การประลองรอบที่ 3 กำลังจะเริ่มขึ้นแต่หยางฉินเทียนยังคงนอนสลบอยู่ในบ้านพักเรื่องนี้เป็นที่พูดคุยกันในช่วงสองสามวันมานี้เพราะเขาเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถผ่านเข้ารอบ 100คนสุดท้ายมาได้ด้วยกำลังภายในระดับต่ำสุด
บ้างก็บอกว่ามาตรฐานของหมู่บ้านลดลงอย่างน่าใจหายบ้างก็บอกว่าเป็นเรื่องของโชคชะตา บ้างก็บอกว่าหยางฉินเทียนเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบ100 ปี
ไม่ว่าคนจะกล่าวถึงหยางฉินเทียนอย่างไรก็ตามมันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เขายังคงสลบไสลไม่ได้สติ จนเริ่มมีกระแสตำหนิยางชิงเอ๋อว่าลงมือเกินกว่าเหตุเพราะคู่ต่อสู้มีกำลังภายในห่างจากตนถึงสามขั้นแต่ก็ยังโจมตีเต็มกำลัง
ทางด้านคู่กรณีก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกันตอนนั้นนางคิดเพียงแต่จะรักษาชื่อเสียงของหมู่บ้านจนลืมไปว่าเป้าหมายที่กำลังโจมตีอยู่นั้นมีพลังต่ำกว่าถึงสามขั้นนางจึงสลดใจมาจนถึงวันนี้
“การแข่งขันในรอบนี้จะเป็นการจับคู่ประลองข้าจะจับรายชื่อขึ้นมาเป็นคู่ ๆ หากข้าขานเรียกชื่อใครคนนั้นต้องขึ้นมาบนลานประลองภายในสิบลมหายใจ มิเช่นนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์การต่อสู้รอบนี้ยังคงใช้มือเปล่า”
กรรมการเริ่มชี้แจงกติกาการแข่งขันในรอบนี้
“การตัดสินแพ้ชนะมีสามเงื่อนไข ประการแรกคือการชนะเพราะคู่ต่อสู้ยอมแพ้ประการที่สองคือการชนะเพราะคู่ต่อสู้หมดสติและไม่อาจประลองต่อไปได้ประการที่สามคือการชนะเพราะร่างกายของคู่ต่อสู้สัมผัสพื้นที่นอกลานประลองหรือออกนอกเขตการประลองมากกว่าห้าลมหายใจ”
เมื่อพูดจบเขาก็หยิบกระบอกรายชื่อขึ้นมาใช้พลังเต๋าส่งลมหมุนเข้าไปในกระบอกครู่หนึ่งก็มีแท่งรายชื่อกระเด็นออกมาแท่งหนึ่ง กระบอกรายชื่อเหล่านี้บรรจุไว้ 5 กระบอกซึ่งแต่ละกระบอกแบ่งรายชื่อตามระดับกำลังภายในแต่ผู้บ่มเพาะที่อยู่ระดับปฐมธาตุขั้นสี่นั้นมีน้อยเขาจึงแบ่งนำไปรวมกันในกระบอกของระดับปฐมธาตุขั้นสาม ซึ่งมีตัวอักษรที่ข้างกระบอกว่า“สาม”
(三) รายชื่อกลุ่มนี้มี 3 กระบอก ส่วนอีก 2กระบอกที่เหลือมีตัวอักษรที่ข้างกระบอกว่า “สอง” (二) กระบอกแรกที่กรรมการหยิบขึ้นมาคือหนึ่งในกลุ่ม “สาม” (三)
“หยางเทียนหลง!”
เขาประกาศชื่อแรกที่สุ่มออกมา จากนั้นจึงเปลี่ยนเอากระบอก“สาม” (三) อีกกระบอกมาเขย่าเพื่อหาคู่ต่อสู้
“หยางเชี่ยงชุน!”
