จ้าวหมิงหรงเดินตามเว่ยเฉิงเข้าไปที่ซินกวงไนต์คลับ สภาพด้านในเละเทะไปหมด ขวดแก้วเครื่องดื่มกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น โต๊ะเก้าอี้หักพังระเนระนาดกระจายอยู่ทุกที่ ส่วนคนที่เหลือตำรวจได้เข้าควบคุมตัวพวกมันไว้หมดแล้ว
บางคนก็นอนสลบเหมือดตรงกลางฟลอร์ บางคนบาดเจ็บ หนักบ้างเบาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็แข้งขาหัก ส่วนบนชั้นสองก็มีเลือดกระจัดกระจายอยู่ทุกที่เช่นกัน ผู้บาดเจ็บบางคนก็กำลังร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เพราะมือของมันถูกตัดขาดสะบั้น ส่วนมือที่ขาดของมันก็ร่วงตกอยู่บนพื้น ซึ่งยังคงอยู่ในสภาพจับปืนไว้แน่น ตำรวจที่เข้ามาควบคุมพื้นที่ต่างสงสัยก็สภาพบาดแผล เพราะมันดูเรียบเนียนเหมือนกับโดนคมมีดที่คมมากๆ เฉือนตัดอย่างปราณีต
แล้วอีกกลุ่มหนึ่งก็แยกตัวไปตรวจบนชั้นที่สาม วันนี้เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตลบอบอวล บางคนทนไม่ไหวถึงกับกลั้นอาเจียนเอาไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว แม้แต่จ้าวหมิงหรงกับเว่ยเฉิงก็ยังคลื่นไส้อยากจะขย้อนของเก่าออกมาเสียให้ได้
การที่พวกเขาทั้งหมดแทบกลั้นอาเจียนกันไว้ไม่ไหวก็เพราะว่า นอกจากกลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงแล้ว ตรงหน้าของพวกเขาคือภาพอันน่าสยดสยองเกินจะรับได้จริงๆ ภาพที่พวกเขาเห็นก็คือเศษมันสมอง เศษชิ้นส่วนของเนื้อหนังอวัยวะชิ้นเล็กชิ้นน้อยของร่างกายมนุษย์สาดกระเซ็นกระเด็นอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ร่างของบางคนแหลกเหลว บางร่างขาดครึ่ง ตับไตไส้พุ่งทะลักแหลกเละกระจัดกระจายทั่วไปหมด
ตำรวจในพื้นที่ต่างมองหน้ากันอย่างสุดจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ทั้งไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ ทำไมคนๆนั้นถึงต้องทำเรื่องโหดเหี้ยมอำมหิตได้ขนาดนี้ เล่นเอาออฟฟิศของแก๊งหมาป่าโลหิตราพณาสูรกันเลยทีเดียว มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ ขนาดพวกเขาเป็นตำรวจแท้ๆ ยังไม่เคยคิดเลยว่าสถานที่เกิดเหตุตรงเป๊ะขนาดนี้
เด็กหนุ่มที่อยู่กับหัวหน้าแก็งหมาป่าโลหิตเป็นใครกันแน่? ทำไม ท่านนายกและท่านเลขา เห็นเขาแล้วถึงยังไม่เรียกจับกุม ? พวกตำรวจไม่เข้าใจเลยจริงๆ ? หัวหน้าหมู่คิดแล้วคิดอีกแต่ก็ยังไม่เข้าใจ
