ตอนที่31 ข่าวดี
ซูหนิงอันรับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับสมุนไพรประหลาดจากชายชราและน้องชายครู่หนึ่งพอน้องชายเปิดฝากระปุกกระเบื้องบรรจุสมุนไพรสวรรค์ออก เขาหยิบหัวใจรากแก้วต้นหนึ่งซึ่งวางอยู่ในนั้นขึ้นมาพิจารณาใกล้ชิดพลางผินหน้าถามน้องรองด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า
“นี่เหรอสมุนไพรประหลาดที่ว่า”
พี่ใหญ่แห่งตระกูลซูได้รับฟังเรื่องราวอันน่าพิศวงของน้องสาวมาจากน้องชายแล้วทั้งรู้ว่าชายชรารับสมุนไพรนี้ไว้ก่อนจัดยาให้กับชายหนุ่มมอซอตามคำขอ ยิ่งทำให้สนใจสมุนไพรประหลาดซึ่งกำลังเปล่งประกายสีเขียวอ่อนเป็นระยะมากขึ้น
ในตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าชายหนุ่มแปลกหน้ามีชื่อว่าจวนฟาน มาจากหมู่บ้านเอ้อหนิวซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองตงหยิง หมู่บ้านนี้มีขนาดเล็กซ่อนตัวอยู่ในหุบเขามีเพียงเส้นทางเดินเท้าเข้าไปหรือจะโดดร่มลงมาจากทางอากาศได้เท่านั้นฉะนั้นจึงมีผู้คนเดินทางเข้าออกจากหมู่บ้านมายังเมืองตงหยิงน้อยมาก
เด็กหนุ่มร่างใหญ่ขมวดคิ้วแปลกใจเพราะสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกอย่างบอกไม่ถูกจากสมุนไพรประหลาดในมือจึงรีบวางกลับคืนในกระปุกกระเบื้องแล้วถามย้ำกับทุกคนด้วยความอยากรู้เช่นกันว่า
“แสดงว่าพวกเราคงต้องรอให้เหยี่ยนเอ๋อร์ตื่นก่อนใช่ไหมครับถึงจะรู้ว่าสมุนไพรประหลาดนี่ชื่อว่าอะไร”
“ใช่!ดูท่าเหยี่ยนเอ๋อร์น่าจะรู้จักมันดีทีเดียว”
ชายชราพยักหน้ารับอย่างมั่นใจเขาและหลานชายคนรองเคยพูดคุยกันก่อนหน้าโดยพากันลงความเห็นเหมือนกันว่าหลานสาวอาจเป็นใครบางคนที่มีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรอย่างลึกซึ้งแล้วโชคชะตาทำให้มาเกิดใหม่ในร่างทารกแบบนี้ฉะนั้นหากต้องการล่วงรู้ความลับของทารกน้อยต่อไปจำเป็นต้องรอให้เจ้าก้อนแป้งตื่นขึ้นมาก่อนเนื่องจากไม่สามารถบังคับให้ทารกพูดเยอะได้
“งั้นผมไปทำงานต่อก่อนนะครับช่างพากันกลับบ้านหมดแล้ว ผมจะไปตรวจสอบความเรียบร้อยซะหน่อย”
ซูหนิงอันพยักหน้าเข้าใจถึงความจำเป็นในการรอคอยให้น้องสาวตื่นเขาไม่อยากทิ้งเวลาให้เปล่าประโยชน์จึงบอกถึงภารกิจซึ่งได้รับมอบหมายจากชายชราก่อนหน้าพลางหมุนตัวเดินจากไปด้วยความรู้สึกหลากหลายต่อทารกน้อย
ชายชรากวักมือเรียกหลานชายคนรองให้เดินตามมายังหน้าร้านพลางให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดยาสมุนไพรรักษาโรคปอดอักเสบสำหรับไต้ซือชรา ด้วยการใช้ข้อมูลจากการสอบถามมาจากจวนฟานทำให้ซูหนิงหลงได้เรียนรู้การรักษาโรคจากคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียวเนื่องจากขาดโอกาสตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องตามขั้นตอน
