สายลมยามเช้าของหมู่บ้านไผ่เขียวพัดโชยเอื่อย นำพากลิ่นดินชื้นและไอหมอกจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือทิวป่าไผ่ที่ขึ้นหนาแน่นจนเป็ที่มาของชื่อหมู่บ้าน เสียงไก่ขันประปรายดังแว่วมาแต่ไกล เป็สัญญาณแห่งการเริ่มต้นวันใหม่อันแสนสงบสุขเช่นทุกวัน
หมู่บ้านไผ่เขียวตั้งอยู่ในหุบเขาลึกท่ามกลางูเาสูงใหญ่ ล้อมรอบด้วยป่าไผ่เขียวขจีที่แกว่งไกวตามสายลม ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ปลูกผัก และเลี้ยงสัตว์ เป็ชุมชนเล็กๆ ที่ผู้คนรู้จักกันหมด มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดราวกับญาติพี่น้อง แม้จะมีการแตกแยกบ้างตามฐานะทางสังคม แต่โดยรวมแล้วยังคงความสงบสุข
ในยามเช้าตรู่ที่ฟ้ายังไม่สาง เสียงฟาดของไม้กับไม้ดังขึ้นจากลานดินกว้างท้ายหมู่บ้าน เป็เสียงที่ชาวบ้านคุ้นเคยกันดีแล้ว เพราะเป็เสียงของอาเฟยที่กำลังฝึกดาบตามปกติ
อาเฟยยืนอยู่กลางลานดิน ร่างกายสูงโปร่งของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อแรง แม้อากาศยามเช้าจะยังเย็นสบาย ในมือของเขาถือดาบไม้เล่มเก่าที่ทำจากไม้เหล็กแท้ ผิวไม้ขรุขระเต็มไปด้วยรอยบิ่นและรอยขีดข่วน บ่งบอกถึงการใช้งานมายาวนาน แต่ก็ยังคงความแข็งแกร่งและน้ำหนักที่เหมาะสมไว้ได้
เขาเหวี่ยงดาบออกไปข้างหน้าด้วยท่าทางที่คล่องแคล่ว แต่ยังขาดความแม่นยำ ดาบฟาดผ่านอากาศส่งเสียงหวือ แล้วเขาก็หมุนตัวต่อด้วยท่าต่อไป เป็ชุดท่าที่เขาฝึกมาแล้วนับพันครั้ง แต่ยังคงรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างไป
"ท่าฟ้าผ่าดิน... ท่าลมพัดใบไผ่... ท่าน้ำไหลเวียน..." เขาพึมพำชื่อท่าต่างๆ ตามที่จำได้จากคำสอนของพ่อ แต่ยิ่งฝึกก็ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นเป็เพียงเปลือกนอก ขาดซึ่งแก่นแท้ที่แท้จริง
อาเฟยเป็ที่รู้จักกันทั่วทั้งหมู่บ้านในฐานะชายหนุ่มผู้ซื่อตรง จิตใจดี และขยันหมั่นเพียรที่สุดคนหนึ่ง เขามีรูปร่างสูงโปร่ง แม้จะไม่กำยำล่ำสันแต่ก็สมส่วนจากการทำงานหนักและฝึกยุทธ์ทุกเมื่อเชื่อวัน ใบหน้าของเขาไม่ได้หล่อเหลาโดดเด่น แต่ก็หมดจดเกลี้ยงเกลา ดวงตาเรียวคมฉายแววซื่อสัตย์และมุ่งมั่นอยู่เสมอ
แต่เื้ัความมุ่งมั่นนั้น คือเื่ราวอันเศร้าสร้อยที่หล่อหลอมเขาให้เป็คนที่เป็อยู่ในวันนี้
อาเฟยเกิดในครอบครัวของตระกูลซ่ง ตระกูลนักสู้ที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังในอดีต พ่อของเขาคือ ซ่งเจียนหาว นักสู้ผู้กล้าหาญที่เคยรับใช้ในกองทัพของเมืองหลวง มีชื่อเสียงในการใช้ดาบและความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่
เมื่อสิบห้าปีก่อน าใหญ่ระหว่างอาณาจักรได้ปะทุขึ้น พ่อของอาเฟยได้รับการเรียกตัวให้กลับไปรับใช้ในสนามรบ แม้จะไม่เต็มใจที่จะทิ้งครอบครัวไว้ แต่ด้วยความจงรักภักดีและหน้าที่ เขาจึงจำใจต้องออกเดินทาง
"เฟยลูก พ่อจะกลับมาเร็วๆ นี้" นั่นคือคำสุดท้ายที่พ่อพูดกับเขาก่อนจากไป ขณะนั้นอาเฟยยังเป็เพียงเด็กชายวัยเจ็ดขวบ ไม่เข้าใจความหมายของการจากลาครั้งนั้น
แม่ของเขา หลิวเหม่ย เป็หญิงสาวที่อ่อนโยนและเข้มแข็งในเวลาเดียวกัน นางพยายามดูแลบ้านและเลี้ยงดูอาเฟยด้วยตัวคนเดียว รอคอยข่าวคราวจากสามีด้วยความหวังและความกังวลที่ผสมปนเปกัน
เดือนผ่านไปเป็ปี ข่าวคราวจากสนามรบก็มาถึงหมู่บ้านเป็ระลอกๆ บ้างก็เป็ข่าวชัยชนะ บ้างก็เป็ข่าวความพ่ายแพ้ แต่ไม่มีข่าวใดเกี่ยวกับซ่งเจียนหาวเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง...
