วันรุ่งขึ้นขบวนคุ้มกันของสำนักคุ้มกันภัยใบไม้ทองได้ออกเดินทาง ขบวนรถม้าหลายคันวิ่งเรียงกันเป็นแถว ส่วนหน้าสำหรับเหล่ายอดฝีมือของยอดฝีมือของสำนักคุ้มกันภัย ส่วนกลางสำหรับพ่อค้ากระเป๋าหนักที่ต้องการนำของไปขายที่เมืองเหลวง ส่วนท้ายสำหรับสินค้าที่ลำเลียงมาและเหล่าผู้โดยสารคนอื่นๆที่ต้องการไปที่เมืองหลวง ซึ่งเว่ยเมิ่งก็นั่งอยู่ในท้ายขบวนนี้เองรถม้าท้ายขบวนของเว่ยเมิ่งถึงแม้ไม่ถึงกับหรูหราเหมือนกับรถม้ากลางขบวนแต่ก็นับว่าสะดวกสบายไม่เลว ภายในรถม้านอกจากเว่ยเมิ่งแล้วตอนนี้มีคนโดยสารด้วยด้วยอีกสองคน หนึ่งเป็นคุณชายหน้าตาสวยกับอีกคนเป็นบุรุษวัยกลางคนที่คล้ายพ่อบ้าน ภายในรถม้าเงียบเชียบมีเพียงสายลมแรงจากหน้าต่างที่ทำให้เกิดเสียง คุณชายหน้าสวยกับพ่อบ้านเพียงนั่งเงียบเหมือนกำลังพักผ่อน เว่ยเมิ่งนั่งอยู่ติดกับหน้าต่าง เขามองดูทิวทัศน์ที่ผ่านไปยังรวดเร็วจากการลากรถม้าของสัตว์วิเศษปลายนิ้วชี้ของเว่ยเมิ่งนั่งไว้ด้วยผีเสื้อสีสันงดงาม เว่ยเมิ่งดูแลเพื่อนใหม่ของเขาอย่างดี หยางหยางชอบกินน้ำผึ้งมาก เว่ยเมิ่งก่อนออกจากเมืองก็ไปหาซื้อน้ำผึ้งคุณภาพดีมาไว้ขวดหนึ่งสำหรับเพื่อนใหม่ตัวน้อยแต่น้ำผึ้งไม่ใช้แค่สิ่งที่หยางหยางโปรดปราณเท่านั้น เว่ยเมิ่งสังเกตเห็นว่าหยางหยางชอบมาเกาะตัวเขาเพราะต้องการดูดซับลมปราณจากตน ยิ่งตั้งแต่ทำพันธสัญญากับมัน หยางหยางก็ยิ่งติดตัวเขาแจ หยางหยางพอซึมซับลมปราณจากเว่ยเมิ่งจนอิ่มก็บินไปบินมาภายในรถม้า ชายหนุ่มยิ้มให้กับมันทันใดนั้นเองเว่ยเมิ่งที่กำลังเพลิดเพลินกับสายลมและทิวทัศน์รอบข้างพลันรู้สึกว่ารถม้ากำลังเคลื่อนที่ช้าลงเรื่อยๆ และในที่สุดมันก็หยุดลงตอนนั้นเองที่สารถีที่อยู่ข้างนอกส่งเสียงบอกกับเหล่าผู้อยู่ในรถม้า“นายท่าน วันนี้พวกเราถึงจุดพักค้างคืนแล้วขอรับ” คุณชายและพ่อบ้านที่ดูเหมือนหลับกันอยู่ลืมตาขึ้นเงียบๆ เว่ยเมิ่งลุกขึ้นยืนและไปเปิดประตูพร้อมๆกับที่หยางหยางบินมาเกาะที่ไหล่ของเขาเว่ยเมิ่งเดินลงมาจากรถม้าก็บิดขี้เกียจเล็กน้อย ขบวนรถม้าจอดในที่ทุ่งหญ้าโล่งกว้าง สายลมพัดผ่านหญ้าสีเขียวขจีพลิ้วไหวไปมาชวนผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย“นายท่านเชิญทางนี้ขอรับ” สารถีผ่ายมือไปทางเหล่าคนงานที่กำลังจัดเตรียมที่นั่งและอาหาร รวมถึงจัดเตรียมที่พัก