิดนะ แต่ตอนนี้นายรู้ไหมว่านายอยู่ที่ไหน นายยังไม่เข้าใจสินะ? เหลียงซวี่ มองดี ๆ สิ ที่นี่มันที่ไหน?”
เหลียงซวี่รีบกวาดสายตามองรอบ ๆ ทั้งหมดก็ดูปกติ เหมือนในความทรงจำทุกอย่าง แต่พอไป๋อิงพูดแบบนั้น ก็รู้สึกได้ว่ามันมีบางอย่างผิดปกติขึ้นมา
"หมายความว่ายังไง?"
ไป๋อิงเห็นว่าเหลียงซวี่ยังไม่รู้ตัว เลยช่วยบอกด้วยความหวังดี "ลองเปิดประตูออกไปดูข้างนอกดูสิ ว่าโลกข้างนอกเป็แบบไหน”
เหลียงซวี่เดินไปที่ประตูอย่างไม่มั่นใจ เปิดออกไปช้า ๆ สิ่งที่เห็นคือความมืดมิดที่ไม่มีที่สิ้นสุด พอก้มลงมองข้างล่างก็เหมือนเหวลึก เหลียงซวี่ใถอยหลังกลับมา แล้วหันไปมองที่ไป๋อิง "นี่มัน...”
ไป๋อิงหัวเราะ "ยังอยู่ในความฝันอยู่เลยนะ เหลียงซวี่ นายยังแยกไม่ออกว่าที่นี่เป็ความจริงหรือความฝัน แล้วนายจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ยังไง?”
จู่ ๆ ซูิเจี๋ยที่เดิมนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ทันใดนั้นก็รู้สึกไม่สบาย เดิมทีตรงหน้านั้นคือท้องฟ้าสีขาวสว่างไสว แต่พอเหลียงซวี่เปิดประตูออก ซูิเจี๋ยก็รีบลุกออกจากหน้าต่างทันที พอนึกย้อนไปว่าตะกี้ที่นั่งอยู่ตรงนั้นมันอันตรายขนาดไหน ก็อดไม่ได้ที่จะกลัว
ไป๋อิงพอเห็นซูิเจี๋ยเดินหนีมาจากหน้าต่าง "โอ๊ะ ทำไมหลบออกมาแล้วล่ะ? ไม่นั่งต่อแล้วเหรอ”
ซูิเจี๋ยรู้สึกหงุดหงิด "รู้อยู่แล้วใช่ไหม? ทำไมไม่บอกก่อนล่ะ?”
“หึหึ ฉันบอกไปแล้วนี่ ว่านายเลือกจะนั่งตรงนั้นเอง ฉันจะไปบังคับอะไรได้ จริงไหม สือชวน?”
สือชวนหัวเราะแห้ง ๆ
ไป๋อิงหันไปหาเหลียงซวี่ "ตอนนี้ นายจะทำไงต่อ? เหลียงซวี่ นายยังอยู่ในความฝันอยู่เลยนะ”
สือชวนรู้สึกประหลาดใจ ถ้ามันเป็ความฝัน ทำไมทั้งสามคนถึงเข้ามาอยู่ด้วยกันได้ แถมตัวเองก็ไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ
สือชวนพูดกับไป๋อิงเบา ๆ "นี้ เกิดอะไรขึ้น? ความสามารถของฉันแค่พอให้นายกับซูิเจี๋ยเข้ามาได้ แล้วฉันเข้ามาได้ไง? ถ้ามันเป็แบบนี้ ในโลกจริงร่างเราสามคนก็หลับหมดเลยนะ ถ้ามีใครมาทำร้ายล่ะก็ ได้จบเห่กันแน่”
ไป๋อิงตอบ "ไม่ต้องห่วง ฉันกางเขตแดนป้องกันไว้แล้ว ขอแค่เคลียร์เื่ของเหลียงซวี่ให้เสร็จก็ไม่มีปัญหา ถ้ามีใครบุกเข้ามา ฉันก็จะรู้สึกได้ทันที แถมจะทำลายเขตก็ต้องใช้เวลา ไม่ต้องห่วง”
