เยี่ยซิงเหอเห็นชื่อของตนเขียนอยู่บนกล่องเก่าซึ่งผู้เฒ่าโม่กำลังใช้เตรียมหนี
มิใช่ตัวอักษรใหม่ หมึกซีดจนเกือบกลืนกับเนื้อไม้รอยขีดบางแห่งถูกน้ำกัด แต่คำว่า “ซิงเหอ” ยังอ่านได้ตรงมุมฝาใต้รอยเชือกซึ่งมัดกล่องมาหลายปี
เขาก้าวพ้นเงาประตู
พื้นไม้ลั่นเบา ๆ
ผู้เฒ่าโม่หยุดจัดเสบียง มือหนึ่งวางบนแผนที่ทางใต้อีกมือปิดฝาทันที
“ในนั้นมีของข้า” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“ในเรือนนี้มีชามยาของเ้าอยู่สิบใบ เ้าจะถามทุกใบหรือ”
“ชามยาไม่มีชื่อข้าบนก้นชาม”
ชายชรามองฝา กลับด้านสายตาช้าเกินไป คำปฏิเสธจึงไร้ประโยชน์
เยี่ยซิงเหอเดินเข้าใกล้ ขาทั้งสองยังอ่อนจากการฝึกกับหมาป่ากระบี่เงาดาราถูกวางพักข้างตั่งเพราะเขาไม่มีกำลังคาดเอวแต่สิ่งซึ่งทำให้ก้าวหนักกว่าาแคือเสื้อคลุมสองตัวกับเสบียงสามถุงบนโต๊ะ
“ท่านจะพาข้าไปคืนนี้หรือ”
“คืนนี้ไม่ได้ ประตูตะวันตกมีคนเฝ้า”
“แปลว่าคืนอื่นได้”
“หากอยู่ต่อแล้วทำให้คนตาย ทางหนีย่อมไม่ใช่ความขลาด”
“หากหนีโดยไม่ถามคนที่ต้องรับศัตรูแทนเรา ก็ไม่ใช่การปกป้อง”
ผู้เฒ่าโม่มัดถุงยาแน่นขึ้น “เ้าเพิ่งเอาชนะสัตว์ตัวหนึ่งอย่าเพิ่งคิดว่าตนมีสิทธิ์เลือกชะตาทั้งหมู่บ้าน”
“ข้ามิได้เลือกแทนพวกเขา ข้า้าบอกความจริงเท่าที่รู้แล้วให้พวกเขาเลือกเอง”
“ความจริงเท่าที่เ้ารู้มีเพียงว่าศัตรูตามดวงตราส่วนความจริงเท่าที่ข้ารู้จะทำให้ศัตรูตามเร็วขึ้น”
“เพราะเหตุนี้ท่านจึงเก็บของของข้าไว้ด้วยหรือ”
เยี่ยซิงเหอวางมือบนฝากล่อง
ผู้เฒ่าโม่จับข้อมือเขา
มือชายชราไม่ออกแรงมากแต่ตำแหน่งนิ้วกดตรงเส้นซึ่งปราณทองเพิ่งฟื้น เยี่ยซิงเหอรู้ทันทีว่าหากฝืนผู้เฒ่าโม่สามารถทำให้แขนชาก่อนยกฝากล่องได้
“ปล่อย” เขากล่าว
“กลับไปนอน”
“หากของในนี้เป็ของข้า ข้ามีสิทธิ์เห็น”
“เมื่อถึงเวลา ข้าจะคืนสิ่งนี้ให้เ้า”
“ผู้ใดกำหนดเวลา”
คำถามค้างอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
ตลอดหลายปี ผู้เฒ่าโม่เป็คนกำหนดว่าเมื่อใดเขาควรขึ้นเขาเมื่อใดควรฝึก เมื่อใดควรหยุด เมื่อใดควรรู้ และเมื่อใดควรเชื่อโดยไม่มีคำอธิบายหลายครั้งคำสั่งเ่าั้ช่วยชีวิตแต่การช่วยชีวิตมิได้ทำให้การปิดบังทุกอย่างกลายเป็สิ่งถูก
ผู้เฒ่าโม่คลายมือก่อน “มิใช่คืนนี้”
“เหตุใด”
“เพราะเ้ากำลังโกรธและของในกล่องตอบสิ่งซึ่งอยู่ลึกกว่าความอยากรู้ หากมันเปิดตอนเ้าไม่พร้อมข้าไม่รู้ว่าจะเรียกผู้ใดมาเห็นบ้าง”
“ท่านรู้ว่ามันเปิดอย่างไร?”