เวลานี้ทุกคนกำลังรอคอยให้ทารกน้อยตื่นขึ้นมาอีกรอบหลังจากนั้นราวครึ่งชั่วโมงซูหนิงหวงวิ่งฝ่าหิมะจากป้ายหยุดรถโดยสารซึ่งเป็นสถานที่แห่งเดียวกับจวนฟานเกือบถูกรถยนต์ชนเข้าพอดีเขารีบวิ่งกลับบ้านด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเพราะตั้งใจมาบอกข่าวดีให้ทุกคนรับรู้
เมื่อหลานชายคนที่สามแห่งตระกูลซูผลุนผลันเปิดประตูเข้าไปในร้านยาจงอี้โดยตรงเพราะทอดตาเห็นเปิดหน้าร้านอยู่จึงไม่คิดเสียเวลาวิ่งอ้อมเข้าทางประตูหลังบ้านเช่นเคยเนื่องจากคาดเดาว่าปู่และพี่ชายรองอาจอยู่ภายในร้าน
ครั้นซูหนิงหวงวิ่งเข้ามาในร้านแล้วเขาตะโกนบอกทุกคนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดีอย่างถึงขีดสุดโดยไม่ได้รับรู้บรรยากาศแปลกประหลาดภายในร้านแต่อย่างใดว่า
“ไชโย! ปู่เกอ!ทุกคน! ผมผ่านรอบบลายด์ออดิชันแล้ว ผ่านแล้ว!!!”
พี่สามแหงนหน้าพร้อมเปล่งเสียงโห่ร้องดังลั่นทั้งชูกำปั้นขึ้นเหนือศีรษะอย่างมีความสุขท่วมท้น แต่พบว่าไม่มีเสียงตอบรับจากใครสักคนจึงค่อยๆ ก้มหน้าลงอย่างเชื่องช้าเพราะกลัวว่าจะพบภาพอันน่าตื่นตะลึงหรือมีเหตุชวนหวาดเสียวพร้อมลดกำปั้นจากเหนือศีรษะลงช้า ๆ เช่นกัน
พอซูหนิงหวงกลับมายืนอยู่ในท่าปกติพลางกวาดตามองทุกคนซึ่งกำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะกลมประจำร้านโดยมีทารกน้อยนอนจ้องมองตาแป๋วมายังตนส่วนชายชราและพี่ชายทั้งสองคนต่างยืนขนาบข้างเรียงเป็นแถวหน้ากระดานและจ้องมองมายังตนเป็นจุดเดียวทุกคนต่างมีท่าทีตื่นเต้นยินดีด้วยแต่ไม่มีเสียงเปล่งแสดงความยินดีออกมาสักคำเขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัยใคร่รู้ทว่าพอจะอ้าปากถามทุกคนกลับได้ยินเสียงเล็กแหลมของเด็กผู้หญิงพูดขึ้นมาก่อนว่า
“ยิน.....ดี.....ด้วย.....พี่.....สาม”
ฉันพลันซูหนิงหวงอ้าปากค้างเบิกตากว้างตกตะลึงเขายืนนิ่งตัวแข็งทื่ออยู่นานเพราะไม่คาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์ทำให้ตกตะลึงยิ่งกว่าข่าวดีในการผ่านเข้าสู่รอบเซมิไฟนอลได้
“ผมว่าแล้วเสี่ยวหวงจะอาการหนักกว่าพวกเรา”
ซูหนิงหลงยืนอยู่คนเดียวฝั่งซ้ายมือของน้องสาวเขาเอ่ยขึ้นมาอย่างเข้าใจเพราะท่าทางของน้องชายเป็นไปตามคำทำนายของตนพลางรู้สึกดีเพราะตนสามารถฟื้นสติและทำใจยอมรับเรื่องราวเหนือจินตนาการของน้องสาวได้เร็วที่สุด
“เห็นด้วยพี่ว่าพี่หนักแล้วนะนี่ แต่เสี่ยวหวงหนักกว่าทุกคน”
ซูหนิงอันยืนอยู่ข้างกายชายชราฝั่งขวามือสุดของน้องสาวเขาพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพยากรณ์ของน้องรองพลางรู้สึกดีเพราะตนไม่ได้ตกตะลึงมากที่สุดทว่าคนมีอาการหนักที่สุดตอนนี้กลับกลายเป็นน้องสามแห่งตระกูลซูแทน
แปะ ! แปะ ! แปะ! แปะ ! แปะ!