เว่ยเมิ่งรวมถึงสองนายบ่าวเดินไปทานอาหารเย็นที่ถูกจัดเตรียมไว้ เนื้อแห้งและอาหารอีกสองสามอย่างช่วยให้อาหารมื้อนี้ไม่น่าเบื่อเกินไปนักเว่ยเมิ่งที่กำลังทานอาหารสังเกตเห็นรถม้าอีกสองสามคันที่อยู่หลังรถม้าของเขาพวกนั้นบรรจุสิ่งของต่างๆที่สำนักคุ้มกันภัยรับจ้างให้นำไปส่งที่เมืองหลวง แต่สิ่งที่เขาสนใจคือเหล่าคนหลายสิบคนที่กำลังเดินลงมาจากรถม้าเหล่านั้นต่างหาก คนเหล่าแต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดามีเด็กบ้างสตรีบ้างคนชราบ้างปะปนกันไป ดูเหมือนพวกนั้นจะจ่ายในราคาที่ถูกลงแต่แลกมาด้วยความลำบากในการเดินทางอาหารที่พวกนั้นกินก็แตกต่างที่พักก็ต้องนอนรวมกันเยอะๆ เว่ยเมิ่งที่ดูจนเข้าใจก็หมดความสนใจแล้วหันมาทานอาหารพลางป้อนน้ำผึ้งให้กับหยางหยางแทน‘หืม?’ เว่ยเมิ่งที่กำลังป้อนน้ำผึ้งหยางหยางเลิกคิ้วเหมือนสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขามองไปที่ไกลๆจนสุดขอบทุ่งหญ้า ดูเหมือนว่ามีคนที่กำลังจับตาดูพวกเขาอยู่..ไม่สิ จากที่ดูสายตาของเจ้าพวกคนถ้ำมองนี่แล้ว พวกมันกำลังมองไปยังขบวนรถม้าช่วงกลางของเจ้าลูกค้ากระเป๋าหนักอยู่เว่ยเมิ่งใช้นิ้วปาดน้ำผึ้งเข้าปากมองมองพวกมันด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ขบวนคุ้มกันภัยกับโจรเนี่ยเป็นของคู่กันจริงๆ เหมือนกับนิทานที่พี่สาวเล่าให้ฟังตอนเด็กๆเด๊ะๆเลย” ลิ้นของเว่ยเมิ่งซึมซับรสหวานของน้ำผึ้งไม่สนใจการบินประทวงของหยางหยางที่อยากกินบ้าง“ไม่ทราบว่าพวกท่านประสบปัญหาอะไรระหว่างการเดินทางหรือไม่?” เสียงของบุรุษดังขึ้นถามพวกเขา มันประสานมือและแนะนำตัว “ข้าพเจ้าเย่คังเป็นรองหัวหน้าในการเดินทางครั้งนี้” เย่คังเป็นบุรุษอายุยี่สิบสี่ยี่สิบห้าแต่กลับสามารถบรรลุถึงระดับยอดฝีมือระดับหกได้นี่แสดงว่ามันย่อมต้องไม่ธรรมดา ที่มันว่าแสดงความห่วงใยกับพวกเว่ยเมิ่งก็ไม่ใช่อะไรเพียงแต่มันสังเกตเห็นกระบี่ที่เอวของคุณชายที่มากับพ่อบ้านคนหนึ่ง มันเพียงแค่มองสัญลักษณ์ตรงด้ามกระบี่ก็พอรู้แล้วว่าพวกมันเป็นใคร ‘นึกไม่ถึงว่าจะมีคนของสำนักกระบี่สรรค์เดินทางมาด้วย..