ทหารผู้ส่งสารมาถึงหมู่บ้าน นำมาซึ่งข่าวที่แม่ของอาเฟยไม่อยากจะได้ยิน ซ่งเจียนหาวเสียชีวิตในการรบครั้งใหญ่ที่เขาหลงฟ้า เขาต่อสู้อย่างกล้าหาญจนถึงลมหายใจสุดท้าย และได้รับการยกย่องว่าเป็วีรบุรุษ
ข่าวนี้ทำลายจิตใจของหลิวเหม่ยอย่างสิ้นเชิง นางที่เคยเข้มแข็งกลับกลายเป็เปราะบางราวกับใบไผ่ที่โดนลมแรงพัด นางป่วยลงทุกวัน ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมพูดคุยกับใคร เพียงแต่นั่งจ้องมองไปยังทิศทางที่สามีออกเดินทางไป
อาเฟยที่ยังเป็เด็กพยายามดูแลแม่ด้วยความสามารถที่มีอยู่ เขาทำอาหาร ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน และคอยปลอบใจแม่ แต่ก็ไม่อาจรักษาหัวใจที่แตกสลายของนางได้
สามเดือนหลังจากได้รับข่าวการตายของสามี หลิวเหม่ยก็ตามสามีไป นางเสียชีวิตด้วยความเศร้าโศกและความคิดถึง ทิ้งให้อาเฟยที่อายุเพียงแปดขวบต้องเผชิญกับโลกกว้างด้วยตัวคนเดียว
ก่อนที่แม่จะเสียชีวิต นางได้เรียกอาเฟยมาหา ด้วยเสียงที่แ่เบาราวกับใบไผ่ที่กำลังจะร่วง นางกล่าวว่า "เฟยลูก... แม่จะไปหาพ่อแล้ว... เ้าต้องเข้มแข็งนะ... อย่าลืมว่าเ้าเป็ลูกหลานของตระกูลซ่ง... เคล็ดวิชาดาบของตระกูลอยู่ในหีบไม้ใต้เตียง... เ้าต้องฝึกฝนให้เก่ง... เพื่อฟื้นฟูเกียรติยศของตระกูล..."
