คุณหนูในห้องหอ

    บทที่62 : ยกหินออกจากอก 62-1

    62

    ยกหินออกจากอก

     

              รถม้าของอู๋ฮวนออกจากเมืองหลวงมาได้สามวันแล้ว จางหลินถงนั่งชิดมุมประตูทางออก และให้อู๋ฮวนนอนหนุนตักนาง ไห่เถิงสามารถห้ามเลือดได้ แต่บาดแผลไม่ได้รับการดูแลทันทีจึงทำให้อักเสบเป็นหนองในเวลาต่อมา อู๋ฮวนมีไข้ตลอดการเดินทาง เขาเพ้อถึงแต่เรื่องในวัยเยาว์

    “ท่านแม่รอข้า สักวันข้าจะพาท่านกลับแผ่นดินของเรา”

              จางหลินถงได้ยินเสียงเพ้อ จึงวางมือบนหน้าผากของเขาวัดความร้อน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไห่เถิง“ท่านหมอจวิ้นอ๋องมีไข้อีกแล้ว”

              ไห่เถิงลองแตะดูแล้วถอนหายใจ“เราต้องพักแล้วสาวน้อย หากไม่รีบเอาหัวธนูออกแผลจะเน่าได้”

              พอได้ยินว่าแผลอาจจะเน่าได้ จางหลินถงใจหายวูบ รีบคิดหาทางยับยั้งทันที“ท่านหมอมียาหรือไม่”

              “ข้าไม่มียาติดตัวแล้ว ดูเหมือนเราต้องหาหมู่บ้านใกล้เคียง หาที่พัก หายาช่วยเขาก่อน”

              “ข้าก็คิดเช่นนั้น”จางหลินถงเห็นด้วย เดินทางอีกสักพักพบหมู่บ้าน จางหลินถงบอกให้จอดรถม้าริมป่า ติดกับหมู่บ้านแล้วกล่าว“ข้าจะออกไปสืบดูก่อนว่า ข่าวของเราว่ามาถึงที่นี่แล้วหรือยัง หากข่าวยังมาไม่ถึง ทางโล่งจะได้พาจวิ้นอ๋องไปพักที่นั่นให้อาการดีก่อนได้”

              “เจ้าออกไปไม่ได้ มันเสี่ยงเกินไป เดี๋ยวข้าไปเอง”ไห่เถิงกล่าวพลางมองสีหน้าซีดขาวของจางหลินถง

              “ข้าเอาตัวรอดได้ ที่นี่ต้องมีท่านหมอค่อยดูแลเขา”นางบอกเสียงแหบเพราะรู้สึกกระหายน้ำมาก

              “สาวน้อย ข้ารู้ว่าเจ้าเองก็กำลังแย่ เจ้าเคยบอกข้าว่า หลังจากใช้ปราณโลหิตอัคคีต้องรีบแช่น้ำ และดื่มน้ำให้มาก หาไม่ร่างกายเจ้าจะร้อนและไม่สบายตัว เวลานี้สีหน้าเจ้าดูไม่ดีเลย”

              “ข้าไม่เป็นไร แค่หิวน้ำ”นางปฏิเสธไม่อยากให้ใครต้องห่วงนาง คนที่ควรได้รับการห่วงใยคืออู๋ฮวนต่างหาก

              “เด็กน้อย ข้าสัญญาต่อดวงวิญญาณแม่ของเจ้าว่าจะดูแลเจ้าให้ดี เจ้าเป็นบุตรสาวสหายร่วมตายของข้า เจ้าเป็นเสมือนลูกสาวข้า ข้าจะปล่อยให้เจ้าออกไปเผชิญหน้ากับอันตราย ทั้งที่เจ้ากำลังย่ำแย่ได้อย่างไร ไม่เห็นแก่ข้า ก็เห็นแก่มารดาเจ้า เชื่อฟังข้าสักครั้งเถอะ” ไห่เถิงกล่าวเสียงจริงจังมาก ใบหน้างดงามราวอิสสตรีเคร่งขรึม

