บทที่ 31 การมองการณ์ไกล
เซี่ยมู่เบิกตากว้างอย่างน่ารัก เอียงศีรษะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามลู่จือฉิงว่า “เราควรทำอย่างไรต่อไปดี?”
ลู่จือฉิงนอนคว่ำหน้าลงบนขอบเตียง มือทั้งสองข้างประสานกันไว้ใต้คาง “จวนอ๋องรุ่ยพวกเรากลับไปไม่ได้แล้ว หมู่บ้านต้าชู่ก็กลับไปไม่ได้เช่นกัน”
ชิวหลินรุ่ยรู้ดีว่าพวกนางมาจากหมู่บ้านต้าชู่ ที่นั่นต้องมีคนของเขาคอยเฝ้าอยู่ หากกลับไปก็เท่ากับเอาตัวเองเข้าไปติดกับดักไม่อาจกลับไปได้เด็ดขาด
ลู่จือฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พวกเราต้องหนีออกจากเมืองหลวง ไปยังที่ที่ไม่มีใครรู้จักพวกเรา”
แม้ชิวหลินรุ่ยจะเป็นถึงองค์ชายแต่ก็ไม่ใช่ฮ่องเต้หากหนีออกจากเมืองหลวงไปได้ไกลแสนไกล เขาก็ไม่อาจจะเอื้อมมือมาถึง
เซี่ยมู่ส่ายหน้าถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ท่านแม่ ท่านคิดว่าตอนนี้พวกเรายังหนีออกจากเมืองหลวงได้อีกหรือไม่?”
คำพูดของเซี่ยมู่ทำให้ลู่จือฉิงตระหนักขึ้นมาได้ว่า ด้วยนิสัยเด็ดขาดของชิวหลินรุ่ย ตอนนี้ประตูเมืองคงถูกปิดตายและมีคนเฝ้าอย่างแน่นหนาแล้ว จะออกไปได้อย่างไร?
ลู่จือฉิงกัดฟันพูดอย่างเด็ดเดี่ยว “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องลองดู”
เซี่ยมู่รีบคว้าแขนนางไว้ “ไม่ได้นะ! ตอนนี้เข้าใกล้ประตูเมืองไม่ได้ หากถูกจับได้ ท่านแม่จะหนีไปไหนไม่ได้อีกแล้ว”
“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ?” ลู่จือฉิงคิดว่าทั้งนางและเด็กน้อยไม่อาจจะหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ในเมืองหลวงไปตลอดชีวิตได้ ในเมื่อไม่อาจออกจากเมืองหลวงได้ เมืองหลวงมีคนมาก ปากมาก ย่อมไม่มีทางหลบซ่อนได้ตลอดชีวิตเช่นกัน
เซี่ยมู่ครุ่นคิดอย่างตั้งใจ ใบหน้ากลมเหมือนซาลาเปาของเขาขมวดเข้าหากันอาบไล้ด้วยแสงอรุณสีทอง แม้แต่ขนอ่อนบนใบหน้าก็กลายเป็นสีทอง ทำให้ดูน่ารักน่าชังจนคนเห็นอยากบีบเล่น
ลู่จือฉิงบีบแก้มป่อง ๆ ของเซี่ยมู่เบา ๆ พลางเอ่ยว่า “เป็นอย่างไรบ้าง สุดยอดนักวางแผนของเรามีวิธีอะไรดี ๆ หรือไม่?”
สุดยอดนักวางแผน? สุดยอดนักวางแผนอะไรกัน? เซี่ยมู่มองลู่จือฉิง อย่างไม่เข้าใจ พร้อมกับหลบมือที่จ้องจะบีบแก้มเขาจนช้ำ “ไม่มีขอรับ”
หา! แววตาเป็นประกายของลู่จือฉิงดับลงในทันที ตอนนี้แม้แต่เซี่ยมู่ยังไม่มีวิธี แล้วทีนี้ยังจะทำอย่างไรได้อีก
“เราทำได้เพียงรออยู่ที่นี่ รอให้เรื่องเงียบลงแล้วค่อยหาวิธีกันอีกที”
เซี่ยมู่เอามือเท้าคาง น้ำเสียงฟังดูจนปัญญาจริง ๆ
เมื่อเห็นท่าทางหมดหนทางของเซี่ยมู่ ลู่จือฉิงก็รู้สึกเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม นอนแผ่หมดแรงอยู่บนเตียง ดูเหมือนว่านี่เป็นทางเลือกเดียวที่มี ในเมืองหลวงนี้พวกนางต้องซ่อนตัวให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
จวนอ๋องรุ่ย
ชิวหลินรุ่ยยืนกอดอกอยู่กลางห้องโถง ท่าทางสง่างามราวกับภาพวาดบนผนังกั้นห้อง รูปเงาของเขาตกกระทบลงบนฉากกั้นรูปดอกบัวหกพับ ขุนพลห้านายคุกเข่าอยู่ด้านนอกฉากกั้น ไม่อาจมองเห็นสีหน้าของอ๋องรุ่ยได้
ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งทหารชั้นยอดของจวนอ๋องรุ่ยออกไปเท่านั้น แต่ยังส่งกองกำลังป้องกันเมืองหลวงออกไปด้วย รวมแล้วกว่าสามร้อยนาย ค้นหาทั่วเมืองหลวงเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม
เดิมทีชิวหลินรุ่ยไม่มีสิทธิ์สั่งการกองกำลังป้องกันเมืองหลวง แต่เขาอ้างว่าจวนอ๋องรุ่ยถูกโจมตี ตอนนี้ผู้บุกรุกหนีไปแล้ว จึงขอให้กองกำลังป้องกันเมืองหลวงช่วยสืบคดี
การที่องค์ชายถูกลอบทำร้ายไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดขึ้นในเมืองหลวง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความบกพร่องในการป้องกันของกองกำลังป้องกันเมืองหลวง พวกเขาจึงไม่กล้าขัดขืนและส่งกำลังพลสองร้อยนายมาช่วยจวนอ๋องรุ่ยสืบคดีทันที
ตอนนี้เป็นวันที่สามแล้วที่ลู่จือฉิงหายตัวไป แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยใด ๆ เหล่าขุนพลรายงานสถานการณ์ภายนอก แต่ไม่กล้าพูดอะไรมากไปกว่านี้
ในสถานการณ์เช่นนี้ยังจะพูดอะไรได้อีก พูดอะไรออกไปก็เท่ากับเอาน้ำมันไปราดกองไฟ แม้ว่าอ๋องรุ่ยจะไม่ได้รับความโปรดปราน แต่ก็ไม่ใช่คนที่พวกเขาจะไปยุ่งด้วยได้ง่าย ๆ
ชิวหลินรุ่ยยืนอยู่ที่ระเบียง นอกระเบียงเดิมทีมีต้นไม้ผลิดอกหนาแน่น แต่ตอนนี้เป็นช่วงฤดูคิมหันต์แล้ว ที่ว่ากันว่า “เมื่อถึงฤดูคิมหันต์ ทั่วหล้าพลันไร้ซึ่งบุปผา” ดอกไม้ในจวนอ๋องรุ่ยก็ร่วงโรยไปหมดแล้ว เหลือเพียงใบไม้สีเขียวขจี
ชิวหลินรุ่ยกลับจ้องมองใบไม้อย่างสนใจ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด จึงค่อยๆ หันกลับมาเอ่ยว่า “กำลังพลที่ประตูเมืองเพียงพอแล้ว ต่อให้พวกมันมีปีกก็ยากที่จะบินหนีไปได้ พวกเจ้าจงตรวจค้นทุกแห่งอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นโรงเตี๊ยม โรงเหล้า หรือที่ใด ๆ ก็ตามที่เคยไปค้นมาแล้ว จงติดประกาศให้รางวัลแก่ผู้ที่ให้เบาะแส จวนอ๋องรุ่ยจะตอบแทนอย่างงาม”
ชิวหลินรุ่ยไม่ค่อยพูดอะไรยาว ๆ เช่นนี้ น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับไม่มีความโกรธ แต่แผนการและความคิดของเขาล้ำลึกกว่าคนทั่วไป เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาต่างนับถือในใจ ถ้าเขามีมารดาที่ดีกว่านี้ บางทีตอนนี้อาจเป็นเขาที่อยู่ในตำแหน่งรัชทายาทก็ได้
หากลู่จือฉิงต้องต่อสู้กับเขาด้วยสติปัญญา คงต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบ แต่โชคดีที่ข้างกายยังมีเซี่ยมู่อยู่
เซี่ยมู่กินไก่ตุ๋นไปอีกตัวตอนมื้อเย็น แม้ตัวเล็กแต่ก็กินจุ ลู่จือฉิงเป็นแม่ของเขา แม้จะเสียดายเงินที่นำติดตัวมา แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ลูกต้องอดอยากได้
ทำได้แต่พูดอย่างอ่อนใจว่า “หากเจ้ายังกินเช่นนี้ต่อไป พวกเราก็อยู่ได้ไม่กี่วันหรอก”
เซี่ยมู่เช็ดมุมปากก่อนจะวางตะเกียบลงอย่างสุภาพ “ข้าเหลือน่องไก่ไว้ให้ท่านแม่น่องหนึ่งด้วย กินสิขอรับ”
เขาทำเป็นไม่สนใจคำพูดของลู่จือฉิงแม้แต่น้อย จากนั้นก็เดินอาด ๆ ไปที่เตียงเพื่อเตรียมตัวนอน เป็นเช่นนี้แล้วลู่จือฉิงจะไปทำอะไรเขาได้
ถ้าถึงตอนที่ไม่มีอะไรจะกินขึ้นมาจริง ๆ ก็ค่อยคิดหาวิธีใหม่ก็แล้วกัน ลู่จือฉิงนับเงินในห่อผ้า ดูเหมือนว่าจะอยู่ได้อีกระยะหนึ่ง
แต่ในความเป็นจริงแล้วลู่จือฉิงคิดผิดไปมาก พวกนางจะอยู่เป็นสัปดาห์ได้อย่างไรกัน เพียงสามวันต่อมาเงินก็หมดเกลี้ยงแล้ว
หลังจากจ่ายค่าเช่าโรงเตี๊ยมลู่จือฉิงเพิ่งรู้ตัวว่าเหลือเงินติดตัวเพียงเล็กน้อย ทั้งหมดเป็นเพราะปากของเซี่ยมู่ที่เคยชินกับอาหารหรูหราในจวน เคยกินดีอยู่ดีทุกมื้อ ภูเขาทองภูเขาเงินก็คงไม่พอให้ใช้จ่าย
ลู่จือฉิงโยนห่อผ้าลงบนโต๊ะ เตรียมจะต่อว่า “ว่ามา ตอนนี้จะทำเช่นไรต่อ?”