นั่นคือคำสุดท้ายของแม่ และก็เป็ภาระที่หนักหน่วงที่สุดที่เด็กชายคนหนึ่งจะต้องแบกรับ
หลังจากพิธีฝังศพแม่เสร็จสิ้น อาเฟยได้เปิดหีบไม้ใต้เตียงตามที่แม่บอก ข้างในมีดาบไม้เล่มเก่าที่ทำจากไม้เหล็กแท้ และหนังสือเล่มบางๆ ที่เขียนด้วยลายมือของพ่อ
หนังสือเล่มนั้นบันทึกเคล็ดวิชาดาบตระกูลซ่งไว้ แต่ด้วยการสืบทอดที่ขาดตอนและการสูญหายของเวลา เคล็ดวิชาที่เหลืออยู่จึงไม่สมบูรณ์ มีเพียงท่าพื้นฐานและหลักการทั่วไป ส่วนเทคนิคขั้นสูงและความลับของตระกูลนั้นสูญหายไปแล้ว
แต่สำหรับอาเฟยแล้ว นี่คือสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิต เป็สิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเขากับพ่อแม่และบรรพบุรุษ เขาจึงตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก ตื่นก่อนไก่ขันทุกวันเพื่อฝึกดาบ
## 1.1: เงาแห่งอดีตและความฝันที่ไม่มีวันตาย (ต่อ)
ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา อาเฟยใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวในกระท่อมเล็กๆ ที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ เขาต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองั้แ่อายุยังน้อย ั้แ่การทำอาหาร การซักผ้า ไปจนถึงการหาเลี้ยงชีพ
ใน่แรกๆ ชาวบ้านต่างเห็นใจและช่วยเหลือเขาบ้าง บางคนนำอาหารมาให้ บางคนให้งานเล็กๆ น้อยๆ ทำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเห็นใจก็ค่อยๆ จางหายไป ผู้คนก็กลับไปใส่ใจชีวิตของตัวเองมากกว่า
อาเฟยไม่เคยโทษใครเลย เขาเข้าใจดีว่าแต่ละคนต่างก็มีปัญหาของตัวเอง เขาจึงพยายามพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด รับงานจ้างเหมาั้แ่หาบเร่ ขุดดิน ตัดไผ่ ไปจนถึงช่วยเหลืองานเกษตรของชาวบ้าน ทุกสตางค์ที่ได้มาล้วนมาจากเหงื่อแรงของเขาเอง
แต่สิ่งที่เขาไม่เคยละทิ้งเลย คือการฝึกฝนเคล็ดวิชาดาบตระกูลซ่ง ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน หิวโหยแค่ไหน เขาก็ยังตื่นก่อนไก่ขันทุกวันเพื่อฝึกดาบ เขาเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่ง ความขยันของเขาจะสามารถชดเชยพร์ที่ขาดหายไปได้
เขาจำได้ดีถึงคำสอนของพ่อที่เคยกล่าวไว้ "เฟยลูก ตระกูลซ่งของเราเคยเป็ตระกูลนักสู้ที่มีชื่อเสียง บรรพบุรุษของเราเคยเป็ถึงทหารองครักษ์ในเมืองหลวง มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพ เคล็ดวิชาดาบของเราสามารถฟันฟ้าผ่าดินได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตระกูลก็เสื่อมถอยลง สมาชิกตระกูลต่างก็ตายไปหรือกระจัดกระจายไป เหลือเพียงเราที่ยังคงเก็บรักษาเคล็ดวิชานี้ไว้"
พ่อเคยบอกเขาด้วยว่า "แม้เคล็ดวิชาจะไม่สมบูรณ์แล้ว แต่ถ้าเ้าฝึกฝนอย่างหนัก เ้าก็อาจจะสามารถฟื้นฟูเกียรติยศของตระกูลได้ อย่าลืมว่าเ้าเป็ลูกหลานของตระกูลซ่ง เืของนักสู้ไหลเวียนอยู่ในตัวเ้า"
คำพูดเหล่านี้ฝังลึกอยู่ในหัวใจของอาเฟย กลายเป็แรงผลักดันที่ทำให้เขาไม่เคยย่อท้อ แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมาย แม้จะถูกคนอื่นมองว่าเป็เพียงเด็กกำพร้าที่ไม่มีอนาคต
ในขณะที่อาเฟยกำลังฝึกดาบอยู่ เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากทางเดินเข้าหมู่บ้าน เขาหันไปมองและเห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินมาทางลานฝึก นางถือตะกร้าเล็กๆ ในมือ และมีรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า