              จางหลินถงเห็นความตั้งใจของอีกฝ่าย นางจึงยอมแพ้ “เช่นนั้นท่านพาเป่าซานไปด้วย ไปสองคนย่อมอุ่นใจกว่า”

              “แม่นางอาหลินให้ข้าไปแทนแม่นางเป่าซานเถอะขอรับ ข้าเป็นบุรุษแข็งแรงกว่าแม่นางเป่าซาน อีกอย่างแม่นางเป่าซานก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกันควรพักอยู่ที่นี่”เซินสี่ดังมาจากด้านนอก

              “เป่าซานเจ้าได้รับบาดเจ็บหรือ?”จางหลินถงตกใจนางยังไม่รู้ อีกอย่างเป่าซานไม่ยอมบอกอะไรเลย

              “ไม่ใช่เรื่องใหญ่เจ้าค่ะคุณหนู แค่ลูกธนูเฉียดหลังแค่เล็กน้อยเท่านั้น”เป่าซานตอบกลับมา

              “ถึงอย่างไรเจ้าก็ควรพักอยู่ที่นี่”เซินสี่กล่าวมาอีก

              “แต่ข้าไม่ได้บาดเจ็บมากสักหน่อย”เสียงเป่าซานแย้ง

     จางหลินถงได้ยินคนทั้งคู่ถกเถียงแล้วรู้สึกปวดหัวอยู่บ้าง นางไม่อยากใช้คนของอู๋ฮวน เพราะฝ่ายนั้นก็ต้องอารักขาเจ้านายตนเอง ยังไม่ทันที่จางหลินถงจะตอบรับ ก็มีเสียงอ่อนระโหยตอบมาก่อน ไม่รู้ว่าเขารู้สึกตัวตื่นตั้งแต่เมื่อใด

              “เป่าซานในเมื่อเจ้าได้รับบาดเจ็บ ก็อยู่ที่นี่อารักขาคุณหนูของเจ้า เซินสี่เจ้าเป็นบุรุษแข็งแรงกว่าไปแทนนาง หากเกิดเรื่องเจ้าจะได้ช่วยท่านหมอได้”อู๋ฮวนกล่าวน้ำเสียงแหบแห้ง ขณะขยับตัวลุกขึ้นนั่งอิงหลังกับรถม้า

              “ขอรับนายท่าน”เซินสี่ตอบรับน้ำเสียงสดชื่นขึ้นมากหลังจากได้ยินเสียงอู๋ฮวน และรู้ว่าอีกฝ่ายยังมีสติดีอยู่

    “อาหลินต่อไปข้าต้องพึ่งพาเจ้า คนของข้าก็เหมือนกับคนของเจ้า เจ้าสามารถใช้พวกเขาได้ไม่ต้องเกรงใจข้า”ชายหนุ่มหันมองจางหลินถงขณะพยายามส่งยิ้มให้

    “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ท่านหมอท่านระวังตัวด้วย”จางหลินถงกำชับ

    ไห่เถิงพยักหน้ารับแล้วหันไปมองทางอู๋ฮวน เห็นอีกฝ่ายมองมาส่งยิ้มพยักหน้าให้ เขาจึงลงจากรถม้า ครู่ต่อมาได้ยินเสียงฝีเท้าทั้งคู่เดินจากไป สารถีที่ทำหน้าที่ขับรถม้าจึงถือโอกาสไปปลดทุกข์ ในขณะที่เป่าซานเหินตัวขึ้นบนต้นไม้สังเกตการณ์รอบด้าน

     