เว่ยเฉิน เรียกให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจับกุมลูกสมุนของแก็งหมาป่าโลหิตกลับไปให้หมด แล้วก็หันมาพูดกับจ้าวหมิงหรงว่า “ ท่านนายกครับ… เป็นคนๆนั้นหรือครับ ? ฉินชางไห่กับหมาป่าคลั่ง ฝีมือความเก่งกาจติดสามอันดับต้นของแก๊งหมาป่าโลหิตเชียวนะครับ แต่ก็ยังโดนเล่นงานซะราบคาบ จนป่านนี้พวกมันยังนอนซมอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่เลยครับ”
“เหล่าเว่ย เรื่องนี้ปล่อยให้พวกเขาจัดการก็พอแล้ว ส่วนใครจะเป็นคนลงมืออย่าไปสนใจเลย คนๆนั้นไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาเป็นใคร ยังไงซะเขาก็ช่วยพวกเราเอาไว้ ตอนแรกเขาก็บอกแล้วว่าให้พวกเรามาช่วยเคลียพื้นที่ เอาเป็นว่าภารกิจนี้ยกให้เป็นหน้าที่นายแล้วกัน ส่วนคนอื่นๆ อย่าให้เข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาด ” จ้าวหมิงหรงพูดกับเว่ยเฉินด้วยบทสนทนาที่คลุมเครือ ทั้งหมดเป็นเพราะเขาไม่อยากให้เรื่องนี้ถูกสาวไปถึงตัวของเฉิงหยู่ ไม่อย่างนั้นอาจเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นในภายหลังก็ได้
“ครับ... ขอบคุณท่านนายกที่ไว้วางใจผมครับ!” พอได้ยินว่าความดีความชอบภารกิจนี้จะยกให้เว่ยเฉินเป็นผู้รับผิดชอบ มันก็รีบตอบรับด้วยความตื่นเต้นดีใจ โดยปกติการกำจัดพวกแก๊งอันธพาลก็เป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าครั้งนี้หัวหน้าทั้งสองคนจะหนรรอดไปได้ แต่ยังไงนี่ก็ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงอยู่ดี
“เรื่องนี้ต้องจัดการให้เรียบร้อย อย่าให้เรื่องแดงหรือนี้รั่วไหลหลุดไปได้เด็ดขาด จำไว้ให้ดีล่ะ ” จ้าวหมิงหรงพูดกำชับย้ำเตือนอีกครั้ง
ทางด้าน เฉิงหยู่ และ หลินยวี่ฮั่น เวลานี้ทั้งสองกำลังเดินทางไปที่ไนต์คลับของหมาป่าคลั่ง แต่อีกไม่นานไนต์คลับแห่งนี้ก็จะถูกโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของเขา พูดได้ว่าทรัพย์สินเงินทองต่างๆ ของหมาป่าคลั้ง และ ฉินชางไห่ ทั้งหมดก็จะถูกโอนเข้าบัญชีที่หยางลั่วเซวียะที่พวกมันได้เตรียมไว้ให้เขา
เมื่อเห็นแล้วว่าบัตรทั้งสองใบมีเงินมากกว่าสองร้อยกว่าล้านเขาก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ เฉิงหยู่ก็มองไปที่คนทั้งสองอย่างพึงพอใจ เขารู้สึกพอใจมากจริงๆ เพราะนี่ถือเป็นวิธีหาเงินที่เร็วที่สุด