นางคือ เสี่ยวเหลียน ดวงใจของอาเฟย และเป็หญิงสาวที่งดงามที่สุดในหมู่บ้านไผ่เขียว
เสี่ยวเหลียนมีใบหน้างดงามหมดจดราวกับภาพวาด ผิวพรรณขาวนวลละเอียดราวกับหยกชั้นดี ดวงตากลมโตฉายแววฉลาดเฉลียวและอ่อนโยน ริมฝีปากอิ่มแดงระเรื่อที่มักจะเม้มเป็รอยยิ้มบางๆ ผมยาวสีดำขลับถูกเกล้าไว้เรียบร้อย มีดอกไผ่เล็กๆ ปักประดับอยู่ข้างหู
แต่สิ่งที่ทำให้เสี่ยวเหลียนโดดเด่นไม่ใช่เพียงความงามเท่านั้น หากแต่เป็ความฉลาดเฉลียวและจิตใจที่ดีงามของนาง นางเป็ลูกสาวของหมอหลิวที่ย้ายมาจากเมืองใหญ่เมื่อห้าปีก่อน
หมอหลิวเป็หมอที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง เคยรักษาคนไข้ให้กับขุนนางและผู้มีอิทธิพลมากมาย แต่เมื่ออายุมากขึ้น เขาเบื่อหน่ายกับความวุ่นวายและการแข่งขันในเมืองใหญ่ จึงตัดสินใจย้ายมาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขในหมู่บ้านไผ่เขียว
เสี่ยวเหลียนเดินทางติดตามพ่อไปรักษาคนไข้มาั้แ่เด็ก ทำให้นางได้พบเจอผู้คนมากมายหลากหลายชนชั้น ั้แ่ขุนนางผู้สูงศักดิ์ไปจนถึงชาวบ้านธรรมดา นางได้เรียนรู้ที่จะฟัง สังเกต และเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์จากคำสอนของพ่อ
"เหลียนลูก การเป็หมอไม่ใช่เพียงแค่รู้จักยาและการรักษาเท่านั้น" พ่อของนางเคยสอนไว้ "เราต้องรู้จักอ่านใจคน เข้าใจความ้าและความกลัวของพวกเขา บางครั้งคำพูดที่ดีก็รักษาใจได้ดีกว่ายาที่แพงที่สุด"
คำสอนนี้ทำให้เสี่ยวเหลียนเติบโตขึ้นมาเป็หญิงสาวที่ฉลาดเฉลียว รู้จักอ่านอารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น นางสามารถเข้าใจคนได้ลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป และรู้จักใช้คำพูดและท่าทีที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์
นอกจากนี้ นางยังได้รับการศึกษาที่ดี รู้หนังสือ เขียนได้ และมีความรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณจากพ่อ ทำให้นางเป็หญิงสาวที่มีความรู้ความสามารถสูงกว่าหญิงสาวทั่วไปในหมู่บ้าน
"เฟยพี่ ฝึกดาบั้แ่เช้าตรู่อีกแล้วหรือ?" เสี่ยวเหลียนเดินเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน "ข้านำข้าวต้มมาให้ ทำจากข้าวใหม่ที่เพิ่งสีเสร็จ"
อาเฟยหยุดการฝึกฝน เช็ดเหงื่อด้วยแขนเสื้อ แล้วหันมายิ้มให้นาง "ขอบใจมากเลยเสี่ยวเหลียน เ้าใจดีเสมอ"
เขาเดินไปนั่งลงบนก้อนหินใหญ่ข้างลาน เสี่ยวเหลียนก็นั่งลงข้างๆ เขา แล้วเปิดตะกร้าออก ข้างในมีชามข้าวต้มที่ยังร้อนอยู่ และผักดองเล็กน้อย
"ทานเสียหน่อยเถอะ เดี๋ยวจะเย็นเสียแล้ว" นางยื่นชามให้เขาด้วยความเอาใจใส่
อาเฟยรับชามมาถือไว้ ความอบอุ่นจากชามข้าวต้มแผ่ซ่านไปทั่วฝ่ามือ ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจ "เสี่ยวเหลียน... เ้าไม่ต้องมาดูแลข้าหรอกนะ ข้าทำเองได้"
"ข้ารู้ว่าเ้าทำเองได้" เสี่ยวเหลียนตอบพร้อมกับยิ้มบางๆ "แต่ข้าอยากทำให้ ไม่ได้หรือ?"
อาเฟยมองใบหน้าของนางที่ส่องแสงในยามเช้า ใจเขาเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย "ได้สิ... ข้าดีใจมาก"
ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันในความเงียบที่สบายใจ อาเฟยทานข้าวต้มอย่างช้าๆ ส่วนเสี่ยวเหลียนก็มองดูเขาด้วยสายตาอ่อนโยน บรรยากาศยามเช้าที่เงียบสงบทำให้่เวลานี้ดูพิเศษยิ่งขึ้น
"เฟยพี่" เสี่ยวเหลียนเอ่ยขึ้นหลังจากที่เขาทานเสร็จแล้ว "ข้าได้ยินมาว่า เ้ากำลังคิดจะสมัครเข้าสำนักยุทธ์ในเมืองใหญ่ จริงหรือ?"
