ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่50 ทดสอบพลัง

            สองชั่วยามถัดมาทั้งสามคนปรับลมปราณได้อย่างสมบูรณ์ลืมตาขึ้นมาก็ไม่พบหนิงเฟยหลงทุกคนต่างกระวนกระวายใจครั้นจะเสาะหาติดตามไปก็เกรงว่าจะพลัดหลงกันจึงไม่ได้ทำการเสาะหายังคงนั่งรออยู่ที่เดิมไม่ได้ไปไหนมีเพียงหนิงอันอันที่ทำการสำรวจโดยรอบ เพื่อหาร่องรอยของพี่ชาย

     

              รอจนกระทั่งรู้สึกถึงอากาศที่หนาวเย็นลมพัดผ่านอากาศเข้ามาจากทางปากถ้ำ

     

              “นี่ก็น่าจะใกล้ค่ำแล้วแต่พี่หนิงเฟยหลงก็ยังไม่กลับมา พวกเราจะทำอย่างไรดี?” จูเหยียนกล่าวขึ้น พร้อมกับสีหน้าที่อึมครึม

     

              แต่ในจังหวะนั้นเองที่ทั้งสามไม่ทันตั้งตัวก็มีลำแสงสีขาวพุ่งผ่านเข้ามา ทั้งสามยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกโจมตีเสียแล้วและที่สำคัญคือ การโจมตีในครั้งนี้มาจาก พลังจิต!

     

              พลังนี้ไม่ได้รุนแรงมากแต่ก็พอให้เกิดสติเลือนรางได้อย่างน้อยในตอนนี้พวกมันก็ขยับกายลำบากแล้ว เมื่อสูญเสียการควบคุมจังหวะที่เหมาะสมย่อมต้องพ่ายแพ้และพบกับจุดจบ

     

              การโจมตีไม่ได้หยุดลงเพียงเท่านี้ยังมีพลังปราณกระบี่ วาดโค้งคล้ายครึ่งเสี้ยวเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วเข้ามาเพียงสามอึดใจก็ได้มาถึงหน้าของพวกมัน ทั้งสามคนต่างตกใจ เกิดอาการหวาดกลัวแม้มันจะพยายามสร้างคลื่นพลังรีดเค้นพลังออกมาสุดความสามารถ แต่กลับรู้สึกว่าการโคจรพลังทำได้ยากยิ่ง

     

              ในจังหวะสุดท้ายก่อนที่จะถึงตัวทั้งสามได้เตรียมใจที่จะถูกสังหารไว้แล้วจึงพากันหลับตาลง ทว่าผ่านไป หนึ่ง...สอง.....สาม...สี่....ห้า ห้าลมหายใจก็แล้วมันก็ยังไม่อาจรับรู้ได้ถึงพลังจากปราณกระบี่นั่นแม้แต่น้อย จึงค่อยๆลืมตาขึ้นก็ได้พบกันคนที่พวกมันรอคอย

     

            “พี่หนิงเฟยหลง”ทั้งสามกล่าวออกมาพร้อมกัน


            “เป็นท่านนี่เองเล่นทำเอาหัวใจข้าจะวายคิดว่าจะไม่ได้อยู่รอท่านกลับมาเสียแล้ว” จูเหยียนกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มที่ขื่นขม

     

            “พี่ชาย...”เมื่อหนิงอันอันเห็นพี่ชายของตนกลับมาอย่างปลอดภัย จึงลืมตัวโผเข้ากอดพี่ชายไว้แน่น

     

            หนิงเฟยหลงไม่ได้ผลักนางออกแต่อย่างใดปล่อยให้อยู่ในอ้อมกอดอย่างนั้นจนนางพอใจ จึงผละตัวออกจากพี่ชายเอง

     

            “พวกเจ้านี่ใช้ไม่ได้เลยแม้ว่าจะเลื่อนมาถึงขั้นสิบได้ แต่ก็อย่าได้ประมาท หากเจ้าเจอศัตรูที่กล้าแข็งเข้าจะทำอย่างไร?”หนิงเฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่พึงพอใจเท่าไหร่นัก สีหน้าพลันเคร่งขรึมทำให้บรรยากาศอึมครึม

     

            ชายหนุ่มจำเป็นต้องย้ำเตือนกับสมาชิกภายในกลุ่มถึงแม้ว่าฝีมือจะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่นั่นก็ยังห่างไกลจากคำว่าแข็งแกร่งนัก