              ใกล้มืดแล้ว ในป่าใกล้หมู่บ้านเริ่มมีเสียงแมลงกลางคืนร้องระงม

    บนรถม้าเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจของอู๋ฮวน จางหลินถงเห็นอีกฝ่ายนั่งหลับตาและเงียบ จึงคิดว่าเขาคงอ่อนเพลียและหลับไปแล้ว นางขยับเข้าใกล้หมายยื่นมือแตะที่หน้าผาก เพื่อจะตรวจดูว่าตัวร้อนมากแค่ไหน หากร้อนมากนางจะออกไปหาน้ำดื่มที่ยังพอเหลืออยู่บ้างมาเช็ดตัวลดไข้ให้เขาก่อน แต่ยังไม่ทันถึง มือของนางถูกอู๋ฮวนคว้าไว้ เขาออกแรงกระตุกหนหนึ่ง ให้นางล้มลงนั่งใกล้ๆแล้วกุมมือนางไว้แน่น

    “อาหลินเจ้ากลัวหรือไม่”

    “กลัวอะไร”นางถามกลับ ดวงตามองมือของนางที่ตกอยู่ในมือของเขา ในใจมีความอบอุ่นวิ่งพล่าน อย่างน้อยในยามที่ลำบากก็ยังมีเขาอยู่ด้วยเสมอ

    “กลัวที่จะต้องกลับค่ายพยัคฆ์ขาว กลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับพวกเขา เจ้าก็รู้พวกเขาโกรธแค้นสกุลอู๋ โกรธแค้นข้า และยังพาลชิงชังเจ้าด้วย เจ้ากลัวหรือไม่”

    จางหลินถงส่ายหน้าทันที“ข้าไม่กลัว ข้าคิดวิธีรับมือเอาไว้แล้ว”

    ชายหนุ่มบีบมือนางเบาๆ มือของเขาร้อนจัดมาก เขาลืมตาขึ้นมองหญิงสาว“เจ้าคิดจะทำอย่างไรงั้นหรือ?”

    “ข้า...”เมื่อได้ดวงตาของอีกฝ่ายนางก็พูดไม่ออก และรู้สึกละอายใจขึ้นมา

    “เจ้าพูดมาเถอะไม่ต้องเกรงใจข้า”อู๋ฮวนกล่าวพลางทำใจยอมรับ

    หากเขาเดาไม่ผิดนางคิดใช้สมรสพระราชทานกอบกู้สถานการณ์ที่กำลังตึงเครียด เขาไม่ได้เสียใจที่ไม่ได้แต่งงานกับนางในฐานะจวิ้นอ๋องอู๋ฮวน ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่สายเลือดสกุลอู๋ ขอแค่มีความหวัง ให้เขารอทั้งชีวิตเขาก็จะรอ ต่อให้เขาไม่เหลืออะไร เขาจะสร้างมันขึ้นมาด้วยสองมือเพื่อให้เท่าเทียมกับนาง เพียงแต่เขากลัว กลัวว่านางตะตัดสินใจหันหลังให้เขา

    จางหลินถงชะงัก นึกถึงวิธีการของนางแล้วฉุกคิดอีกครั้ง หากนางทำอย่างที่นางคิดไว้ อาจจะแก้ไขสถานการณ์ได้จริง แต่ได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น วันข้างหน้าคนเหล่านั้นอาจกำเริบสืบสานสร้างเรื่องขึ้นมาอีก นางก็ต้องอ่อนข้อให้ไม่จบไม่สิ้น ไม่เพียงเท่านั้น อู๋ฮวน องค์รัชทายาท รวมถึงอู๋อ๋องและอู๋สี่ จะไม่กลายเป็นตัวตลกต่อหน้าคนในค่ายพยัคฆ์ขาวหรืออย่างไร อุตส่าห์เสี่ยงตายช่วยคนถึงในคุกใต้ดินมาได้ แต่นางคิดหันดาบเข้าทำร้ายพวกเขาเสียเอง

    เจ้าช่างคิดตื้นเขินนัก!