“ยินดีด้วยเสี่ยวหวงหลานเก่งมาก ปู่ภูมิใจในตัวหลานนะ”
ชายชราซูเกอช่วยคลี่คลายบรรยากาศให้ดีขึ้นด้วยการปรบมือแล้วกล่าวแสดงความยินดีกับหลานชายคนเล็กด้วยความภูมิใจเขาเคยคาดการณ์ก่อนหน้าถึงผลงานอันโดดเด่น โดยคิดว่าจะต้องผ่านรอบบลายด์ออดิชันได้แน่พอได้ยินผลลัพธ์จากปากหลานชายจึงอดแสดงความรู้สึกยินดีอีกครั้งไม่ได้ทั้งคิดว่าหลานชายตรงหน้ามีโอกาสกลายเป็นไอดอลได้จริง
ซูหนิงหวงสะดุ้งเล็กน้อยคล้ายเพิ่งรู้สึกตัวพอได้ยินเสียงปรบมือเป็นสัญญาณปลุกตนขึ้นมาจากความฝันเขาหุบปากลงแล้วเดินตรงเข้ามาหาทุกคน โดยเฉพาะเดินตรงมาหาน้องสาวตัวน้อยที่ฉีกยิ้มโชว์เหงือกแดงให้อยู่พลางโน้มตัวลงให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับน้องสาวบนเตียงก่อนถามน้องอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่า
“เหยี่ยนเอ๋อร์นี่น้องพูดได้จริง ๆ เหรอเนี่ย”
พี่สามแห่งตระกูลซูยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมากนักเขาคิดว่าตนอาจตาฝาดหรือหูฝาดไปเองด้วยคิดว่าทุกคนจะแสดงความยินดีกับข่าวสำคัญแต่ไม่คิดว่าน้องสาวจะเปล่งเสียงพูดออกมาได้จริงเพราะเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับทารกอายุยังไม่ถึงหนึ่งเดือน
ซูเทียนเหยี่ยนกลอกตามองบนให้พี่สามเห็นโดยตรงเพราะไม่มีความจำเป็นต้องสงวนท่าทีอีกนางขี้เกียจเกินกว่าจะพูดข้อความเดิม แต่สามารถพิสูจน์ให้พี่สามได้ยินด้วยการผินหน้าไปทางซ้ายมือแล้วบอกพี่รองผู้รู้ใจในเรื่องสำคัญแทนว่า
“พี่.....รอง.....ปวด.....ฉี่”
เทพตัวน้อยต้องการออกไปปลดทุกข์เพราะดื่มนมเข้าไปเยอะแล้วมีนมส่วนเกินจำเป็นต้องขับออกจากร่างกายนางต้องการให้พี่ชายผู้รู้ใจเป็นคนดูแลเพราะเขาคาดเดาความต้องการได้แม่นยำที่สุดซึ่งช่วยให้ไม่ต้องฝืนใช้พลังพูดออกมาสื่อสารแทน
ซูหนิงหวงผงะถอยกรูดตาโตตกตะลึงอีกครั้งเขาได้แต่ชี้นิ้วตรงเข้าใส่น้องสาวตัวน้อย พลางอ้าปากพยายามเปล่งเสียงพูดแสดงความรู้สึกตื่นตกใจออกมาทว่ามีเพียงเสียงตะกุกตะกักฟังไม่ได้ศัพท์ว่า
“นะ.....นั่น.....นั่น......เหยี่ยนเอ๋อร์.....เหยี่ยนเอ๋อร์.....น้อง.....น้องพูดได้.....จริงเหรอเนี่ย?!”