     

            พึ่งจะเลื่อนระดับได้การระมัดระวังตัวลดลงไปมากแบบนี้ย่อมนำความตายมาสู่พวกมันแน่ สีหน้าทั้งสามค่อนข้างสลดลงไม่ได้โต้เถียงแต่อย่างใด เพียงรับฟังอยู่เท่านั้น

     

              “ในเมื่อพวกเจ้าปรับพลังลมปราณได้ดีแล้วพวกเรามาฝึกฝนกระบวนรบหน่อยเป็นอย่างไรหากเจอสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งจะได้รับมือได้ไม่ยากเย็น” สีหน้าของชายหนุ่มสดใสขึ้นแววตาส่องประกายความเป็นมิตร ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปสมาชิกทั้งสามเริ่มปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า

     

              “ดีเลยจะได้ทดสอบฝีมือไปด้วย เพียงแต่จะฝึกฝนอย่างไร?” จูเหยียนเอ่ยถาม

     

              หนิงเฟยหลงมองไปบริเวณรอบๆก็พบว่าแม้ที่นี่จะเป็นถ้ำแต่ก็มีพื้นที่มาก ทั้งเพดานถ้ำก็ยังสูงพื้นดินก็ค่อนข้างราบเรียบ แม้จะมีหินมากไปหน่อย แต่นั่นก็หาใช่อุปสรรคไม่“การทดสอบคงไม่ยากแล้วที่นี่เหมาะแล้วที่จะฝึกฝน” หนิงเฟยหลงครุ่นคิดอยู่

     

              “ที่นี่เหมาะสมที่จะใช้การฝึกฝนส่วนเรื่องวิธีการนั้นง่ายนิดเดียว พวกเจ้าทั้งสามรุมโจมตีข้า อย่าได้ออมมือโจมตีให้เป็นระบบ ต้องทำให้ข้าบาดเจ็บให้ได้ถึงจะถือว่าผ่านแล้วเราจะมาร่วมขบวนฝึกซ้อมกันทั้งสี่อีกครั้ง!”

     

              ชายหนุ่มกล่าวจบก็เคลื่อนที่อย่างฉับไวถอยไปด้านหลังทิ้งห่างทั้งสามอยู่ห้าจั้ง“พร้อมแล้วก็เริ่มได้เลย” หนิงเฟยหลงวาดมือออกทำท่าเชื้อเชิญ แววตาเปลี่ยนเป็นไร้อารมณ์

     

              ในขณะนี้จูเหยียนถือได้ว่าเป็นมันสมองของกลุ่มมันวางแผนคิดการโจมตีหนิงเฟยหลงไม่นานนักทั้งสามก็ตั้งรูปขบวนเป็นหน้ากระดาน หนิงอันอันอยู่ทางซ้ายซ่งจิ่นติ้งอยู่ตรงกลาง จูเหยียนอยู่ทางขวา

     

              เมื่ออยู่ประจำที่แล้วทั้งสามก็นำอาวุธของตนเองออกมาซ่งจิ่นติ้งเป็นผู้เปิดการโจมตีก่อน!

     

              คมทวนปรากฏพุ่งผ่านอากาศเสียงดังระคายหูลำแสงสีม่วงพุ่งทะลวงไปอย่างรวดเร็ว แผ่อานุภาพแห่งอัสนี คลื่นพลังหมุนวนทะลุทะลวงกระบวนท่าเป็นไปอย่างเรียบง่าย ในขณะนี้บุรุษเบื้องหน้าของมันได้เริ่มขยับกายแล้วเพียงพริบตาหนึ่ง คมทวนก็เข้าทะลวงร่างนั้นไป

     

              ฟิ้ว!

     

              ทว่าสิ่งที่สัมผัสได้กลับมีเพียงอากาศธาตุซ่งจิ่นติ้งที่ทุ่มพลังปล่อยคมทวนออกไป ไม่สามมารถหยุดการเคลื่อนไหวนี้ได้เซถลาไปด้านหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่หนิงเฟยหลงจะเริ่มโจมตี

     

              จูเหยียนเห็นท่าไม่ดีแล้วจึงพุ่งทะยานตัวตามติดไปวาดดาบในมือที่มีลักษณะเป็นดาบใหญ่ใบมีดหนาคม ปลดปล่อยปราณดาบออกมาเป็นรูปพยัคฆ์เพลิง! เข้าขัดขวางไว้

     

              โฮก!!