“พูดตรงๆนะ ตอนแรกก็กะว่าจะฆ่าพวกแกทิ้งซะให้สิ้นเรื่องเป็นราว ” เฉิงหยู่มองดูพวกมันแล้วก็พูดโพล่งออกมา พอได้ยินสิ่งที่เขาพูดพวกมันก็หวาดกลัวจนตัวสั่น แล้วเขาก็พูดต่อว่า “ ก็นะ... เอาเป็นว่าตอนนี้ขอเวลาคิดต่ออีกหน่อยแล้วกัน ว่าจะเอายังไงกับพวกแกดี ”
“ขอบคุณมากๆเลยน้องชายๆ วางใจได้… ฉันรู้ทุกซอกทุกมุมของหยุนไห่ แล้วก็ยังมีคนมากอีกด้วย ถ้าหากน้องชายต้องการความช่วยเหลือฉันจะช่วยจัดการให้เอง ” พอพูดถึงเรื่องนี้ท่าทางของเฉิงหยู่ก็ดูเหมือนไม่อยากจะฆ่าพวกมันแล้ว พวกมันจึงรู้สึกโล่งอกไปอีกเปราะ ฉินชางไห่รีบพูดเพื่อทำคะแนนอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นมันก็เริ่มพร่ำสรรพคุณชวนอ้วกของตัวเอง พูดข้อดีต่างๆนานาสารพัดสารเพว่ามันสามารถช่วยอะไรได้บ้าง
“พวกแกล่ะ?” เฉิงหยู่หันไปพูดกับหมาป่าคลั่ง และ จางเหอผิง
จางเหอผิงได้ยินก็สะดุ้งโหยง ก็เพราะมันเป็นแค่ลูกกระจ๊อกธรรมด๊าธรรมดา ทำไมต้องดึงมันเข้าไปเอี่ยวด้วย? มันไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลย “ เอ่อ… ฉะ ฉันเป็นทนาย เวลานายมีปัญหาฉันน่าจะพอช่วยเหลืออะไรได้บ้างไม่มากก็น้อยล่ะนะ”
เฉิงหยู่ก็มองกลับไปที่หมาป่าคลั้งอีกครั้ง ตอนนี้ท่าทางของมันดูรนๆ ยังไงชอบกล ก็จะไม่ให้รนได้ยังไงเล่า ก็คนอย่างมันถนัดแค่เรื่องชกต่อย นอกจากนั้นก็หาดีไม่ได้เลย แถมอีกฝ่ายยังเก่งกว่ามันมาก แล้วจะให้มันกล่าวอ้างสรรพคุณอะไรได้ แต่ในเมื่อถูกโยนมาอย่างนี้มันก็ต้องเอาตัวรอดให้ถึงที่สุดไว้ก่อน “ ฉะ ฉัน ถนัดเรื่องชกต่อย เวลาคุณน้องมีเรื่องต่อยตีอะไรสามารถเรียกใช้พี่ชายคนนี้ให้ออกรับหน้าแทนได้ ถ้าพูดกันจริงๆ พี่ชายก็พอมีบารมีอยู่บ้างในแถบๆนี้ น้องชายอย่าฆ่าพี่ชายตาดำๆ คนนี้เลยนะ ขอร้อง~”
เฉิงหยู่ไม่ได้พูดอะไร เขาทำเพียงหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้อย่าง เงียบๆ เพียงแค่นี้คนทั้งสามก็ไม่กล้ากระดิกกระเดี้ยไปไหนแล้ว “เอาล่ะ... ตอนนี้ฉันจะไม่ฆ่าพวกแก จะรอดูพฤติกรรมของพวกแกไปสักพัก ถ้าทำตัวดีๆรักษาสัจจะพวกแกก็จะยังมีชีวิตอยู่รอดต่อไป นอกจากนี้อนาคตของพวกแกก็จะสดใสยิ่งกว่าเดิม แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกแกคิดเล่นลูกไม้หรือตุกติกล่ะก็ หึหึ...คงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น!?”