ซูหนิงหลงอุ้มพาน้องสาวไปทำธุระส่วนตัวข้างนอกโดยปล่อยให้ทุกคนช่วยกันปลอบใจน้องสามเองเขาสัมผัสได้ว่าน้องสาวบิดตัวแรงคล้ายไม่สามารถอดกลั้นปัสสาวะได้ จึงต้องรีบพาน้องออกไปทำธุระส่วนตัวข้างนอกเพราะรู้ดีว่าน้องชื่นชอบการทำธุระส่วนตัวในสวนกลางบ้านเนื่องจากสามารถชื่นชมบรรยากาศสวยงามของดอกไม้กำลังบานสะพรั่งไปด้วย
ซูหนิงอันเดินเข้ามาตบบ่าพลางโอบไหล่เข้าใจถึงความรู้สึกตกตะลึงและสับสนของน้องสามเขาเคยตกตะลึงและประหลาดใจในตัวน้องสาวผู้เก่งกาจเหนือมนุษย์มาแล้วจึงเข้าใจความรู้สึกดังกล่าวของน้องชายอีกคนเป็นอย่างดี
อนึ่งทุกคนเพิ่งมารวมตัวกันเพราะรู้ว่าน้องสาวตัวน้อยตื่นนอนได้ยังไม่ถึงอึดใจแต่ละคนต่างอยากรู้ข้อมูลสำคัญจากเจ้าก้อนแป้งแต่ทุกคนไม่คาดคิดว่าซูหนิงหวงจะกลับบ้านพอดี จึงเป็นช่วงเวลาเหมาะเจาะให้เกิดเหตุการณ์อันแปลกประหลาดขึ้น
ชายชราปล่อยให้หลานชายปลอบใจกันเองเขาเดินไปทรุดนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งฝั่งใกล้ป้านน้ำชาพลางเทน้ำชาใส่จอกแล้วยกขึ้นจิบช้า ๆอย่างใช้ความคิดเนื่องจากเพิ่งรับรู้มาจากหลานสาวไม่นานนักเกี่ยวกับสมุนไพรประหลาดซึ่งตอนนี้เขารู้แล้วว่าสมุนไพรลักษณะคล้ายผักกระสังนั้น มีชื่อเรียกว่า “หัวใจรากแก้ว”เป็นสมุนไพรสามารถปรุงเป็นยาเพิ่มพลังปราณสำหรับใช้ในกลุ่มคนบำเพ็ญตบะตามหนทางแห่งการเป็นเซียน
ผู้นำตระกูลซูไม่สนใจหลานชายอีกสองคนที่พากันทรุดนั่งและพูดคุยกันฝั่งตรงข้ามเขาเคาะนิ้วบนโต๊ะใช้ความคิดด้วยความหนักใจเนื่องจากตระหนักได้ถึงปัญหาหลายอย่างอาจเข้ามาจู่โจมแล้วสร้างปัญหาอย่างไม่ทันตั้งตัวพลางพึมพำวางแผนป้องกันปัญหาเป็นระยะว่า
“เหยี่ยนเอ๋อร์บอกว่ามันเป็นสมุนไพรสวรรค์”
“มันสามารถปรุงเป็นยาเพิ่มพลังปราณได้”
“ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริงแสดงว่าเรื่องกล่าวขานมันช่างน่าอัศจรรย์ ชาตินี้ฉันคงตายตาหลับแน่ เพราะมีโอกาสได้เห็นสมุนไพรสวรรค์ด้วยตาตัวเองมันช่างน่าเหลือเชื่อจริง ๆ”
“ในเมื่อสมุนไพรตัวนี้มันสำคัญมากแสดงว่าจะต้องมีคนอยากได้มันแน่ แล้วพวกเขาก็ต้องเก่งกาจด้วย ฉันจะปกป้องหลาน ๆได้ยังไง ถ้าพวกเขาบังเอิญรู้ข่าวเรื่องหัวใจรากแก้วล่ะ”
“ไม่ได้การละ!ฉันต้องรีบจัดการเรื่องนี้ให้เงียบเชียบที่สุด!”