“รู้เพียงว่าข้าเปิดไม่ได้”
คำยอมรับนั้นทำให้เยี่ยซิงเหอชะงักผู้เฒ่าโม่ซึ่งปิดค่ายกลโลหิตได้ ใช้ไม้เท้าส่งสายลับกระเด็น และรู้จักดวงตรากลับเปิดของชิ้นหนึ่งไม่ได้
“สิ่งใดอยู่ข้างใน”
ชายชราเงียบ
เยี่ยซิงเหอจึงยกฝากล่อง
คราวนี้ผู้เฒ่าโม่ไม่ห้าม
* * *
กลิ่นไม้เก่ากับสมุนไพรแห้งลอยขึ้นก่อน
ชั้นบนมีเสื้อป่านเด็กตัวเล็ก รองเท้าผ้าคู่หนึ่งและปิ่นไม้ซึ่งหักปลาย ของทุกชิ้นธรรมดาจนไม่น่าต้องซ่อนใต้พื้นเรือน
ผู้เฒ่าโม่หยิบเสื้อเด็กออก เผยห่อผ้าสีหม่นวางก้นกล่อง
ห่อนั้นยาวเพียงหนึ่งฉื่อ ผูกด้วยเชือกไหมสีซีด ไม่มีตราผนึกไม่มีป้ายชื่อ แต่ทันทีที่เยี่ยซิงเหอเห็น รอยเสี้ยวดาวบนแผ่นหลังกลับอุ่นขึ้น
“นี่หรือ”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ
เยี่ยซิงเหอเอื้อมมือ
ชายชราใช้ฝ่ามือปิดห่อผ้า “ถามก่อนแตะ”
“ข้าถามแล้ว ท่านไม่ตอบ”
“เช่นนั้นจงถามให้ถูก”
เขามองห่อผ้าอีกครั้ง “มันเป็ของผู้ใด”
“ของเ้า”
“อยู่กับท่านได้อย่างไร”
“มันอยู่กับเ้าก่อนเ้าจำความได้”
“ผู้ใดให้มา”
ผู้เฒ่าโม่หลบสายตาเป็ครั้งแรก “คำถามนั้นยังเร็วเกินไป”
ความไว้ใจซึ่งเพิ่งก่อตัวจากกระบี่สั่นคลอนผู้เฒ่าโม่ไม่ได้เพียงรู้เื่ร่างเขาแต่เก็บของซึ่งติดตัวเขามาั้แ่ก่อนมีความทรงจำและยอมคืนก็ต่อเมื่อเห็นว่าเหมาะสม
เยี่ยซิงเหอดึงมือกลับ “หากท่านไม่บอก ข้าจะไม่แตะ”
ชายชราขมวดคิ้ว “เมื่อครู่เ้าจะเปิดให้ได้”
“เมื่อครู่ข้าคิดว่าท่านยึดสิ่งของขณะนี้รู้ว่าท่านกลัวสิ่งซึ่งอยู่ในนั้นข้าจะไม่เปิดกับคนที่ไม่ยอมบอกว่าความกลัวพาใครมาตาย”
“เ้าใช้ความดื้อเรียกว่ารอบคอบได้คล่องขึ้น”
“ท่านใช้ความกลัวเรียกว่าปกป้องมานานกว่า”
ก่อนผู้เฒ่าโม่จะตอบ เสียงเคาะประตูดังถี่
ผู้ใหญ่บ้านยืนอยู่ด้านนอกพร้ะเกียง“คนเรือนกลางรอฟังว่าจะย้ายผู้ใดออกคืนนี้ ทางใต้ยังเปิดได้หรือไม่”
ผู้เฒ่าโม่ใช้ผ้าชั้นบนคลุมกล่อง “เปิดได้ถึงยามรุ่งแต่คนมากย่อมทิ้งรอยมาก”
“แล้วจะให้ใครไป”
ชายชรามองเยี่ยซิงเหอ