    เมื่อคิดได้จางหลินก็ยกมือขึ้นตีหน้าผากไปหนึ่งครั้ง เพื่อลงโทษตนเองที่คิดทำเรื่องโง่เขลา อู๋ฮวนตกใจรีบคว้ามือนางไว้ จางหลินถงเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มด้วยความรู้สึกผิด

    “เดิมทีข้าคิดใช้ประโยชน์จากพระราชโองการสมรสพระราชทานทำให้พวกเขาสงบลง แต่ว่าพอลองคิดดูอีกที พวกเขาเรียกร้องเพราะไม่เห็นแก่ข้าที่เป็นทายาทของท่านตา พวกเขาแอบอ้างเรื่องแก้แค้นมาเป็นเครื่องมือเพื่อลบหลู่ข้า ดังนั้นข้าไม่จะไม่อ่อนข้อให้พวกเขา ยิ่งอ่อนข้อพวกเขาจะยิ่งได้ใจ วันข้างหน้าอาจจะทำให้พวกเขาไม่เชื่อฟังข้า สร้างเรื่องวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ข้าตัดสินใจแล้วในเมื่อพวกเขาไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา ข้าจะไม่ปล่อยคนเหล่านั้นไว้เด็ดขาด อีกอย่างจวิ้นอ๋องมีบุญคุญกับข้า ข้าจะลากท่านลงไปให้พวกเขาเหยียบย่ำได้อย่างไร เป็นความผิดข้าเองที่คิดโง่เขลาเกินไป ต่อไปข้าจะคิดให้รอบคอบมากขึ้น” น้ำเสียงของนางเฉียบขาดจนอู๋ฮวนอึ้งไปเลยทีเดียว

    “ข้าไม่โทษเจ้า”อู๋ฮวนบีบมือหญิงสาวอีกครั้งหนึ่งก่อนจะโพล่งถามสิ่งที่เขาค้างคาใจ“ในใจเจ้าตอนนี้ ข้าเป็นเพียงผู้มีพระคุณแค่นั้นหรือ อาหลินเจ้าเคยบอกรักข้า ตอนนี้ความรักของเรายังเหมือนเดิมอยู่หรือไม่?”

    หลังสิ้นสุดคำถาม ในรถม้าตกอยู่ในความเงียบ เงียบจนแทบไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของใคร ต่อมามีเสียงฝีเท้าวิ่งกลับมาและมีเสียงรายงานว่า

    “นายท่านในหมู่บ้านปลอดภัย ข่าวจากเมืองหลวงยังไม่มาถึงที่นี่ ตอนนี้ท่านหมอหาบ้านพักได้แล้ว เชิญนายท่าน แม่นางอาหลินไปพักในหมู่บ้านก่อนเถอะขอรับ”

    จางหลินถงดีใจที่รู้ว่าหมู่บ้านปลอดภัย คืนนี้จะได้มีที่พักดีๆให้เขาได้พักผ่อน เขาจะได้ทำแผลใส่ยาเสียที สีหน้าจางหลินถงดีขึ้นมาก นางดึงมืออกและตอบกลับไปว่า“รีบไปเถอะ”

     

    ที่พักเป็นกระท่อมหลังเล็ก ผู้นำหมู่บ้านเป็นชายชราที่อายุมากและไร้ลูกหลานสืบทอด สอบถามจนได้ใจความว่า สามปีก่อนที่นี่เกิดโรคระบาดมีคนล้มหายตายจากไปมาก บ้านเรือนจึงว่างเปล่าหลายหลัง บ้านหลังนี้เดิมทีเป็นบ้านของบุตรชายผู้นำหมู่บ้าน บุตรชายของชายชราแต่งงานมีภรรยาหนึ่งคน และกำลังตั้งครรภ์โชคร้ายที่ฝ่ายภรรยาติดโรคระบาดเสียชีวิต ต่อมาฝ่ายชายทนสูญเสียไม่ได้ จึงตรอมใจจนล้มป่วยและจากไปในเวลาอันสั้น ทำให้ผู้นำหมู่บ้านไร้ลูกหลานสืบสกุล