เจ้าคุณชายนี่ท่าทางคงเป็นคนสำคัญของสำนักเป็นแน่’ เย่คังคิดในใจพลางเหลือบมองพ่อบ้านที่อยู่ข้างๆมันดูระดับฝีมือของชายวัยกลางคนคนนี้ไม่ออก แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าต้องไม่อ่อนด้อยกว่าตนเป็นแน่เย่คังแทบจะละความสนใจต่อเว่ยเมิ่งไปโดยสิ้นเชิง มันพยายามตีสนิทกับคนของสำนักกระบี่สวรรค์ไว้เผื่อว่าในอนาคตอาจจะมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์“ไม่มีปัญหาอะไร สมกับเป็นสำนักคุ้มกันภัยอันดับหนึ่งแห่งเมืองชายแดนจริงๆ” คุณชายหน้าสวยโบกมือตอบยิ้มๆ พ่อบ้านข้างๆเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยให้เงียบๆ เย่คังหัวเราะประสานมือเป็นการขอบคุณ“แล้วสำหรับคุณชายท่านนี้เล่า?” เย่คังหันถามเว่ยเมิ่งเพื่อไม่ให้ดูไร้มารยาทเกินเว่ยเมิ่งที่กำลังให้หยางหยางเลียน้ำผึ้งที่ปลายเมื่อได้ยินคำถามก็เอียงคอคิดนิดหนึ่ง “.....มันช้าเกินไปหน่อย” เมื่อเว่ยเมิ่งนึกถึงความเร็วของรถม้าสัตว์วิเศษก็แทบขนลุก ตอนที่ได้ยินว่าต้องใช้เวลาราวๆห้าวันที่จะต้องไปถึงเมืองหลวงเขาก็คิดว่ามันคงเป็นในกรณีที่ช้าที่สุดแล้วแต่ที่ไหนได้ ดูจากความเร็วของมันในตอนนี้ไปถึงในห้าวันนี่ของเป็นกรณีที่เร็วที่สุดชัดๆ เขาสงสัยตัวเองแล้วว่าคิดถูกหรือไม่ที่ทำตัวขี้เกียจแล้วต้องมานั่งรถม้าอีกอย่างต่ำก็ห้าวันถึงจะไปถึงเมืองหลวงเย่คังคิ้วกระตุก ทั่วเมืองชายแดนหรือแม้แต่ในเมืองหลวงเองก็ตามความเร็วของสัตว์วิเศษของสำนักคุมกันภัยใบไม้ทองล้วนเป็นที่เลื่องลือและยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ดูท่ามันคงคิดผิดจริงๆที่อุตส่าห์วกกลับมาถามเจ้าหนุ่มที่ดูไร้ฝีมือนี่ก็ไม่แปลกอะไรที่เว่ยเมิ่งจะโดนมองข้ามหรือโดนดูถูก ก่อนหน้านี่เขายังปลดปล่อยพลังออกมาในระดับยอดฝีมือระดับสี่ แต่ตอนนี้เขาเล่นปกปิดชนิดที่ว่าไร้พลังจนดูกลายเป็นคนธรรมดาไปเลย ส่วนเหตุผลที่ปกปิดพลังก็ไม่ใช้อะไรแค่อยู่ๆก็อยากทำเฉยๆ.....“ฮาๆ เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน” เย่คงประสานมือให้กับคนของสำนักกระบี่สวรรค์แต่กับเว่ยเมิ่งมันแค่พยักหน้ายิ้มเงียบๆ
“ดูท่าคุณชายคงมีธุระด่วนที่เมืองหลวงสินะ?” คุณชายสำนักกระบี่สวรรค์ที่ทานอาหารเสร็จถามกับเว่ยเมิ่งยิ้มๆ“หืม? อ่อ ก็ราวๆนั้น” เว่ยเมิ่งใช้นิ้วปาดน้ำผึ้งทำท่าจะป้อนให้หยางหยางแต่นำเข้าปากตัวเองแทนทำเอาผีเสื้อตัวน้อยประทวงด้วยการบินไปบินมาคุณชายหน้าสวยเห็นผีเสื้อที่มีปีกสีสันสดใสก็ดวงตาเป็นประกายทำเอาใบหน้ายิ่งขับ‘ความงาม’ออกมาอีกหลายส่วน “จริงซิพวกเรานั่งรถม้ามาด้วยกันเกือบหมดวันก็ยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลย ข้าเจี้ยนหลาน ส่วนท่านลุงข้างๆข้าคือท่านลุงหยาง” เจี้ยนหลานประสานมือให้กับเว่ยเมิ่งและแนะนำพ่อบ้านของตนให้กับเว่ยเมิ่ง บุรุษวัยกลางคนพยักหน้าให้กับเว่ยเมิ่งเว่ยเมิ่งยิ้มประสานมือให้กับทั้งสองคน “ข้าเว่ยเมิ่ง ยินดีที่ได้รู้จักและร่วมทางกับพวกท่านทั้งสองในครั้งนี้” เว่ยเมิ่งกล่าวยิ้มๆแต่ไม่ได้บอกแซ่เต็มๆของตน คงไม่ดีนักที่เที่ยวแนะนำตัวไปทั่วว่ามีแซ่เดียวกับแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นชิง “คุณชายเว่ยเองก็เป็นผู้ที่ชื่นชอบผีเสื้อเช่นกันหรือ?” เจี้ยนหลายเอ่ยยิ้มๆที่เห็นเว่ยเมิ่งเล่นกับหยางหยางตลอดเวลา“ฮาๆ ไม่ถึงขนาดที่คุณชายเจี้ยนพูดหรอก เพียงแต่นี่เป็นสัตว์วิเศษตนแรกที่เข้ากับข้าได้ เพราะงั้นข้าก็เลยเห่อมันเป็นพิเศษเท่านั้นเอง” เว่ยเมิ่งส่ายหน้าขำๆ ตอนนี่หยางหยางกินน้ำผึ้งอิ่มแล้วดังนั้นมันจึงมาดูดซับลมปราณของเว่ยเมิ่งต่อ“แต่ถึงอย่างงั้นก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆที่ข้าชอบเจ้าตัวเล็กๆนี่จริงๆ” เว่ยเมิ่งใช้นิ้วมือเขี่ยเล่นอย่างแผ่วเบากับผีเสื้อตัวน้อยจอมตะกละเจี้ยนหลานอดมองผีเสื้ออย่างหลงใหลไม่ได้ ตั้งแต่เด็กนาง...เอ้ย! เขาชอบเล่นและสะสมผีเสื้อมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งเห็นผีเสื้องดงามตรงหน้ายิ่งเริ่มอดใจไม่ไหว ลุงหยางที่อยู่ข้างๆส่ายหน้ายัยหนู....ไม่ใช้ๆ เจ้านี่หลงไหลผีเสื้อมาตั้งแต่เด็กเรียกได้ว่าเจอที่ไหนก็จับกับมาเลี้ยงทันที“คุณชายเว่ยหากไม่เป็นการรบกวนท่านจนเกินไป ขอข้าได้ดูผีเสื้อของท่านใกล้ๆหน่อยได้หรือไม่?” เจี้ยนหลานกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ“ย่อมได้-” ยังไม่ทันที่เว่ยเมิ่งจะพูดจบ เสียงดังตะโกนขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน“มีคนตาย! มีคนตาย!” “โจร! มีโจรมา! ช่วยด้วย!” เสียงดังขอความช่วยเหลือดังมาจากท้ายขบวนขอเหล่าผู้เดินทางที่จ่ายในราคาถูกๆ กลุ่มโจรสิบกว่าคนถือดาบบุกเข้าโจมตีขบวนรถแห่งสำนักคุ้มกันภัยใบไม้ทอง“สังหารพวกมัน!” เย่คังคำราม เหล่ายอดฝีมือแห่งสำนักคุ้มกันภัยอันดับหนึ่งแห่งชายแดนเคลื่อนไหวแล้ว!
ชอบใจไม่ชอบใจอย่างไงก็ฝาก comment ไว้ด้วยนะครับ พอดีไรท์ชอบอ่าน comment ฮาๆ