คำตอบซึ่งยังไม่เอ่ยทำให้ผู้ใหญ่บ้านเข้าใจ“ท่านจะพาเขาไปสองคน”
“ศัตรูตามสิ่งหนึ่ง หากสิ่งนั้นออกจากหมู่บ้าน—”
“ท่านรู้หรือว่ามันจะตาม” ผู้ใหญ่บ้านตัดบท“หรืออาจทิ้งคนไว้ฆ่าพวกเราเพื่อถามทาง”
ผู้เฒ่าโม่ไม่มีหลักฐานว่าการหนีจะช่วยโม่เหอศัตรูใช้ชาวบ้านบังคับเยี่ยซิงเหอมาแล้ว ย่อมอาจใช้หมู่บ้านเป็เชือกดึงเขากลับ
“เรียกทุกครัวเรือน” เยี่ยซิงเหอกล่าว “บอกเท่าที่เรารู้ให้ผู้มีเด็กและคนชราเลือกว่าจะออกทางใต้ก่อนรุ่ง ส่วนคนที่อยู่ช่วยปิดประตู”
ผู้เฒ่าโม่ถาม “หากพวกเขาเลือกส่งเ้าออกไปเล่า”
“ข้าจะฟัง แต่ไม่ให้ท่านพาข้าหนีโดยไม่มีผู้ใดรู้”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า “นี่เป็บ้านของทุกคนการตัดสินใจต้องมีทุกคนรับราคา”
เขาจากไปเรียกฆ้องประชุม
เสียงแรกดังทั่วโม่เหอ ห่อผ้าใต้ฝ่ามือผู้เฒ่าโม่สั่นเบา ๆ
ทั้งสองก้มมองพร้อมกัน
“ท่านทำหรือ” เยี่ยซิงเหอถาม
“ข้าไม่ได้แตะปราณ”
รอยเสี้ยวดาวบนหลังเขาร้อนขึ้นอีก แต่ครั้งนี้ปราณทองไม่ขยับห่อผ้าตอบเพียงเสียงฆ้องและการตัดสินใจซึ่งเพิ่งเอ่ย
เยี่ยซิงเหอวางปลายนิ้วบนเชือกไหม
เชือกคลายเอง
* * *
ภายในมิใช่คัมภีร์ ไม่มีแผนที่ให้เห็นและไม่มีข้อความบอกชาติกำเนิด
เป็ผ้าไหมสีงาช้างพับซ้อนเจ็ดชั้น เนื้อผ้าเก่าทว่าไม่ขาดขอบทั้งสี่ไม่มีรอยเย็บ ราวถูกทอเป็ผืนเดียวโดยไม่เหลือปลายด้าย
เยี่ยซิงเหอคลี่ชั้นแรก
ไม่มีสิ่งใด
ชั้นที่สองว่างเปล่า
ชั้นที่สามมีรอยสีเทาจางคล้ายเส้นทางแต่เมื่อหันเข้าหาแสงตะเกียง รอยนั้นกลับหาย
“ตรา์” ผู้เฒ่าโม่พึมพำ
“ท่านรู้จัก?”
ชายชรากัดคำตอบไว้ “รู้ว่าไม่ควรคลี่ต่อ”
“เพราะอะไร”
“ทุกชั้นอาจตอบเงื่อนไขไม่เหมือนกันเ้าเปิดชั้นแรกด้วยการเลือก มิใช่ด้วยพลัง หากบังคับชั้นถัดไป มันอาจปิดตลอดไป”
เยี่ยซิงเหอมองผ้า สิ่งนี้ไม่เหมือนหอคอยซึ่งตอบเมื่อเขาหลับไม่เหมือนกระบี่ซึ่งรับปราณ และไม่เหมือนค่ายกลซึ่งใช้เืเป็ทางมันฟังสิ่งที่เขาเลือก แม้ตัวเขายังไม่รู้ว่าผู้ใดสร้างเงื่อนไข
“ท่านเคยลองเปิดหรือไม่”
“ครั้งหนึ่ง”
“แล้ว?”