ปัง !
ชายชราซูเกอตบโต๊ะอย่างแรงเมื่อตัดสินใจจัดการปัญหาดังกล่าวโดยเร็วเขาจำเป็นต้องรีบดำเนินการเพราะไม่อยากให้ปัญหาใหญ่ลุกลามมาถึงตระกูลซูด้วยเคยรับรู้ข้อมูลลับจากบรรพบุรุษมาบ้างเกี่ยวกับกลุ่มคนฝึกฝนตามแนวทางบำเพ็ญตบะเพื่อเป็นเซียนฉะนั้นจึงรู้ดีว่ากลุ่มคนเหล่านั้นเป็นเหมือนผู้มีอิทธิฤทธิ์เหนือมนุษย์ซึ่งไม่สามารถต่อกรได้แน่นอน
ผู้นำตระกูลซูจำเป็นต้องจัดการจวนฟานให้เร็วที่สุดเพื่อตัดปัญหาไม่ให้มาถึงทุกคนได้เนื่องจากเขานัดหมายชายหนุ่มอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นซึ่งอาจทำให้ชักนำศัตรูเข้าบ้านไม่รู้ตัวฉะนั้นจึงต้องสื่อสารกับจวนฟานในเรื่องมูลค่าของสมุนไพรสวรรค์ผ่านช่องทางซึ่งชายหนุ่มทิ้งไว้ให้ในทันที
“เอาแบบนี้แล้วกันจ่ายให้ไปก่อนตามสมควร ส่วนอาการของไต้ซือชรา แล้วค่อยว่ากันใหม่อีกที”
ชายชราซูเกอพยักหน้าพอใจแผนการจบปัญหาเบื้องต้นเขาผุดลุกขึ้นเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานซึ่งอยู่อีกฟากกับโต๊ะรับรองแขกโดยละความสนใจหลานชายทั้งสองคนไปก่อนเนื่องจากมีเรื่องเร่งด่วนอันเกี่ยวเนื่องถึงความปลอดภัยในชีวิตแต่ละคนเป็นเดิมพันซึ่งต้องรีบจัดการให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุด
ขณะชายชราตบโต๊ะดังลั่นพี่ใหญ่กับน้องสามเพิ่งพูดคุยกันเรื่องน้องสาวเสร็จพอดีทั้งคู่สะดุ้งตกใจโดยไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาแต่พากันวิ่งหลบไปหลังร้านตามหาพี่รองกับน้องสาวแทนด้วยเข้าใจผิดคิดว่าชายชราอาจกำลังโมโหเรื่องราวบางอย่างซึ่งไม่กล้าสอบถามตอนนี้
เวลานี้สามพี่น้องร่วมสาบานต่างเข้ามารวมตัวกันอยู่ในห้องพักของพี่ใหญ่เนื่องจากเป็นห้องถูกปรับปรุงใหม่เสร็จเรียบร้อยเพียงห้องเดียวขณะห้องอื่นกำลังปรับปรุงขั้นตอนสุดท้ายในการตกแต่งภายในอยู่
บรรดาพี่ชายทั้งสามคนนั่งล้อมวงโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสโดยมีน้องสาวนอนอยู่บนโต๊ะด้วยผ้าห่อตัวผืนใหม่สีฟ้าสดใสแต่บางเบาเหมือนเดิมซูหนิงหลงและพี่น้องทุกคนทำใจยอมรับความเก่งกาจของทารกได้แล้ว เขาสอบถามเจ้าก้อนแป้งในเรื่องสำคัญที่สุดซึ่งรอเวลานี้มานานพอสบโอกาสน้องสามารถพูดได้จึงถามด้วยความอยากรู้ทันทีว่า
“เหยี่ยนเอ๋อร์พี่เดาว่าน้องอาจเป็นใครสักคนมาเกิดใหม่ช่วยบอกพวกพี่ได้ไหมว่าเป็นใครและมาจากไหน”