     

              เสียงพยัคฆ์คำรามลั่นมันกระโจนเข้าใส่หนิงเฟยหลงหันกลับทอดสายตามองอย่างไม่สะทกสะท้าน พยัคฆ์เพลิงกระโจนเข้าไปอย่างคุ้มคลั่ง!

     

              ปัง!!

     

              สิ้นเสียงการปะทะก็ปรากฏเพลิงสีชาดขึ้นที่บนฝ่ามือของบุรุษผู้นั้นทั้งพยัคฆ์เพลิงนั้นได้ถูกกำราบโดยสมบูรณ์ซ้ำยังถูกดูดกลืนเข้าไปในเพลิงประหลาดนั่น!

     

              “นั่นมันเพลิงอะไรกันเหตุใดถึงหยุดพยัคฆ์เพลิงของข้าได้!” จูเหยียนเกิดความตกตะลึง! เสียสมาธิไปชั่วคราวเปิดโอกาสให้หนิงเฟยหลงเข้าโจมตี

     

              ทว่าหนิงอันอันรู้ดีอยู่แล้วว่าพี่ชายของนางนั้นไม่ได้ลงมือได้ด้วยง่ายฝีมือฉกาจนัก หากคิดจะลงมือต้องมือให้เด็ดขาด!

     

              นางชักกระบี่ออกพร้อมทะยานร่างขึ้นปลดปล่อยพลังปราณกระบี่ลำแสงสีเขียวอ่อนวาดผ่านออกเข้าหาชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว สายลมจางๆตามติดกระบี่หมุนวนอยู่โดยรอบหนิงเฟยหลงย่อมจำกระบวนท่านี้ได้อย่างดี

     

            ทว่าว่าครานี้ที่หนิงอันอันใช้นั้นพลิ้วไหวและรุนแรงกว่าเดิมเกิดแรงลมกระโชกเข้ากับปราณกระบี่บีบอัดสายลมให้เกิดเป็นร่างกระบี่ขึ้น

     

              แววตาของบุรุษผู้นั้นเปลี่ยนไปพร้อมกับสีหน้าที่เคร่งขรึมลงในใจก็เกิดความประหวั่นเล็กน้อย “ไม่เลว เจ้าฝึกฝนได้ถึงขั้นนี้แล้ว” มันรับรู้ได้ทันทีว่าหนิงอันอันสามารถฝึกฝนเจตจำนงแห่งกระบี่เข้าสู่ขั้นแม่ทัพแล้ว! นางไล่ตามฝีมือพี่ชายมาติดๆเลย

     

              ตั้งแต่นางเข้าสู่ขอบเขตแดนกายขั้นที่สิบได้ก็คล้ายว่าฝีมือด้านกระบี่ความเข้าใจจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

     

              ร่างบงกชเหมันต์นั้นเยี่ยมยอดจริงๆทั้งพลังยุทธ์ ทั้งวรยุทธ์ ทั้งเจตจำนงล้วนก้าวหน้าทั้งสิ้น! อนาคตของนางล้วนไร้ขีดจำกัด!

     

              ร่างกระบี่สายลมพวยพุ่งออกมาปลายกระบี่แฝงไปด้วยความคมกริบถึงกับทำให้บุรุษผู้นั้นต้องโคจรพลังออกมาต้านเป็นครั้งแรก!

     

              คลื่นพลังหยวนถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับอัคคีที่ร้อนแรงจนจูเหยียนต้องกระโดดหนีออกมาเพลิงสีชาดรวมกับพลังหยวนรวมกันเป็นรูปแบบการป้องกันที่น่าอัศจรรย์ถึงแม้ว่านี่จะเป็นการป้องกัน แต่ก็ยังคงแฝงไปด้วยพลังแห่งการโจมตี

     

              หนิงเฟยหลงรู้ดีถึงอานุภาพของกระบี่สายลมหากใช้เจตจำนงกล้าแข็งและคมกริบย่อมสามารถสยบได้สิ้นทุกสิ่งหากไม่ใช้การป้องกันที่แฝงด้วยการโจมตีสลายก็มิอาจจะรับกระบวนท่านี้ได้เฉกเช่นเดียวกับถูหย่งเฮ่ารับกระบี่จากมันในครานั้น (ในตอนที่ 42)เพียงแต่กระบี่ของหนิงอันอันที่ปลดปล่อยออกมายังอ่อนด้อยกว่านั้นอยู่สามส่วน