“ น่ะ น่ะ แน่นอนอยู่แล้วคร้าบบบ∼ พวกเราจะทำให้น้องชายพึงพอใจอย่างที่สุด ไม่หือไม่อือ ไม่ดื้อไม่ซน จริงๆคร้าบบบ∼” ทั้งสามตอบอย่างพร้อมเพรียงประจบประแจง
“ดีมาก! งั้นพวกแกก็ยังคงเป็นแก๊งหมาป่าโลหิตได้ แล้วนี่ก็คือสุดท้ายของพวกแก แล้วก็หวังว่าพวกแกจะทำตามข้อตกลงทั้งหมดในวันนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะส่งพวกทั้งสามตัวไปทัวร์นรก ฉันไม่อยากอยู่ใกล้กับพวกแกนัก เพราะพวกแกจะต้องโดนทางการตรวจสอบแน่ๆอยู่แล้วๆ ป่านนี้ตำรวจก็คงเข้าไปคุมพื้นที่ๆ ซินกวงไนต์คลับแล้วล่ะ”
“ได้ๆๆ พอพวกเรากลับไปจะจัดการทุกอย่างเอง ต่อจากนี้ฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับวงการมืดอีก ” ฉินชางไห่ตกปากรับคำ
“หืม… ก็ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ ไม่ต้องถึงกับออกจากวงการ งานที่พวกแกทำแค่ให้มันอยู่ระดับเทาๆ ก็พอ ไม่ต้องดำมืดเหมือนอย่างเคย แต่พวกแกต้องเลิกทำเรื่องชั่วช้าไร้ศีลธรรมอย่างเด็ดขาด อย่ากดขี่ข่มเหงคนอื่นอีก คิดจะทำอะไรก็ให้รอบคอบระวังตัวกว่าเดิมหน่อย อย่าทำตัวโดดเด่นจนตกเป็นเป้าสายตาของทางการ ถ้าหากพวกทางการสนใจแกขึ้นมาคงไม่ใช่เรื่องดีนัก”
“ได้ๆ”
“แล้วก็อย่าลืมซะล่ะ ว่าตอนนี้… แก๊งหมาป่าโลหิตเป็นของฉันแล้ว ฉันหวังว่านายจะทำให้อู่ชางยอมรับในตัวฉันให้ได้ แต่ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อม ถึงเขาจะไม่สามารถฝึกศิลปะการต่อสู้ได้อีก แต่ฉันก็จะให้เขาอยู่กับนายเหมือนเดิมในฐานะคนปกติ งั้นนายเอานี้ไปให้เขาซะ ” จากนั้นเฉิงหยู่ก็หยิบขวดแล้วเทยาฟื้นฟูพลังออกมาหนึ่งเม็ด ส่งให้ฉินชางไห่ “ ยาเม็ดนี้จะช่วยเขากลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว แต่ฉันขอย้ำอีกครั้งนะว่า… ฉันต้องการแค่ให้เขายอมรับเท่านั้น ถ้าหากไม่ล่ะก็ฉันคงรับปากไม่ได้ว่าเขาจะมีชีวิตรอดอยู่ชมโลกใบนี้ต่อไปได้”
ฉินชางไห่รีบรับยาแล้วพูดว่า “ ขอบคุณมากๆ น้องชาย ฉันจะเอาเรื่องที่เราพูดคุยกันวันนี้ไปบอกเขา แล้วก็จะทำทุกอย่างให้เขายอมรับน้องชายให้ได้ ”
“ดีมาก ถ้างั้นเรื่องก็จบลงอย่างสวยงาม ทุกคนล้วนแฮปปี้นะ ฉันขอตัวก่อนละกัน อีกสองสามวันฉันกลับไปที่ซินกวงไนต์คลับ เธอบอกบางอย่างกับพวกแก ถือเสียว่าเป็นการทดสอบก็แล้วกัน ” พอพูดจบเขาก็พาหลินยวี่ฮั่นออกไป
ทั้งสามคนเดินมาส่งพวกเขาที่หน้าประตู แล้วก็สั่งให้คนขับรถไปส่งยังจุดหมายปลายทางที่พวกเขาต้องการ เมื่อเห็นรถค่อยๆเคลื่อนจากไป พวกมันต่างก็โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
“ฟู่ววว∼ ไปได้สักที ค่อยหายใจทั่วท้องหน่อย แล้วเราจะเอายังไงกันดี ของๆเรากลายเป็นของคนอื่นไปหมดแล้ว ” หมาป่าคลั่งพูดด้วยความโมโห
“เห๊อะ! รอดตายมาได้ก็บุญโขแล้ว นอกจากจะไม่ฆ่าทิ้งยังฝากยาไปให้เจ้าสามอีก ถึงฉันจะไม่รู้อีกว่าเจ้ายาเนี่ยมันจะมหัศจรรย์อย่างที่เขาพูดไว้จริงไหม แต่คนระดับเก่งระดับนั้นคงไม่มาพูดล้อเล่นหรอก ” ฉินชางไห่พูดขึ้นระหว่างที่สายตาของมันจับจ้องมองไปยังเม็ดยาที่อยู่ในมือ
