ใต้เงาจันทราแห่งเผ่ามาร

    ตอนที่ 46 กลับมาได้ทันเวลา

    “ข้ามิกล้าพูดปลดต่อหน้าราชันจางเหว่ยหรอกเจ้าค่ะ เทพธิดาจางซินพาหมิงเยว่ลงไปเที่ยวเล่นที่แดนมนุษย์จริง ข้าพยายามห้ามแล้ว แต่นางไม่ฟัง ข้าไม่อาจห้ามพวกนางได้ จึงปล่อยนางไป เวลานี้ก็หลายวันแล้ว ข้าร้อนใจกลัวพวกนางได้รับอันตราย จึงรีบมารายงานประมุขตงหยางให้ทราบเจ้าค่ะ” จางเหว่ยนิ่งอึ้งแล้วถามด้วยความไม่เข้าใจ


    “จางซินมีนิสัยเช่นไรเหตุใดข้าจะไม่รู้ หรือว่าการที่นางพาหมิงเยว่ไปยังแดนมนุษย์ก็เพื่อหาโอกาสกลั่นแกล้งหมิงเยว่ ไม่ได้การละ ตงหยางเจ้ารีบกลับไปจัดการเรื่องนี้เถอะ” จางเหว่ยรู้สึกเป็นห่วงหมิงเยว่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ก่อนตงหยางจะทบทวนเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง แล้วใช้พลังวิญญาณกลับมายังตำหนักไท่­จู


    พบกับร่างของหมิงเยว่นั่งฝึกพลังวิญญาณอยู่ตามลำพังราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชายหนุ่มยืนมองนางเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไป แล้วเอ่ยขึ้นลอย ๆ


    “เจ้าไม่ต้องแสร้งทำขยัน ข้ารู้ความจริงหมดแล้ว” หมิงเยว่ได้ยินดังนั้นจึงค่อย ๆ ลืมตาหนึ่งข้างเพื่อมองปฏิกิริยาของเขา ทว่าท่าท่างจริงจังของอีกฝ่าย ทำให้นางยอมลืมตาสองข้างพร้อมกัน แล้วลุกขึ้นจากแท่นฝึก เดินหน้าละห้อยสำนึกผิดเข้ามาหาเขาแล้วพูดเสียงอ่อย


    “ธิดาไป่เอ๋อไปฟ้องท่านหมดแล้ว ข้าไม่มีอะไรแก้ตัวแล้วล่ะ”


    “ในเมื่อรู้ว่าผิด เหตุใดยังทำ” เขาถามพร้อมจับจ้องมองใบหน้างดงามของนาง ก่อนหมิงเยว่จะเม้มปากแน่น


    “ใจจริงข้าอยากฝึกพลังวิญญาณอยู่ที่ตำหนักไท่จู แต่ว่า...พอท่านไม่อยู่...ข้าก็...” หญิงสาวไม่ทันพูดจบ ตงหยางสังเกตเห็นบาดแผลเล็ก ๆ บริเวณหลังมือของนาง จึงใช้พลังวิญญาณดึงร่างของหมิงเยว่เข้ามา เมื่อนางถูกเขาดึงเข้ามาแนบชิดจึงเบิกตากว้าง ก่อนชายหนุ่มจะจับมือนางแล้วพูดขึ้น


    “ไปซุกซนท่าไหน จึงได้แผลกลับมา” หมิงเยว่รีบชักมือกลับ พลันอ้ำอึ้ง


    “เปล่าเจ้าค่ะ ข้าแค่เดินไปชนโต๊ะเท่านั้นเอง”


    “รู้หรือไม่ว่าการที่เจ้าสร้างปัญหาทำให้ประมุขตงหยางต้องละทิ้งหน้าที่บนเผ่าเทพลงมาด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้” เสียงของไป่เอ๋อพูดขึ้น ทำให้ตงหยางค่อย ๆ เบี่ยงตัวหันกลับมาพร้อมร่างของหมิงเยว่อยู่แนบชิดติดกาย ก่อนหมิงเยว่จะรู้สึกตัวค่อย ๆ ขยับกายออก ท่ามกลางสายตาไม่พอใจของไป่เอ๋อจับจ้องมองมาไม่วางตา