    หลังจากได้ที่พัก ทุกคนแบ่งห้องกัน ไม่นานนักท่านผู้นำก็ให้คนนำเสื้อผ้า อาหารและสมุนไพรที่จำเป็นมามอบให้ ของที่ได้มาล้วนต้องจ่ายเงิน ที่นี่เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กและกันดารมาก นอกจากทำนาเพาะปลูกก็ไม่มีอาชีพอื่นให้ทำ โชคดีหน่อยหากมีคนผ่านทางมาขอแวะพักชั่วคราว พวกเขาจะเปิดเรือนต้อนรับ และเก็บเงินค่าพักต่อคน คนละหนึ่งตำลึง หลายคนก็หลายตำลึง นับว่าเป็นวิธีการหาเงินที่ง่ายที่สุดแล้ว

    จางหลินถงกับเป่าซานพักด้วยกัน ไห่เถิงอยู่ร่วมกับอู๋ฮวนเพราะเขาต้องคอยดูอาการอู๋ฮวน เซินสี่หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสีหน้าสดชื่นขึ้นมาก เขาหายง่วงและทำหน้าที่อารักขาเจ้านายอย่างแข็งขัน ในขณะที่จางหลินถงและเป่าซาน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่ชาวบ้านนำมามอบให้แล้วก็มารอที่หน้าห้องอู๋ฮวน

    ตลอดเวลาการรอคอย นางว้าวุ่นใจจนนั่งไม่ติด ลุกเดินไปเดินมา ครึ่งชั่วยามต่อมาประตูห้องเปิดออก พร้อมกับไห่เถิงถืออ่างน้ำที่ด้านในมีผ้าและน้ำเลือดแดงฉาน เห็นจางหลินถงมารอจึงรีบบอกอาการเพื่อให้นางคลายกังวลใจ

    “หลังจากเอาหัวธนูออก ในแผลมีเนื้อตายไม่มาก พอรักษาได้ เวลานี้เขาปลอดภัยแล้ว มีแค่ต้องคอยเช็ดตัวป้อนยาลดไข้ หากคืนนี้ไข้ลด พรุ่งนี้ก็สบายใจได้ เจ้าไปพักผ่อนเถอะ ข้าจะไปหาน้ำมาเช็ดตัวให้เขาสักหน่อย”ไห่เถิงกล่าวพลางขยับเท้าจะเดินจากไป

    เซินสี่เห็นเช่นนั้นก็รีบปราดเข้าไปเสนอตัว“ท่านหมอไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ เรื่องเช็ดตัว ต้มยาให้ข้าทำแทนดีกว่า”

    “เช่นนั้นก็ดี ขอบใจเจ้ามาก”ไห่เถิงไม่ปฏิเสธ เพราะเขาไม่ได้พักผ่อนมานาน เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าจนก้าวขาไม่ออกแล้วเช่นกัน

    “ท่านเองก็ยังไม่ได้พักผ่อนเลยเช่นกัน ท่านแค่เช็ดตัวให้เขาก็พอ เรื่องเคี่ยวยาป้อนยาข้าจะดูแลเอง”จางหลินถงหันไปกล่าวกับเซินสี่ นางเห็นว่าทุกคนล้วนไม่ได้พักผ่อน นางยังพอได้พักบ้างหลังจากได้แช่น้ำอุ่น ดื่มน้ำร่างกายนางก็สดชื่นขึ้นมาก จึงเสนอตัวเฝ้าไข้แทน

    “แต่ว่า...”