ระหว่างนั่งอยู่บนรถเฉิงหยู่ไม่ได้พูดอะไร แต่สังเกตเห็นว่าหน้าสีหน้าของหลินยวี่ฮั่นซีดเซียวอย่างมาก เขาก็เอื้อมมือไปกุมมือเธอเอาไว้ จากนั้นก็โคจรลมพลังปราณไปให้หลินยวี่ฮั่น หลังจากนั้นเธอได้รับไออุ่นจากพลังปราณ จิตใจของเธอก็ค่อยๆผ่อนคลายขึ้น ใบหน้าเริ่มมีสีเลือดฝาด
พอลงจากรถเขาก็ให้คนขับไปรอที่สี่แยกก่อน ส่วนเฉิงหยู่จะเดินไปส่งหลินยวี่ฮั่นให้ถึงบ้าน ทั้งคู่ไม่พูดคุยอะไรกันด้วยเพราะเฉิงหยู่รู้ว่าวันนี้หลินยวี่ฮั่นต้องเจออะไรหนักๆมามาก จิตใจของเธอยังคงเป็นไปด้วยความหวาดกลัว นอกจากนี้ยังได้เห็นอีกด้านของเขาเธอไม่เคยรู้จักมาก่อน เขาเลยไม่รู้ว่าจะพูดหรืออธิบายอะไรกับเธอดี
ทางด้านของหลินยวี่ฮั่น จิตใจของเธอยังคงเต็มไปด้วยความสับสนหวาดกลัว เธอไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับเฉิงหยู่อย่างไรดี แม้ตอนนี้เขาจะอยู่ตรงหน้าเธอแล้วแท้ๆ แต่เธอกลับรู้สึกว่าเธอกับเขาช่างแตกต่างห่างไกลกันเหลือเกิน มีเรื่องมากมายที่เธออยากจะถาม ทว่าก็ไม่รู้ว่าจะถามอะไร มันจะสมควรหรือไม่ ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจไม่พูดอะไรเลยเสียดีกว่า
แต่แล้วเฉิงหยู่เป็นก็ผู้ทำลายความเงียบอันแสนน่าอึดอัดนี้ “ แม่เธอคงเป็นห่วงมาก ท่านตระเวนตามหาเธอไปทั่วทุกที่ ถ้าเจอท่านแล้วช่วยบอกท่านด้วยว่า เพื่อนคนนี้ต้องรีบกลับบ้านเลยไม่สะดวกเข้าไปทักทายท่าน ”
“อืม” หลินยวี่ฮั่นตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา หลังจากนั้นความเงียบเข้าปกคลุมพวกเขาทั้งสองอีกครั้ง
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นอย่างนี้เฉิงหยูก็อดไม่ได้ที่จะพูด “เธอคงคิดว่าฉันเป็นคนโหดเหี้ยมมากสินะ ” แต่พอเธอนึกภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่โดนเขาตัดหัวขาดกระเด็นไปต่อหน้าต่อตา เธอก็ถึงกับอ้าปากค้าง ถ้าตัดสินจากเหตุการณ์ที่เคยได้พบเจอมันก็คงจะเป็นอย่างนั้น เธอยังไม่สามารถยอมรับเขาได้
“ ฉันไม่รู้ แต่ฉันรู้ว่านายไม่ใช่คนอย่างนั้น เพียงแต่ฉัน...” เมื่อได้ยินคำถามของเฉิงหยู่ หลินยวี่ฮั่นก็ร้อนรนตอบออกไป
“ฉันรู้… ว่าเธอยังรับไม่ได้ตอนนี้ แต่ฉันก็อยากจะบอกเธอไว้สักอย่างหนึ่ง ทุกอย่างที่เธอเห็นมันคือตัวตนที่แท้จริงของฉันๆ ยังมีอีกหลายมุมที่เธอยังไม่รู้จักและคาดไม่ถึง แต่ฉันขอเอาหัวประกันเลยว่าต่อจากนี้ ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเธอได้อีก”
สิ่งที่เขาพูดหลินยวี่ฮั่นรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้จะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนยังไงกันแน่ แต่เธอก็สามารถสัมผัสได้ว่าทุกๆคำพูดที่เขาพรั่งพรูออกมา ล้วนเป็นความนัยที่ออกมาจากใจอย่างแท้จริง ถ้าหากวันนี้ไม่ได้ความสามารถที่น่าเหลือเชื่อของเขามาช่วยเหลือ ป่านนี้คนที่จะได้รับบาดเจ็บหรืออาจจะถึงขั้นถูกฆ่าตายก็คงเป็นเขา
“ฉันรู้แล้ว... ขอบใจมากนะ!”