    “ข้าพยายามห้ามพวกเจ้าแล้ว แต่พวกเจ้ากลับไม่ฟัง” ยังไม่ทันที่ไป่เอ๋อพูดจบ ตงหยางก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


    “ในเมื่อพวกนางไม่ได้รับบาดเจ็บ ก็หมดหน้าที่ของเจ้าแล้ว ที่เหลือข้าจะดูนางเอง”


    “แต่ว่าท่าน...จะไม่ต่อว่านางหน่อยเหรอเจ้าคะ พวกนางทำผิด”


    “นั่นคือหน้าที่เจ้า ที่ต้องบอกข้า ว่าควรทำเช่นไรงั้นเหรอ”


    “ท่านพี่” ไป่เอ๋อนึกโกรธ ทว่าพยายามสงบอารมณ์ตัวเองไว้


    “ข้าบอกให้เจ้ากลับไป ก็จงทำตามคำสั่ง” คำพูดของเขาทำให้ไป่เอ๋อรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก ทำได้แต่กลั้นความเจ็บปวดไว้ภายในแล้วสะบัดตัวเดินจากไปด้วยความไม่พอใจ


     

    เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของตงฟางดังขึ้น ขณะที่ไป่เอ๋­อ ระ­บายความคับแค้นใจออกมาผ่านก้อนหินที่ปาใส่เขาไม่หยุดพัก

    “อีกไม่นาน เจ้าจะเป็นคนไร้ค่าในสายตาของตงห­ยาง”


    “หุบปาก” ไป่เอ๋อตะโกนสั่งพร้อมหยดน้ำตารินไหลระบายความอัดอั้นภายในใจออกมา


    “เจ้าทำทุกอย่างเพื่อตงหยาง แต่ตงหยางไม่เคยเห็นเจ้าในสายตา ไป่เอ๋อเพียงแค่เจ้าเปลี่ยนใจมาอยู่ข้างข้า เมื่อข้าได้ขึ้นเป็นใหญ่ เจ้าจะเป็นหญิงเดียวที่สามารถบงการทุกสรรพชีวิตได้ จะไม่มีผู้ใดกล้าขัดใจเจ้า ข้าให้สัญญา แต่หากเจ้ายังมัวเมา ทำดีกับตงหยางอยู่เช่นนี้ ไม่เพียงแต่เจ้าจะไม่อยู่ในสายตาเขา...เจ้ายังเป็นรองพวกนางอีก คิดดูดี ๆ” ตงฟางพยายามเกลี้ยกล่อม และเป็นครั้งแรกที่ไป่เอ๋อเริ่มลังเล เขาทอดสายตามองก้อนหินที่อยู่ในมือนางค่อย ๆ ล่วงลงพื้น ก่อนแสยะยิ้มออกมาอย่างพอใจ


    “แต่ไหนแต่ไร เจ้าไม่เคยอยู่ในสายตาเขา ยิ่งเวลานี้ดูท่าเขาจะให้ความสำคัญกับธิดาเผ่าวิหคไม่น้อยเลย”


    “นั่นเพราะนางมีดวงจิตสีเพลิง”


    “ข้อนั้นข้าไม่เถียง แต่สายตาของเขาที่มองนาง มิใช่สายตาเย็นชาเฉกเช่นที่มองเจ้า ข้าในฐานะที่เติบโตมาพร้อมเขาเหตุใดจะมองไม่ออก” ไป่เอ๋อเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย


    “ท่านพี่ตงหยางเป็นคนเย็นชามาตั้งแต่เด็ก ความมุ่งมั่นของเขาคือการดูแลสรรพชีวิตให้อยู่อย่างผาสุก หมิงเยว่ใกล้ชิดกับท่านพี่ตงหยางไม่นาน ไม่มีทางจะทำให้หัวใจอันแข็งแกร่งของเขาอ่อนลงได้” ไป่เอ๋อพูดปลอบใจตัวเอง ก่อนตงฟางจะหัวเราะแล้วพูดขึ้น