    “ไม่มีแต่ เวลานี้ทุกคนต้องออมแรงให้มาก อีกอย่างเขาบาดเจ็บเพราะข้า ข้าสิต้องเป็นฝ่ายดูแลเขา เป่าซานเข้าไปก็พักผ่อนด้วย ข้าดูแลตัวเองได้เจ้าไม่ต้องห่วง”นางตัดบท ไม่เหลือช่องว่างให้ใครได้ปฏิเสธ

     

    หลังจากเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อู๋ฮวนแล้ว เซินสี่จึงเดินออกไปจากห้องหาที่พักผ่อนด้านนอก ส่วนไห่เถิงไม่รู้ว่าแอบไปหลบอยู่ที่ใด จางหลินถงจึงเฝ้าไข้อู๋ฮวนเพียงลำพัง เนื่องจากแผลอยู่ที่สะบักไหล่ซ้าย อู๋ฮวนจึงนอนตะแคงเอาด้านที่ไม่ได้บาดเจ็บรองรับน้ำหนักตัว ภายในห้องยังมีกลิ่นคาวเลือดเจือจาง และยังมีกลิ่นยาโชยจากตัวคนป่วย ในหมู่บ้านเล็กๆไม่มีกำยานไว้รับรองแขก ไห่เถิงไม่ชอบอยู่ในสถานที่มีกลิ่นอับ คงเพราะเหตุนี้เขาถึงไปหาที่อื่นเพื่อพักผ่อน

    จางหลินถงก้มมองอู๋ฮวนใกล้ๆ ที่หน้าผากชายหนุ่มเริ่มมีเหงื่อผุดซึมนับเป็นสัญญาณที่ดี นางหยิบผ้าขึ้นซับให้เขาเบาๆ และลองใช้มือแตะวัดไข้ พบว่าตัวเขาเย็นลงมากแล้วนางยิ้มด้วยความดีใจ ตอนจะหดมือกลับเขาคว้ามือไปกุมไว้ จางหลินถงก็ไม่ได้ดึงออกทันที

    “อาหลินอย่าไป”

    นางคิดว่าเขาเพ้อจึงยิ้มอย่างขบขัน“ข้าไม่ได้จะไปไหน แค่จะไปดูหม้อต้มยา เติมถ่านไม่ให้ไฟมอดเท่านั้น เดี๋ยวข้ากลับมา”

    นางกล่าวน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นมาก อีกฝ่ายจึงยอมปล่อยมือ ตอนที่นางหันหลังเดินจากไปเปลือกตาอู๋ฮวนค่อยๆเปิดขึ้น มองจางหลินถงที่กำลังเติมถ่านหน้าเตาเคี่ยวยาแล้วอมยิ้ม เห็นนางอยู่ใกล้ๆหัวใจของเขาพองโต พอเห็นนางลุกขึ้นจะเดินกลับมา เขารีบใช้เท้าถีบผ้าห่มออกจากตัวแล้วหลับตาลงต่อ

    เมื่อจางหลินถงกลับมาเห็นผ้าห่มที่ร่นลงไปครึ่งตัวก็เลิกคิ้วหนหนึ่ง แล้วดึงผ้าขึ้นมาห่มให้ มือนางจึงถูกเขาจับไว้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาลืมตามองที่นางด้วยสายตาอ้อนวอนขอความเห็นใจ หญิงสาวใจอ่อนยอมนั่งลงข้างๆเขาแต่โดยดี

    “มีอะไรหรือ?”ใบหน้าของเขา ยังมีร่องรอยของความอิดโรยให้เห็น เขาบาดเจ็บหนัก เสียเลือดมาก ย่อมทำให้ใบหน้าทรุดโทรมลงเป็นธรรมดา

    “ข้าเจ็บมาก”เขาพูดจริง ตอนที่ไห่เถิงคว้านเนื้อตายออกจากบาดแผล ฝ่ายนั้นไม่ออมแรงเลยสักนิด บอกแค่ว่าไม่มียาชาให้อดทน เขาได้แต่กัดผ้าและร้องครางอยู่ในลำคอ ราวกับจะขาดใจตายให้ได้ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ชายหนุ่มจึงยึดมือนางไว้และดึงขึ้นไปแตะที่ริมฝีปากของเขาทีหนึ่ง