“มันเผามือข้า”
เยี่ยซิงเหอมองฝ่ามือผู้เฒ่าโม่แผลเป็เส้นขาวซึ่งเคยคิดว่าเกิดจากเตาหลอมพาดอยู่กลางฝ่ามือ
“ท่านปิดบังแม้กระทั่งที่มาของแผล”
“บอกว่าโดนผ้าไหมเผา เ้าคงหัวเราะ”
“ข้าจะถามว่าท่านแตะของข้าทำไม”
ผู้เฒ่าโม่ไม่มีคำตอบซึ่งไม่ทำร้ายความไว้ใจ
เสียงฆ้องดังครั้งที่สอง คนเริ่มออกจากเรือนผู้ใหญ่บ้านกำลังรวบทุกครัวเรือน เวลาสำหรับซ่อนกล่องหมดลง
ผู้เฒ่าโม่พับผ้ากลับ “พอแล้ว”
เยี่ยซิงเหอไม่ยื้อ เขายอมปล่อยผ้า แต่ไม่ยอมปล่อยคำถาม“หลังประชุม ข้า้ารู้ทุกอย่างที่ท่านบอกได้โดยไม่เปิดตำแหน่ง”
“แล้วหากข้าบอกได้เพียงว่าร่างเ้าถูกผนึก”
“ข้าจะรู้ว่าท่านเลือกหยุดตรงใด”
ชายชราปิดกล่อง คราวนี้มิได้มัดเชือกและมิได้ซ่อนใต้พื้นเขาวางไว้บนโต๊ะระหว่างคนทั้งสอง
ความสัมพันธ์เปลี่ยนเพียงเล็กน้อย แต่ย้อนกลับไม่ได้ของซึ่งเคยอยู่ใต้ตั่งมาอยู่ต่อหน้าทว่าความจริงภายในยังถูกพับแน่นกว่าผ้าเจ็ดชั้น
เยี่ยซิงเหอหันไปหยิบเสื้อคลุมเพื่อออกประชุม
ลานกลางหมู่บ้านมีคนมารอแล้วทุกครัวเรือนผู้มีเด็กเล็กกอดห่อเสื้อผ้าไว้แน่น คนเฝ้าประตูยังถือหอกส่วนคนซึ่งเคยกล่าวว่าศัตรูมาเพราะเยี่ยซิงเหอยืนอยู่แถวหน้า
ผู้ใหญ่บ้านไม่ถามว่าผู้ใดกลัวเขาถามว่าผู้ใดยอมเดินทางใต้ก่อนรุ่ง
มือยกขึ้นหกมือแล้วลดลงสองมือเมื่อรู้ว่าไม่มีคนคุ้มกันนอกแนวสน
“ถ้าส่งเด็กคนนี้ออกไป พวกมันจะตามเขาหรือไม่”ชาวบ้านผู้หนึ่งถาม
ผู้เฒ่าโม่ตอบตามจริง “อาจตาม และอาจทิ้งคนไว้ค้นหมู่บ้านด้วย”
“ถ้าเก็บเขาไว้?”
“โม่เหอจะอยู่บนทางที่มันมา”
ทุกทางมีราคา ไม่มีคำใดเปลี่ยนความกลัวเป็ความปลอดภัยได้
เยี่ยซิงเหอก้าวออกไปกลางวง “ข้าจะไม่ขอให้ผู้ใดตายแทนและไม่ยอมให้ผู้ใดถูกส่งออกไปล่อศัตรูแทนข้า ผู้ใดจะไป ข้าช่วยเปิดทาง ผู้ใดจะอยู่ข้าช่วยปิดประตู”
ชายซึ่งเคยกล่าวโทษเขามองกระบี่ที่เอว“เ้ารับรองได้หรือว่าจะชนะ”
“ไม่ได้”
“แล้วรับรองสิ่งใดได้”
“ข้าจะไม่ซ่อนอยู่หลังพวกเ้า”
ท้ายที่สุดไม่มีผู้ใดถูกบังคับให้อยู่และไม่มีผู้ใดถูกเลือกให้เป็เหยื่อล่อครอบครัวที่คิดออกทางใต้จะตัดสินใจอีกครั้งก่อนรุ่ง ส่วนคนที่เหลือแยกไปเสริมประตูเก็บน้ำ และย้ายคนชราสู่เรือนกลาง
การประชุมมิได้ทำให้หมู่บ้านเห็นตรงกันมันเพียงทำให้ทุกคนรู้ว่าความเสี่ยงใดเป็ของตน มิใช่คำสั่งจากคนผู้เดียว
เมื่อเยี่ยซิงเหอกลับถึงเรือนยากล่องเก่ายังวางอยู่บนโต๊ะระหว่างเขากับผู้เฒ่าโม่
แสงจากตะเกียงไหวเพราะลมลอดช่องประตู
ผ้าไหมในกล่องส่องแสงผ่านรอยต่อของฝา
มิใช่แสงแดงจากค่ายกล มิใช่ปราณทองจากร่างเขาหากเป็แสงสีเงินเย็นซึ่งวาดเส้นหนึ่งบนผิวไม้
ผู้เฒ่าโม่เปิดฝากล่องอีกครั้ง
ลวดลายบนผ้าเผยเพียงชั่วพริบตารูปเสี้ยวดาวสามเสี้ยวโอบวงกลมว่างตรงกลาง
เยี่ยซิงเหอไม่เคยเห็นมันบนศิลา ไม่เคยเห็นบนแผ่นเหล็กดำและไม่เคยเห็นในค่ายกลโลหิต
แต่เขารู้จักรูปนั้น
มันเหมือนรอยบนแผ่นหลังของตนทุกเส้น