    “หากความใกล้ชิดมีผลต่อความรู้สึกจริง เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงไม่รักข้า เช่นนั้นเหตุใดตงหยางไม่รับรักเจ้า พวกเราล้วนเติบโตมาพร้อมกัน ใกล้ชิดกันมากที่สุด ไป่เอ๋อนะไป่เอ๋อ ไยต้องหลอกตัวเองเช่นนี้” หญิงสาวสะบัดหน้ามองไปยังตงฟาง


    “เจ้าอย่าพูดให้ข้าหวั่นไหวไปหน่อยเลย คนอย่างหมิงเยว่ นางไม่มีทางทำให้ท่านพี่ตงหยางหลงรักได้”


    “เช่นนั้นเรามาลองดูกัน ว่าสิ่งที่ข้าพูดจะเป็นจริงหรือไม่”


    ภายในตำหนักไท่จู สายลมอ่อนพัดโชยมาพร้อมเสียงของธารน้ำไหล ขณะที่มือของตงหยางพยายามทายาให้กับหมิงเยว่อ­ยู่นั้น สายตาอ่อนหวานของนางก็ทอดมองเขาอย่างมีความสุข


    “จะว่าไปการมีดวงจิตสีเพลิงก็ดีไม่ใช่น้อย หาไม่แล้วคงไม่มีโอกาสดี ๆ ใกล้ชิดเขา ข้าชอบที่เขาใส่ใจข้า ชอบเวลาที่เขาอ่อนโยนกับข้าเพียงนี้” นางขบคิดอย่างเงียบ ๆ พร้อมสายตาเป็นประกายจับจ้องมองชายหนุ่มไม่วางตา ก่อนตงหยางจะชะงักนิ่ง แล้วเลื่อนสายตามองนางคล้ายกำลังคิดบางอย่าง


    “มีอะไรเหรอ” นางทำตาแป๋วแล้วเอ่ยถาม ทว่าไม่ได้คำตอบจากอีกฝ่าย


    “แผลของเจ้า หากมองภายนอกดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ภายในบวมช้ำเป็นอย่างมาก ระหว่างนี้ เจ้าก็ใช้ยาของเทพโอสถแต้มไปก่อน” หมิงเยว่ค่อย ๆ รับยาจากเขาแล้วปล่อยยิ้มกว้าง


    “ยิ้มเช่นนี้ ไม่ได้รู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเองเลยงั้นเหรอ”


    “เรื่องอะไรเจ้าคะ” นางเอียงศีรษะเล็กน้อย


    “ที่แอบหนีไปยังแดนมนุษย์” เขาพูดพลางจับจ้องมายังหญิงสาวตัวเล็กด้านหน้า ก่อนนางจะยิ้มเจื่อนแล้วพูดขึ้น


    “ที่ข้าไปเพราะมีเหตุผล” เขาขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นด้วยความแปลกใจ


    “เหตุผลอะไร”


    “ข้ารู้ว่าธิดาไป่เอ๋อไม่ชอบหน้าข้าเท่าใดนัก ต่อหน้าท่านนางทำดีต่อข้าก็จริง แต่มีหลายอย่างที่ทำให้ข้ารับรู้ว่านางไม่ชอบข้า เพราะงั้นเพื่อความสบายของข้าและนางเอง ข้าจึงเลือกที่จะไปยังแดนมนุษย์เพื่อรอท่านกลับมา” หมิงเยว่ให้เหตุผลด้วยสีหน้าราบเรียบ


    “เอาล่ะ ข้าจะพยายามไม่ให้นางมาวุ่นวายกับเจ้า จะได้ฝึกพลังวิญญาณอย่างสบายใจ” เขาให้คำมั่น ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป


    “เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ” คำเหนี่ยวรั้งของหญิงสาวทำให้ร่างสูงหันกลับมาด้วยท่วงท่าสง่างาม

    คล้ายกับเรื่องใต้เงาจันทราแห่งเผ่ามาร ที่คุณอ่าน