“เสี่ยวฮั่น!” ทันใดนั้นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของคุณนายหลินก็ดังขึ้น หลังจากนั้นเธอก็รีบวิ่งเข้ามาหาคนทั้งสอง แล้วโผกอดเสี่ยวฮั่นไว้ในอ้อมแขนแล้วพูดว่า “ หนูทำให้แม่กลัวแทบแย่ หนูหายไปไหนมาจ้ะลูก? ”
“อะแฮ่มๆ อ่อ คุณน้าอย่ากังวลไปเลยครับ ลูกสาวของคุณน้าสบายดี เธอแค่ไปเยี่ยมเพื่อนร่วมชั้นที่ประสบอุบัติเหตุนะครับ ก็เลยกลับบ้านช้าไปหน่อย ” เมื่อเห็นหลินยวี่ฮั่นแสดงท่าทางปวดใจ เฉิงหยู่ก็รู้ทันทีว่าเธอไม่อยากโกหกแม่ของเธอ แต่ด้วยคำพูดนี้ทำให้คุณแม่ของหลินยวี่ฮั่นยอมผละตัวจากลูกสาวแล้วพูดต่อว่า
“เป็นอย่างนี้นี่เอง... แต่หนูทำให้แม่ตกใจมากเลยรู้ไหม หนูเป็นเด็กผู้หญิงหากมีอะไรเกิดขึ้น แม่จะทำยังไง? ” คุณนายหลิน พูดไปก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นไป
“หนูทราบแล้วค่ะแม่ หนูขอโทษนะคะที่ทำให้แม่ต้องเป็นห่วง ” หลินยวี่ฮั่นน้ำตาคลอเบ้าขณะตอบกลับไป
“เสี่ยวหยู วันนี้ต้องขอบใจเธอมากนะจ้ะ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอลำพังตัวน้าเอง คงไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ” คุณนายหลินพูดขอบคุณเฉิงหยูพลางเอามือปาดน้ำตา
“เอิ่ม ไม่เป็นไรครับ คุณน้าไม่ต้องขอบอกขอบใจผมหรอกครับ เพียงแค่คิดผมก็ดีใจแย่แล้วครับ อีกอย่างตอนนี้ฮั่นฮั่นก็ไม่เป็นไรแล้ว ผมว่าทั้งสองคนกลับไปพักผ่อนเถอะครับ พอดีมีรถรอผมอยู่ด้วย ”
“ก็ดีจ๊ะ น้าเองก็ไม่อยากให้เธอต้องกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ถ้าอย่างนั้นถ้าไม่กวนเธอแล้วล่ะ เอาเป็นว่ามือหน้ามาทานข้าวที่บ้านด้วยกันนะ”
“ได้ครับ”
กว่าเฉิงหยู่จะกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว ส่วนจ้าวหมิงหรงก็นั่งสูบบุหรี่รอเขาอยู่ในห้องนั่งเล่น
“ยังไม่นอนหรือครับ?” เฉิงหยู่ ถาม
“ยังหรอก ก็รอเธอนั้นแหละ เรื่องที่ไปสะสางเป็นยังไงบ้าง”
“เรียบร้อยแล้วละครับ ตอนนี้ทุกอย่างของทางนั้นเกือบโอนให้ผมหมดแล้ว ”
“เธอจะตั้งแก๊งอันธพาลหรือยังไง?” จ้าวหมิงหรงพูดพลางขมวดคิ้ว
จบตอน