อาเฟยพยักหน้าช้าๆ "ใช่... ข้าอยากจะเรียนรู้เคล็ดวิชาขั้นสูง เพื่อฟื้นฟูเกียรติยศของตระกูล"
"แต่การคัดเลือกเข้าสำนักยุทธ์นั้นยากมาก" เสี่ยวเหลียนพูดด้วยความเป็ห่วง "พ่อข้าเคยเล่าให้ฟังว่า พวกเขารับเฉพาะคนที่มีพร์พิเศษเท่านั้น"
อาเฟยเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็พูดขึ้นด้วยเสียงมั่นคง "ข้ารู้ว่ามันยาก แต่ข้าจะพยายามให้ถึงที่สุด ถ้าข้าไม่ลอง ข้าจะไม่รู้เลยว่าตัวเองทำได้หรือไม่"
เสี่ยวเหลียนมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความเป็ห่วง นางรู้ดีว่าอาเฟยเป็คนที่มีความมุ่งมั่นสูง แต่นางก็รู้เช่นกันว่าโลกภายนอกนั้นโหดร้ายกว่าที่เขาคิด
"ถ้าเ้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะสนับสนุนเ้า" นางพูดในที่สุด "แต่สัญญากับข้าได้หรือไม่ว่า เ้าจะระวังตัวให้ดี"
"ข้าสัญญา" อาเฟยตอบทันที แล้วเขาก็เอื้อมมือไปจับมือของนางเบาๆ "เสี่ยวเหลียน... ขอบใจที่เ้าเชื่อในตัวข้า"
ความสัมพันธ์ระหว่างเสี่ยวเหลียนกับอาเฟยเริ่มต้นขึ้นเมื่อสามปีก่อน ตอนที่นางเกือบจะจมน้ำในลำธารใกล้หมู่บ้าน วันนั้นนางไปเก็บสมุนไพรตามคำสั่งของพ่อ แต่เผลอเหยียบลื่นตกลงไปในน้ำ กระแสน้ำแรงพัดนางไปไกล นางะโขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครได้ยิน
อาเฟยที่กำลังฝึกดาบอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเสียงะโ เขาทิ้งดาบแล้วะโลงไปในน้ำทันที แม้จะรู้ว่าตัวเองว่ายน้ำไม่เก่ง แต่เขาก็ไม่ลังเลที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือคนอื่น
เขาต่อสู้กับกระแสน้ำอย่างหนัก จนในที่สุดก็สามารถจับตัวเสี่ยวเหลียนได้ แล้วพาทั้งคู่ขึ้นมาบนฝั่งอย่างปลอดภัย ทั้งสองต่างก็หอบหายใจหนัก เปียกโชกไปด้วยน้ำ
"เ้าไม่เป็ไรใช่หรือ?" อาเฟยถามด้วยความเป็ห่วง ทั้งที่ตัวเองก็เหนื่อยอ่อนมาก
เสี่ยวเหลียนมองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง "ขอบใจ... ขอบใจมากที่ช่วยข้าไว้"
ั้แ่วันนั้นมา ทั้งสองก็ใกล้ชิดกันมากขึ้น เสี่ยวเหลียนมักจะมาหาอาเฟยบ่อยๆ บางครั้งก็นำอาหารมาให้ บางครั้งก็มาคุยเล่น บางครั้งก็มาดูเขาฝึกดาบ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองค่อยๆ พัฒนาจากมิตรภาพไปสู่ความรัก
แต่ความรักของพวกเขาก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะความแตกต่างของฐานะทางสังคม เสี่ยวเหลียนเป็ลูกสาวของหมอที่มีชื่อเสียง ส่วนอาเฟยเป็เพียงเด็กกำพร้าที่ไม่มีอะไรมาก นอกจากนี้ยังมีชายหนุ่มหลายคนที่อยากได้เสี่ยวเหลียนเป็ภรรยา รวมถึงอาสามด้วย