สือชวนพอได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมทั้งสามคนถึงได้เข้ามาพร้อมกัน แถมแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัว
ที่จริงแล้ว ตอนที่สือชวนสะกดจิตเหลียงซวี่สำเร็จ แล้วเจาะเข้าไปในจิตใจของเหลียงซวี่เข้าประตูจิตใจไปนั้น ไป๋อิงก็จัดการทำทำให้สือชวนสลบแล้วโยนเข้าไปมาในประตูด้วย จากนั้นก็เสริมพลังให้กับประตู ทำให้เข้ามาได้สำเร็จ แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็การเข้ามาด้วยจิติญญาหรือเรียกกันว่าสำนึก ดังนั้นในโลกจริงนอกจากเหลียงซวี่ที่นอนอยู่บนโซฟา ที่เหลือก็นอนอยู่บนพื้นกันหมด
แน่นอนว่าไป๋อิงไม่มีทางพูดเื่นี้อยู่แล้ว เพราะถ้าบอกไป สือชวนคงต้องฆ่าเขาตายในนี้แล้วตื่นขึ้นแน่ ๆ
ไป๋อิงเลยเลือกที่จะเมินคำถามหลัง ๆ แล้วตอบแค่เื่เดียว ก็สามารถเปลี่ยนประเด็นได้สำเร็จ
ซูิเจี๋ยเองก็รู้อยู่แล้ว แต่พอเห็นไป๋อิงยิ้ม ๆ แบบนั้นก็เลือกที่จะทำเป็ไม่สนใจ เพราะยังไงก็เป็ผู้ช่วยของเขา จะไปหาเื่เ้านายตอนนี้คงไม่ดีแน่
เหลียงซวี่มองทุกอย่างโดยรอบ ทั้งที่คิดว่าตื่นขึ้นมาแล้ว แต่ที่จริงก็ยังอยู่ในความฝัน สุดท้ายก็ได้แต่ยอมรับความจริงที่ว่าภรรยาของตัวเองได้ตายไปแล้ว
เหลียงซวี่เงยหน้ามองไป๋อิง "แล้วเธอจะทำยังไง? จะขังฉันไว้ที่นี่เหรอ? ที่นี่คือความฝันของฉัน โลกของฉัน ฉันควรจะเป็คนควบคุมไม่ใช่เหรอไง?”
ทันใดนั้น กรงสีดำก็ปรากฏขึ้นขังทั้งสามคนเอาไว้
ไป๋อิงมองสิ่งที่เกิดขึ้น "เหอะ น่าสนใจดีนะ เหลียงซวี่ นายรู้ว่านี่คือโลกของตัวเอง แล้วก็ควบคุมได้ทันที เพื่อกันไม่ให้ฉันทำร้าย ต้องชมว่านายเก่งจริง ๆ เสียดาย นายยังอ่อนแอเกินไป เหลียงซวี่"
พูดจบไป๋อิงก็ยื่นมือออกไปจับกรงสีดำ แล้วกรงก็แตกละเอียดกลายเป็เศษสีดำที่หล่นทะลุพื้นหายไป ซูิเจี๋ยหยิบชิ้นส่วนสีดำที่พุ่งมาหาตัวเองแล้วขว้างทิ้งไป ก่อนจะพูดกับไป๋อิง "ระวังหน่อยนะ ฉันไม่อยากถูกเ้านายตัวเองฆ่าหรอกนะ”
สือชวนก็ไหวพริบดี หลบไปอยู่หลังไป๋อิง
"รู้แล้ว ๆ ก็แค่ไม่ทันสังเกตแค่นั้น” แล้วหันไปมองเหลียงซวี่ "ที่นี่เป็โลกของนายจริง แต่ก็ยังเป็แค่ความฝัน นายยังอ่อนแอเกินกว่าจะทำอะไรฉันได้ สิ่งที่นายควรทำก็คือคิดให้ดี ว่าควรหรือไม่ควรจะทำอะไร นายเองก็ไม่อยากให้สิ่งที่ภรรยานายทำเพื่อนายต้องสูญเปล่าใช่ไหม?”