    จางหลินถงถลึงตาใส่ใบหน้าแดงซ่าน เหลียวมองรอบตัวเกรงว่าจะมีคนมาเห็นเข้าจึงพยายามดังมือกลับ แต่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยทั้งดึงนางล้มลงนอนด้วยกัน สองร่างนอนเบียดบนเตียงเดียวกัน หลังของนางอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของเขา ศีรษะของนางหนุนแขนอีกข้างของเขาต่างหมอน มองดูราวกับคู่ข้าวใหม่ปลามัน อู๋ฮวนกลัวนางจะตกเตียงจึงกอดเอานางไว้แน่น

    “จวิ้นอ๋องเดี๋ยวจะมีคนมาเห็น ข้ากับท่านยังไม่ได้แต่งงานกันนะ”จางหลินถงเตือนเบาๆ

    “แต่ก่อนข้ายังนอนกอดเจ้าได้เลยนี่นา”คนป่วยลากเสียงกระซิบที่ข้างหูหญิงสาว ลมหายใจอุ่นเป่ารดใบหู จางหลินถงขนลุกซู่ หัวใจของนางเต้นกระหน่ำประดุจจะหลุดออกมาจากอก นานมากแล้วที่ไม่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนี้

    “นั่นมันแต่ก่อน”แต่ก่อนคือแต่ก่อน ตอนนี้คือตอนนี้ ตอนนี้นางยังไม่สนิทใจที่จะใกล้ชิดกับเขา

    “ตอนนี้ไม่ได้แล้วหรือ?”

    “จวิ้นอ๋อง ท่านกำลังมีไข้ต้องพักผ่อนมากๆ ปล่อยข้าก่อน ข้าจะไปดูหม้อต้มยา”นางบ่ายเบี่ยงพยายามจะหาข้ออ้าง เพื่อให้หลุดพ้นจากการใกล้ชิดที่ทำให้หัวใจนางหวั่นไหว

    อู๋ฮวนเห็นนางขยับจะลงจากเตียง จึงกอดเอวนางไว้แน่นกว่าเดิม ไม่ยอมปล่อยให้นางจากไปง่ายๆ เขาไม่ได้ต้องการทำอะไรนางเพียงแค่ต้องการกอดนอนเฉยๆเท่านั้น แต่นางทำราวกับไม่เต็มใจจนเขารู้สึกได้ หัวใจอู๋ฮวนหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่กลิ้งมาทับ เขาคิดหาสาเหตุกระทั่งนึกขึ้นได้

    “เป็นเพราะเรื่องชิงเอ๋อร์หรือถึงทำให้เจ้ารังเกียจข้า เจ้าคิดว่าข้ากับชิงเอ๋อร์มีความสัมพันธ์กันจริงๆงั้นหรือ? ข้าต้องพูดอย่างไรเจ้าถึงจะเชื่อว่าข้ากับนางไม่เคยทำเรื่องแบบนั้น” อู๋ฮวนกล่าว แต่ก่อนเขาไม่เคยสังเกต แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่านางกำลังคิดอะไร แท้จริงแล้วสตรีอย่างนางก็คิดเล็กคิดน้อยเป็นเหมือนกัน

    “ตอนนั้นกับจูซือเจียท่านไม่ยอมให้นางเข้าใกล้ แต่กับชิงเอ๋อร์ท่านยอมให้นางใกล้ชิด ข้าไม่ชอบที่ท่านยอมให้นางใกล้ชิด และข้าไม่ชอบให้สตรีใดมาใกล้ชิดท่านด้วย”หลังจากพูดไปแล้วจางหลินถงก็ยกมือขึ้นปิดปาก อับอายอย่างยิ่ง

    “โอ๋...ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”อู๋ฮวนยิ้มกว้าง รู้สึกโล่งใจราวกับได้แตะหินก้อนนั้นกลิ้งหายไปแล้ว เขากอดเอวเล็กแนบชิดขึ้นอีกพลางกล่าวน้ำเสียงเบิกบาน“ที่แท้อาหลินของข้า ก็หึงเป็นเหมือนกัน”

    “ท่าน...”จางหลินถงเม้มริมฝีปากพูดไม่ออก พูดไปแล้วจะแก้ไขอันใดได้อีก จางหลินถงเอ้ยจางหลินถง...

