ตอนนี้ผู้นำสามนิกายโกรธอย่างมากพวกเขาคือใครพวกเขาคือผู้นำนิกายที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปเซียนไม่สิ เรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลกที่ไม่มีตัวตนระดับเทพเลยก็ว่าได้พวกเขาสามารถทำอะไรได้ตามใจโดยไม่เกรงกลัวผู้ใดมาตลอด
แต่วันนี้พวกเขาเจอเข้ากับสถานการณ์ณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกฉางเฟิงตรงหน้าแม้จะไม่แข็งแกร่งมากในสายตาพวกเขาแต่อำนาจของฉางเฟิงถ้าไม่ได้โง่ก็พอจะรู้ว่ามีผู้นำตระกูลเซียนจำนวนมากเข้าไปอยู่ฝ่ายของฉางเฟิงแล้วใหนจะนิกายธารวารีที่แสดงออกว่าอยู่ฝ่ายของฉางเฟิงอีก
“มันเป็นแบบนี้ได้ยังไงทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้โดยที่พวกเราไม่รู้” ผู้นำนิกายบงกชคำราม
“ใช่แล้วท่านทูต พวกข้ามีท่านทูตอยู่พวกเจ้าคิดจะต่อต้านวังสวรรค์งั้นเหรอ” ผู้นำนิกายอัคคีฟ้ายิ้มอย่างชั่วร้าย ขอแค่ใช้นามของวังสวรรค์ย่อมสามารถข่มขู่พวกฉางเฟิงได้แน่นอนนี่คือสิ่งที่ทั้งสามคิด
“ฮ่าฮ่า ฮ่า เจ้ากำลังหมายถึงเจ้านี่เหรอ” เสี่ยวเฮ่ยกระชากมิติออกมาพร้อมกับร่างๆหนึ่งถูกลากออกมาด้วย
“ท่านทูต!!!!!!!!!!!”หลายคนตื่นตระหนก
“นี่มันอะไร!!!!!!!”
“เป็นไปไม่ได้นี่ไม่ใช่เรื่องจริง” ทั้งสามไม่ได้โง่ จากสีหน้าของทูตจากวังสวรรค์พวกเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าทางฉางเฟิงแข็งแกร่งจนทูตจากวังสวรรค์นั้นทำอะไรไม่ได้
“ในตอนนี้วังสวรรค์จะทำอะไรได้ในเมื่อประตูโบราณปรากฎขึ้นมาไม่รู้ว่าอีกกี่ปีวังสวรรค์ถึงจะส่งคนลงมาได้”ฉางเฟิงยิ้ม
“พวกเจ้าถ้ายังไม่อยากให้นิกายของพวกเจ้าถูกลบก็ยอมแพ้ซะและชดใช้ด้วยชีวิต”ทูตจากวังสวรรค์รีบกล่าวทันที
“เหอเหอ ยอมแพ้ ข้าเนี่ยนะยอมแพ้ พวกข้าเป็นใหญ่มาตลอดหลานพันปี ทั้งอำนาจและกำลังคนของพวกข้าสามารถปกครองโลกได้ง่ายๆทำไมข้าต้องยอม มีตัวตนระดับเทพแล้วยังไงคิดว่าพวกข้าไม่สามารถสังหารตัวตนระดับเทพได้งั้นเหรอ”ทั้งสามคำรามและแสดงสมบัติวิเศษของตนเองออกมา
“นั่นคืออาวุธเทพของนิกายอัคคีฟ้าเตาสามขามังกรโบราณ”
“ว่ากันว่าอาวุธนี้สืบทอดมาแต่โบราณและที่นิกายอัคคีฟ้าสามารถสร้างนิกายและชื่อเสียงได้ถึงตอนนี้ก็เพราะอาวุธเทพชิ้นนี้มันไม่เพียงแต่เป็นอาวุธวิเศษมันยังสลักเคล็ดวิชามากมายเอาไว้ข้างในอีกด้วย”ผู้คนพากันตกใจ