ผู้ชมรอบสนามฮือฮาทันทีที่ได้ยินชื่อของผู้เข้าแข่งขันคู่แรกหยางเทียนหลงได้รับการกล่าวขานว่าแข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มผู้บ่มเพาะรุ่นนี้แม้หยางเชี่ยงชุนจะไม่แข็งแกร่งเท่า แต่เรื่องเมาไม่เป็นรองใคร
“หยางเทียนหลง”
หยางเชี่ยงชุนทักทายขณะเดินขึ้นไปบนลานประลอง
“แม้ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งที่สุด แต่นั่นมันตอนที่เจ้าถืออาวุธวิถีพลังสายฟาดฟันอย่างเจ้าเมื่อไม่มีอาวุธก็มีสิทธิพ่ายแพ้ต่อข้าได้เช่นกันเจ้าเห็นด้วยหรือไม่”
“ชิ! เจ้าเมาอยู่หรืออย่างไรแต่ช่างเถอะข้าคร้านที่จะต่อล้อต่อเถียงกับเจ้า อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้เอง!”
ผ่างงง!!
“เริ่มได้!”
หยางเทียนหลงปรากฏเบื้องหน้าหยางเชี่ยงชุนอย่างรวดเร็วหมัดตรงพุ่งเข้าไปที่ใบหน้าแต่คู่ต่อสู้หลบได้ทัน!
“เจ้าคิดจะเอาชนะข้าหยางเชี่ยงชุนในระยะประชิดอย่างนั้นรึ!คิดว่าวิถีพลังสายปะทะเป็นของเล่นหรืออย่างไร รับมือ!”
หยางเชี่ยงชุนรัวหมัดอย่างกราดเกรี้ยวทุกการโจมตีล้วนแข็งแกร่งและรุนแรงแม้หยางเทียนหลงจะป้องปัดไว้ได้แต่ก็อาจจะทำต่อไปได้ไม่นาน เพราะตามเนื้อตามตัวเริ่มบวมแดงและไร้ความรู้สึกหากต้องตั้งรับอย่างนี้ไปอีกหน่อยร่างกายของเขาจะขยับไม่ได้! หยางเทียนหลงจึงตัดสินใจใช้พลังเต็มกำลัง!
“อ๊ากกกก!!”
หยางเชี่ยงชุนร้องด้วยความเจ็บปวดเขาเอามือกุมแขนซ้ายขณะกระโดดถอยห่างออกมา เลือดจากบาดแผลบนหัวไหล่ไหลเป็นสายไปจนถึงปลายนิ้วโลหิตสีแดงเข้มหยดลงพื้นประลองตามจังหวะเดียวกับลมหายใจเข้าออก
“ข้ายอมรับว่าข้าดูหมิ่นผู้บ่มเพาะสายปะทะมากเกินไปไม่นึกเลยว่าเจ้าจะทำได้ดีกว่าที่ข้าคิด แต่เวลาของเจ้าหมดแล้วจงยอมแพ้แล้วไปรักษาบาดแผลเสียเถอะ”
“ยังหรอก”เขาจ้องมองดาบที่หยางเทียนหลงสร้างขึ้นด้วยพลังเต๋า สิ่งนี้เองที่ฝากบาดแผลอันเจ็บปวดนี้“ข้าคิดว่าน้ำเต้านี้คงไม่ถือว่าเป็นอาวุธนะ”
หยางเชี่ยงชุนกระดกน้ำเต้าแล้วพ่นสุราใส่บาดแผลเพียงพริบตาเดียวไหล่ซ้ายของเขาก็กลับเป็นปกติเขาจับเชือกแดงที่ผูกน้ำเต้าแล้วถ่ายพลังเต๋าเข้าไปปกคลุมภาชนะที่บรรจุสุราสายปะทะเสียเปรียบเรื่องการโจมตี และสิ่งนี้จะช่วยชดเชยระยะที่ขาดหายไปได้อย่างนั้นหรือ?
“เจ้าคิดจะใช้น้ำเต้าเป็นอาวุธอย่างนั้นรึ”
“เปล่า” หยางเชี่ยงชุนดึงน้ำเต้าขึ้นมากระดกดื่ม“ข้าจะให้เจ้าลองวิชาหมัดเมาของตระกูลเชี่ยงดูสักสามกระบวนท่าหากเจ้ายังสามารถยังเอาชนะได้ ข้าก็ขอยอมแพ้ รับมือ!!!”