     

              หนิงอันอันระเบิดพลังกระบี่พุ่งอัดเข้าไปอีกกลายเป็นลำแสงสีเขียวอ่อนพุ่งใส่หนิงเฟยหลง ประหนึ่งดาวตกชายหนุ่มหดนัยน์ตาแคบพุ่งสมาธิทั้งหมดไปกับการควบคุมพลังต้านหนิงอันอัน

     

              ทว่าไหนเลยซ่งจิ่นติ้งและจูเหยียนจะไม่รับรู้ถึงความประหวั่นของหนิงเฟยหลงในเมื่อหนิงอันอันเปิดโอกาสที่ดีให้เช่นนี้ไหนเลยจะไม่คว้าเอาไว้

     

              ทั้งสองระเบิดพลังสุดแกร่งกล้าออกมา!

               

              ซ่งจิ่นติ้งพุ่งทะยานไปพร้อมทวนที่มีคลื่นอัสนีกรีดร้อง! พลางคำรามร้องสร้างความฮึกเหิม!เสือกแทงเข้าไปยังบุรุษผู้อยู่เบื้องหน้า คลื่นอัสนีเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วคล้ายสายฟ้าฟาด!

     

              “ทวนอัสนีทะลวงสวรรค์!!”

     

              จูเหยียนเองก็ไม่อาจน้อยหน้าใช้เคล็ดวิชาสุดยอดที่ตนมีออกมาฟาดฟันดาบออกเป็นสามสามแนวเต็มเปี่ยมไปด้วยไอพลังแห่งฆ่าฟัน!

     

              “สามดาบพิฆาต!!”

     

            แววตาของพวกมันทั้งสองฉายแววแห่งความภาคภูมิเสมอเหมือนด้วยว่าในครานี้พวกมันคือผู้ชนะ! จะมีเพียงหนิงอันอันที่บัดนี้ใบหน้าปรากฏความตื่นตระหนกแล้ว!

             

            นั่นเพราะในยามนี้บุรุษเบื้องหน้านั้นได้เปลี่ยนไปจากเมื่อครู่นางไม่เห็นถึงความประหวั่นครั่นคร้ามอย่างเดิม จากเดิมที่ทำการป้องกันการโจมตีของนางอยู่นั้นกลายเป็นร่างที่เหยียดตรงขึ้นด้วยความองอาจ ค่อยๆลอยขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆไม่ได้เร่งรีบ

             

            ทว่าความจริงนั้นผ่านไปรวดเร็วเป็นอย่างมากไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ! แต่สิ่งที่นางเห็นนั้นค่อนข้างที่จะช้า ชายหนุ่มยืนนิ่งด้วยความสง่าผ่าเผยคล้ายไม่ยีระต่อสรรพสิ่ง!

     

            สีหน้าของซ่งจิ่นติ้งและจูเหยียนเริ่มเปลี่ยนแปลงไปแววตาเกิดความสั่นไหวอย่างรุนแรง!

             

            เมื่อเข้าไปใกล้เรื่อยๆก็ยิ่งมองเห็นชัดนั่นมันอะไร?! ความทระนงองอาจของชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าอดที่จะมองด้วยความตะลึงไม่ได้ ตัวมันในตอนนี้พลันรู้สึกว่าชายที่อยู่เบื้องหน้าประหนึ่งภูผาสูงชัน! ที่ยิ่งมาก็ยิ่งสูงใหญ่ยิ่งมาก็ยิ่งเข้มแข็ง ยิ่งมายิ่งหยิ่งผยอง! คล้ายขุนเขาที่สูงใหญ่เย้ยฟ้าท้าปฐพีฉะนั้น! ที่กล้าแม้กระทั่งต้านทานอำนาจแห่งสรวงสวรรค์! ต่อต้านผืนพิภพ! นั่นเป็นความกล้าถึงเพียงใดกัน

             

            บนกายก็บังเกิดขนลุกชูชันจิตใจสั่นคลอนยากจะสงบจิตใจ “นี่มันอะไรกัน เขาอยู่ขั้นใดกันแน่ นี่มันเจตจำนงอันใดกัน!” ทั้งสามอดไม่ได้เลยที่จะเงียบเอาไว้

             

            ดวงตาของชายหนุ่มส่องประกายแสงสีทองอร่ามพร้อมกับการระเบิดพลังลมปราณอันกล้าแข็ง!!