เซี่ยมู่ทำท่าไม่สะทกสะท้าน “เงินหมดแล้วหรือ?”
“ก็หมดเพราะเจ้ากินเยอะน่ะสิ”
เซี่ยมู่ยังคงพูดอย่างใจเย็น “ยังมีอะไรเหลืออีกหรือไม่?”
“ก็มีแค่เสื้อผ้าขาด ๆ ของเจ้า กับเสื้อผ้าขาด ๆ ของข้า”
เซี่ยมู่ไม่ได้โต้แย้งว่าเสื้อผ้าของเขาไม่ได้ขาด แต่พูดอย่างมั่นใจว่า “ลองหาดูอีกทีสิ”
ลู่จือฉิงไม่รู้ว่าเซี่ยมู่กำลังจะเล่นตลกอะไร จึงเปิดห่อผ้าอีกครั้ง นางคิดว่าเขาอาจจะเก็บเงินไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้า จึงหยิบเสื้อผ้าตัวเล็ก ๆ ของเขาออกมาตรวจทีละตัว
แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ลู่จือฉิงพยายามดึงเสื้อผ้าอีกตัวออกมาจากห่อ ทันใดนั้นก็มีบางอย่างหลุดออกมา
สิ่งนั้นกลิ้งไปมาบนโต๊ะ ส่องประกายเจิดจ้าภายใต้แสงแดด ลู่จือฉิงถึงกับตะลึง นางรู้ดีว่ามันคืออะไร ทั้งในโลกปัจจุบันและโลกอดีต มันคือสมบัติล้ำค่าของนาง
สิ่งนั้นคือชามทองคำที่กลิ้งไปมา ดวงตาของลู่จือฉิงเปล่งประกายเจิดจ้าไม่ต่างจากพานทอง นางรีบคว้ามันไว้ด้วยสองมือ ไม่กล้าปล่อยให้มันกลิ้งต่อไปอีก กลัวว่ามันจะกลิ้งตกพื้น ซึ่งจะทำให้นางใจสลาย
เมื่อได้ถือชามทองคำไว้ในมือ ลู่จือฉิงถึงกับตัวสั่นด้วยความดีใจ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ห่อผ้าใบนี้หนักมากขณะเดินทาง ปรากฏว่ามีของเช่นนี้อยู่ข้างใน แต่มันมาอยู่ในห่อผ้าได้อย่างไรกัน?
ลู่จือฉิงนึกขึ้นได้ทันทีว่า ตอนที่อยู่ที่จวนอ๋องรุ่ย ก่อนจะออกเดินทาง เซี่ยมู่ยืนยันที่จะเอาชามนี้ใส่ห่อผ้ามาด้วย เพราะกลัวว่าถ้าวันหนึ่งพวกเขาจนลงจะได้มีเงินใช้ เซี่ยมู่ช่างมีวิสัยทัศน์จริง ๆ ลู่จือฉิงตื้นตันจนพูดไม่ออก การที่อยู่กับเซี่ยมู่แล้วจะไม่อดตายนั้นเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน
เซี่ยมู่มองดูท่าทางของท่านแม่ แล้วก็เงยหน้าขึ้นมองและยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ข้าหวังว่าข้าจะทำให้ท่านหายโกรธเรื่องที่ข้ากินจุนะ”
ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะมีชามทองคำเป็นหลักประกันแล้ว แต่การมีชามทองคำเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถนำมาใช้ซื้ออาหารได้ พวกเขาต้องนำชามทองคำนี้ไปแลกเป็นเงินก่อน ถึงจะสามารถซื้ออาหารได้
แต่จะทำอย่างไรให้ชามทองคำกลายเป็นเงินได้? ทั้งลู่จือฉิงและเซี่ยมู่คิดเหมือนกันว่าคงต้องไปโรงรับจำนำ นำชามทองคำไปจำนำ น่าจะได้เงินหลายร้อยตำลึง ด้วยเงินจำนวนนี้ พวกเขาสามารถอยู่ในเมืองหลวงได้อีกหลายเดือน
พูดแล้วต้องทำให้ได้ การจะเปลี่ยนทองคำเป็นเงินไม่ใช่เรื่องยาก ทั้งสองคนก็ผ่านโรงรับจำนำมาหลายแห่งระหว่างทาง แต่ด้วยสถานะปัจจุบันของพวกเขา ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องยากแล้ว