อาสามเป็ลูกชายของพ่อค้าร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน ตัวสูงใหญ่ล่ำสัน กล้ามเนื้อนูนโปนจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ แต่ด้วยนิสัยเอาแต่ใจและชอบรังแกคนอื่น จึงเป็ที่เกลียดชังของชาวบ้านหลายคน ทว่าด้วยฐานะของครอบครัวและพละกำลังที่เหนือกว่า ไม่มีใครกล้าต่อต้านมันได้
อาสามแอบชอบเสี่ยวเหลียนมานาน และไม่พอใจที่นางใกล้ชิดกับอาเฟย มันมักจะหาโอกาสมาแกล้งและยั่วยุอาเฟยอยู่เสมอ แต่อาเฟยก็พยายามเมินเฉยเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา
"เฟยพี่ ข้าต้องกลับแล้วนะ พ่อคงรอข้าอยู่" เสี่ยวเหลียนลุกขึ้นยืน "เ้าอย่าฝึกหนักเกินไปล่ะ ต้องพักบ้าง"
"ข้ารู้แล้ว ขอบใจที่เป็ห่วง" อาเฟยยิ้มให้นาง "ระวังตัวด้วยนะ"
เสี่ยวเหลียนพยักหน้า แล้วเดินจากไป อาเฟยมองตามแผ่นหลังของนางจนลับสายตา ใจเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความมุ่งมั่นที่จะทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่จะได้ปกป้องหญิงสาวคนนี้ได้
เขาหยิบดาบไม้ขึ้นมาอีกครั้ง เตรียมจะฝึกต่อ แต่แล้วเสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"ฮ่าๆๆ! ดูซิ ไอ้ขี้แพ้ยังคิดจะเป็วีรบุรุษปกป้องสาวงามอีก!"
อาเฟยหันไปมองและเห็นอาสามกำลังเดินเข้ามา พร้อมกับเพื่อนๆ อีกสองสามคน ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม
"อาสาม..." อาเฟยพูดเสียงเบา "วันนี้ข้าไม่อยากมีเื่กับเ้า"
"ไม่อยากมีเื่รึ? แต่ข้าอยากมีเื่กับเ้านะ!" อาสามหัวเราะก้อง "ข้าได้ยินมาว่าเ้าคิดจะสมัครเข้าสำนักยุทธ์ ฮ่าๆๆ! ด้วยฝีมือขี้แพ้แบบนี้ เ้าคิดว่าจะผ่านการคัดเลือกได้รึ?"
อาเฟยกำหมัดแน่น แต่ก็พยายามอดทน "นั่นเป็เื่ของข้า ไม่เกี่ยวกับเ้า"
"ไม่เกี่ยวกับข้ารึ?" อาสามเดินเข้ามาใกล้ขึ้น "แต่เสี่ยวเหลียนเกี่ยวกับข้านะ! หญิงสาวงดงามอย่างนั้น สมควรได้ผู้ชายที่แข็งแกร่งกว่านี้มากนะ!"
คำพูดนี้ทำให้อาเฟยโกรธขึ้นมาทันที "อย่ามาพูดถึงเสี่ยวเหลียน!"
"โอ้! โกรธแล้วรึ?" อาสามยิ้มเ้าเล่ห์ "งั้นมาสู้กับข้าสิ! ถ้าเ้าชนะได้ ข้าจะไม่พูดถึงเสี่ยวเหลียนอีก แต่ถ้าเ้าแพ้... เ้าต้องสัญญาว่าจะไม่ไปใกล้นางอีก!"
อาเฟยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คู่แข่งของอาสาม แต่เมื่อได้ยินคำพูดที่ดูิ่เสี่ยวเหลียนและเคล็ดวิชาตระกูล เขาก็ทนไม่ไหว
"ได้!" เขาตอบด้วยเสียงมั่นคง "แต่ถ้าข้าชนะ เ้าต้องหยุดรังแกคนอื่นในหมู่บ้าน!"
"ตกลง!" อาสามหัวเราะดัง แล้วหยิบไม้พลองขนาดใหญ่ออกมา "มาเถอะ! ข้าจะให้เ้าเห็นว่าความแตกต่างระหว่างคนมีพร์กับคนไม่มีพร์มันมากแค่ไหน!"
การต่อสู้ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของอาเฟยไปตลอดกาลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น...