“นั่นคือดอกบัวเก้าวิบัติสมบัติเทพในตำนาจของนิกายบงกช ว่ากันว่ามันมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศรอบๆได้เรียกได้ว่าสามารถสร้างภัยพิบัติให้กับศัตรูได้อย่างง่ายดาย”
“นิกายปฐพีเร้นลับก็ไม่น้อยหน้านั่นคือค้อนเทพยักษาว่ากันว่าค้อนนี้สามารถทุบหนึ่งทวีปให้หายไปได้เลย” หลานคนพากันหวาดกลัวและถอยหนีไปเพราะอาวุธเทพเหล่านี้ล้วนแต่น่าหวาดกลัวทั้งนั้นถ้าเกิดพวกเขาอยู่ใกล้เกินไปอาจจะถูกสังหารไปด้วยก็ได้
“พอดีเลยข้าพึ่งตื่นมาได้ไม่นานยังไม่มีอาวุธเทพที่เหมาะมือพอดีค้อนนั่นน่าจะไม่เลว”ตงจ้านกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ถ้าเช่นนั้นดอกบัวนั่นข้าขอก็แล้วกันส่วนเตาสามขา ท่านราชันต้องการหรือไม่” เถาวัลย์มังกรกล่าว
“แน่นอนเพราะมันมีประโยชน์ต่อการปรุงยาและหลอมอาวุธของข้า” ฉางเฟิงกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นก็ลงมือกันเถอะ”เถาวัลย์มังกรกล่าว
“รนหาที่ตาย”ทั้งสามคำรามพร้อมกับกระตุ้นอาวุธเทพของตนเองออกมา
“พวกเจ้าถอยมาข้างหลังข้าก่อนจะดีกว่านะ”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว
ซินอี้เป็นคนแรกที่ขยับเข้ามาใกล้ฉางเฟิงนางรู้ว่ายังไงอยู่ข้างๆฉางเฟิงก็ปลอดภัยอย่างแน่นอนคนอื่นๆเองก็รีบเข้ามาหลับข้างหลังฉางเฟิงทั้งหมดเช่นกัน
“ตูม!!!!!!!!!!”
ในตอนนั้นเองการต่อสู้ที่รุนแรงก็เริ่มขึ้นอาวุธเทพนั้นทรงพลังมากแต่ว่าพวกผู้นำสามนิกายหาใช้เทพ เพราะงั้นจึงไม่สามารถสำแดงพลังที่แท้จริงของอาวุธเทพออกมาได้ทำได้เพียงแสดงพลังออกมาครึ่งเดียวเท่านั้น
ส่วนพวกเถาวัลย์มังกรและตงจ้านนั้นแม้จะไม่มีอาวุธเทพแต่ก็มีอาวุธเซียนที่ฉางเฟิงมอบให้และยังสามารถแสดงพลังของอาวุธเซียนได้ถึงขีดสุดทำให้สามารถป้องกันอาวุธเทพได้
“เป็นไปได้ยังไงทำไมเจ้าถึงป้องกันอาวุธเทพได้”ผู้นำนิกายอัคคีฟ้าตื่นตระหนกเมื่อเห็นเถาวัลย์มังกรใช้กระจกแปดเหลี่ยมป้องกันเปลวเพลิงของเตาสามขามังกรโบราณได้
“ถ้าเจ้าอยู่ระดับเทพแน่นอนกระจกเซียนแปดแฉกของข้าคงป้องกันไม่ได้แต่น่าเสียดายที่เจ้าไม่ใช่” สิ้นเสียงของเถาวัลย์มังกร