    “ข้ารับปาก ต่อไปข้าจะระวังไม่ให้สตรีใดเข้าใกล้ข้าอีก หากใครไม่เชื่อฟัง ข้าจะสั่งให้เซินสี่ลากไปตัดขาให้หมดดีหรือไม่”

    “ท่านบ้าไปแล้ว ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะ ข้าคิดว่าท่านไข้ขึ้นจนเพ้อแล้วกระมัง”ปากตำหนิ แต่ในใจพึงพอใจมาก

    “จริงด้วย เช่นนั้นรีบนอนเถอะ”

    “ท่านต่างหากที่ต้องนอน ท่านไม่สบายอยู่นะ”

    “พี่ฮวนเรียกว่าพี่ฮวน”

    “จวิ้นอ๋อง...”

    “พี่ฮวน หากเจ้าไม่เรียกข้าจะ...กัดหูเจ้าให้ขาด”ชายหนุ่มพูดไม่ทันจบก็ยื่นหน้าเข้าใกล้ จางหลินถงรีบหดคอหนี

    “พี่ฮวน อย่านะ”นางจำใจเรียก“ข้าจะเรียกพี่ว่าพี่ฮวนก็ได้ แต่แค่เวลาที่เราอยู่ด้วยกันเท่านั้นนะ หากอยู่ต่อหน้าผู้อื่นข้าจะเรียกพี่ฮวนว่าจวิ้นอ๋อง พี่ต้องเข้าใจ ข้าต้องทำให้คนยำเกรงข้า ยิ่งกับคนพวกนั้นยิ่งต้องทำให้พวกเขาหาทางเล่นงานข้าไม่ได้”

    “ได้ ตกลง”เขาเข้าใจเหตุผลที่นางกล่าว เพราะนางต้องการสร้างความน่าเกรงขามให้ตนเอง ก็เหมือนกับเขาที่ต้องวางท่าเคร่งขรึมต่อหน้าลูกน้อง เพื่อให้ทุกคนเคารพและเชื่อฟัง แม้รู้แล้วว่านางห่างเหินกับเขาเพราะอะไร แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจอยู่มาก

    “อาหลินต่อไปห้ามยืนเฉยรับลูกธนูอีกนะ เจ้าไม่กลัวแต่ข้ากลัว หากเจ้าเป็นอะไรไปข้าจะอยู่อย่างไร”

    “หากมีข้าอยู่ พี่จะไม่สามารถมีคนอื่นได้ แต่หากไม่มีข้า พี่สามารถแต่งภรรยาได้อีกตั้งหลายคน ไม่ดีกว่าหรือ?”

    “พูดเหลวไหล หลังจากเจอเจ้า ข้าก็ไม่ต้องการใครอีก อาหลินรับปากข้า อย่าทำแบบนั้นอีก”

    “เจ้าค่ะ ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปจะไม่ทำอีก”

    “ดีมาก รีบพักผ่อนเถอะ”เขาบอกพลางตบแขนกล่อมจางหลินถงราวกับกล่อมเด็กน้อย

    หลังความขุ่นข้องหมองใจคลี่คลาย จางหลินถงสบายใจขึ้นมาก นางหลับตาลง ไม่นานนักก็ถูกความเหนื่อยล้าดึงเข้าสู่ห้วงนิทรา สุดท้ายนางก็หลงลืมว่านางเข้ามาเพื่อดูแลเขา สลับกันกลับเป็นเขาที่ดูแลนาง ทั้งคืนเขาไม่ได้นอนเพราะเอาแต่ไล่ยุงให้นางทั้งคืน

    ***********************************************************

    คล้ายกับเรื่องคุณหนูในห้องหอ ที่คุณอ่าน