"หมายความว่ายังไง?" เหลียงซวี่พยายามคิดตามประโยคสุดท้ายที่ไป๋อิงพูด
ไป๋อิงรู้สึกขาชาเลยเปลี่ยนขาอีกข้างเพื่อไขว่ห้าง "ก็หมายความตามนั้นแหลาะ ถ้านายเลิกคิดจะเปลี่ยนอดีต ฉันก็จะบอกเองว่าต้องทำยังไง ตอนนี้คิดให้ดี ว่าจะทำหรือไม่จะทำ กลับไปอดีตอาจได้บางอย่าง แต่นายก็จะต้องเสียบางอย่าง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนาย”
เหลียงซวี่ฟังที่ไป๋อิงพูด ทั้งหมดนี้ก็แค่เตือนไม่ให้เขาทำลายอดีตเพื่อใครคนเดียว เพราะผลมันร้ายแรง และสิ่งที่ไป๋อิงพูดก็ไม่ผิด ทุกอย่างก็แค่เพราะเขากลัวการสูญเสียมากเกินไป
เมื่อไหร่ที่สูญเสียทุกอย่างไปแล้ว พอรู้ว่ามันยังสามารถหวนคืนกลับมาได้ เพียงเพื่อจะเอาคืนมา ก็จะไม่สนใจว่าต้องสูญเสียอะไรไป ไม่สนว่าจะทำลายอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่้ากลับไปยังจุดเดิม ทว่าตอนจบก็จะยิ่งเลวร้ายลงเรื่อย ๆ
ไป๋อิงเห็นว่าเหลียงซวี่ไม่พูดอะไร ก็หันไปรินน้ำดื่มชา ที่ไม่ได้ชงด้วยน้ำร้อน
“คิดได้รึยัง?”
เหลียงซวี่ที่ใจเย็นลง มองดูสิ่งรอบตัวที่เริ่มพร่ามัวขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ที่นี่ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว
“คิดได้แล้ว ตอนนี้ฉันยังไม่ทำอะไรแบบนั้น พอได้คำตอบที่ฉัน้าแล้ว ฉันจะบอกนายเอง ว่าต่อไปฉันจะทำอะไร แต่สบายใจได้ ฉันจะไม่ทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงอดีตหรอก ฉันก็วิจัยเื่นี้มาบ้างแล้ว รู้ดีว่าผลลัพธ์มันจะเป็ยังไง”
ไป๋อิงตอบ “ก็ได้”
เหลียงซวี่พูดต่อ “งั้นตอนนี้ นายควรบอกฉันได้แล้ว ว่าจะตื่นจากที่นี่ได้ยังไง?”
ไป๋อิงยิ้มแบบมีเลศนัย “แน่ใจนะ?”
เหลียงซวี่แปลกใจ “อืม แน่ใจ อยากจะออกไปแล้ว”
ไป๋อิงเดินมาหาเหลียงซวี่ “ถ้างั้น....ฉันจะช่วยนายอีกแรงเอง” ว่าแล้วก็ต่อยเหลียงซวี่หนึ่งหมัด
“นี่นาย”
เหลียงซวี่ยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกไป๋อิงต่อยจนสลบเหมือนิญญาหลุดออกจากร่าง
สือชวนพอเห็นก็ะโ “นายทำอะไรน่ะ ไป๋อิง!”
ไป๋อิงหันไปหาสือชวน แล้วก็ต่อยอีกคน “ตื่นได้แล้ว!” จากนั้นก็มองไปที่ซูิเจี๋ย
ซูิเจี๋ยมองรอยยิ้มใจดีของไป๋อิง แล้วก็มองดูสือชวนกับเหลียงซวี่ ดูเหมือนจะรู้ชะตากรรมของตัวเองแล้ว
"แล้วภาพทุกอย่างก็มืดสนิท