เถาวัลย์จำนวนนับร้อยก็ปรากฎออกมาจากพื้นดินและกลายเป็นมังกรเถาวัลย์นับร้อยโจมตีออกไปแม้เปลวเพลิงของอาวุธเทพจะทำให้ผู้นำนิกายอัคคีฟ้าได้เปรียบด้านการโจมตีแต่เถาวัลย์มังกรเองก็ฝึกฝนเต๋าแห่งชีวิตและเต๋าวารีเป็นหลักทำให้การฟื้นฟูเถาวัลย์ค่อนข้างสูงแถมยังป้องกันเปลวเพลิงได้อย่างดี
“ไม่ได้การแบบนี้ข้าทนได้ไม่นานแน่”การใช้อาวุธเทพนั้นสิ้นเปลืองพลังอย่างมากและการใช้งานอย่างต่อเนื่องยิ่งทำให้หมดพลังปราณเร็วกว่าเดิมหลายเท่า
อีกด้านตงจ้านนั้นแข็งแกร่งมากอยู่แล้วจึงสามารถสู้กับผู้นำนิกายบงกชและนิกายปฐพีเร้นลับได้ด้วยตัวคนเดียว
“เป็นอะไรพวกเจ้าทำได้แค่นี้งั้นเหรอ” ตงจ้านควงหอกพฤกษาในมือไปมาและโจมตีออกไปอย่างต่อเนื่องทำให้การโจมตีของผู้นำนิกายทั้งสองไม่สามารถเข้าถึงตัวตงจ้านได้เลย
“ฉางเฟิงดวงตาของเจ้าเป็นอะไรทำไมถึงได้ปิดดวงตาเอาไว้แบบนั้น”ซินอี้นางสังเกตุเห็นว่าดวงตาข้างขวาของฉางเฟิงมีผ้าปิดตาเอาไว้อยู่และนางสัมผัสได้ว่าผ้าปิดตาอันนี้เหมือนมีอำนาจในการผนึกอยู่
“ไม่มีอะไรมากแค่ยังควบคุมพลังไม่ได้เท่านั้นเอง”ฉางเฟิงกล่าว
“พลัง???พลังอะไร” ซินอี้งุนงง
“เจ้าไม่คิดจะให้ผู้อาวุโสลงมืองั้นเหรอ”ซวนหยวนเสวี่ยกล่าวและมองไปที่เสี่ยวเฮ่ย
“นานๆทีพวกเขาจะได้ต่อสู้ให้พวกเขาได้สนุกให้เต็มที่เถอะ” เสี่ยวเฮ่ยกล่าว
“ทางด้านเถาวัลย์มังกรน่าจะไม่มีปัญหาแต่ทางด้านตงจ้านนั้นน่าจะใช้เวลานานมากกว่าจะชนะได้ ถ้างั้นขอลองอะไรเล็กน้อยก็แล้วกัน”ฉางเฟิงกล่าว
“นายน้อยจะลงมืองั้นหรือ”เสี่ยวเฮ่ยกล่าวและกระโดดลงจากบ่าของฉางเฟิงไปเกาะซวนหยวนเสวี่ยทันที
“อะไรเกิดอะไรขึ้น”ซวนหยวนเสวี่ยนางเองก็ถอยออกไปเช่นกัน
“นี่มันหมายความว่ายังไง”ซินอี้เองก็ถอยออกไปตามซวนหยวนเสวี่ย
“ก็แค่ระวังเอาไว้ก่อนเพราะนายน้อยยังควบคุมพลังใหม่ไม่ค่อยได้ถ้าพลาดอาจจะโดนลูกหลงไปด้วย”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว
“หมายความว่ายังไง?????”หลายคนพากันสงสัยและไม่เข้าใจ
อย่างช้าๆฉางเฟิงเปิดผ้าปิดตาออกมาเนตรสีเขียวอ่อนจ้องมองไปยังร่างของผู้นำนิกายบงกช เต๋าแห่งชีวิตถูกฉางเฟิงกระตุ้นออกมา
“ช่วงชิงชีวิต”ฉางเฟิงกล่าว
“วูบ!!!!!!!!!!!”
พริบตาผู้นำนิกายบงกชก็รู้สึกหน้ามืดเส้นผมสีดำกลับปรากฏเส้นผมสีขาวปะปนออกมา พลังชีวิตสายหนึ่งพุ่งเข้าสู่เนตรแห่งชีวิตของฉางเฟิงทันที