             

            ตู้ม!!!!

             

            พลังระเบิดของหนิงเฟยหลงทำให้ถ้ำเกิดการสั่นสะเทือนอย่างหนักเพดานหินร่วงหล่นลงมาไม่หยุดแม้กระทั่งการโจมตีที่ทั้งสามโจมตีเข้ามาด้วยพลังทั้งหมดก็ไม่อาจต้านทานได้!!

             

            พลั่ก! พรวด! ทั้งสามโดนพลังสะท้อนกลับ และรับการระเบิดพลังของหนิงเฟยหลงจึงพากันกระอักเลือดออกมากองโต

             

            “นี่มัน..พลัง....อะไรกัน?”จูเหยียนกล่าวจบก็สลบเหมือดไป

             

            ส่วนซ่งจิ่นติ้งนั้นได้สลบเป็นตั้งแต่โดนปะทะพลังแล้วนั่นเพราะมันอยู่ใกล้ที่สุด และเมื่อเกิดการระเบิดพลังมันก็โดนพลังย้อนกลับคนแรกและรับพลังระเบิดคนแรกมีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้สลบไปนั่นคือหนิงอันอันที่ในตอนนี้นอนฟุบลงที่พื้นเท่านั้นไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ชั่วคราว  

             

            หนิงเฟยหลงหลังจากที่ระเบิดพลังใบหน้าก็ซีดขาวขึ้นมันรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังจิตและพลังหยวนที่ระเบิดออกพร้อมกันก่อนหน้านี้มันช่างมีอานุภาพรุนแรงเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะเป็นระดับแก่นพลังขึ้นสูงสุดก็คงไม่อาจต้านทานแต่หากจะให้เทียบกับขอบเขตแดนพิภพนั้นยังห่างไกลนัก

             

            ชายหนุ่มนั่งลงทำการโคจรฟื้นพลังลมปราณและฝึกฝนสมาธิไปด้วยเช่นกัน

             

            เวลาล่วงเลยไปสองชั่วยามซ่งจิ่นติ้งและจูเหยียนจึงฟื้นคืนสติ ทั้งสองตื่นขึ้นด้วยอาการงงงวย หันมองซ้ายขวาหลงลืมเรื่องราวก่อนหน้า พอเริ่มรู้สึกตัวได้ชัดเจนก็พบว่าเกิดการเจ็บปวดหัวอย่างรุนแรงจากการกระแทกของหินและที่อกรวมถึงเส้นลมปราณบางส่วน

             

            หนิงเฟยหลงเมื่อเห็นว่าทั้งสองตื่นแล้วจึงนำโอสถรักษาการอักเสบและฟื้นพลังให้และให้ทั้งโคจรลมปราณเพื่อฟื้นพลัง

             

              หนิงอันอันนั้นลุกขึ้นมาโคจรนานแล้วและในตอนนี้ก็ใกล้จะหายดี

     

              ทั้งสี่คนโคจรพลังไปจนถึงเช้าจึงพากันไปหาผลไม้มาทาน ในถ้ำนั้นกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์มาก แม้แต่ต้นไม้ก็ยังมีบ่อน้ำก็มี แต่น่าแปลกคือพวกมันเติบโตขนาดนี้ได้อย่างไรกัน ในเมื่อไม่มีแสงอาทิตย์สาดส่อง

     

              ทั้งสี่ทานผลไม้อย่างเอร็ดอร่อยผลไม้ในที่นี้เนื้อหอมหวานเป็นพิเศษ ความกรอบอ่อนเป็นไปตามประเภทย่อมเป็นอาหารเลิศรสให้ผู้สัญจร

     

              เมื่อทานกันเสร็จแล้วหนิงเฟยหลงได้กล่าวขอโทษในเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมเล่าเรื่องที่ตนมีพลังจิต เพราะเชื่อมั่นว่าพวกพ้องของตนไม่มีวันทรยศตนเองเป็นแน่!

     

              ตกบ่ายหนิงเฟยหลงก็เริ่มจัดกระบวนรบฝึกซ้อมวิธีป้องกันและจู่โจม รวมถึงการประสานการโจมตีอย่างต่อเนื่องจนถึงตอนเย็นจึงพากันพักผ่อน

     

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน