คิดเช่นนั้นกังหลงถึงกับหวั่นใจ รีบเคลื่อนที่อย่างระมัดระวังกำหนดปราณจิตสำรวจพื้นที่แห่งนี้ แต่กลับไม่พบสิ่งมีชีวิตหรือพลังปราณยุทธระดับใด ๆ ก็ฉงนใจ เหตุใดหรืออะไรที่ทำให้พื้นที่บริเวณใจกลางส่วนนี้ถึงทำให้สัตว์อสูรระดับสามกริ่งเกรงได้ จึงเหินบินขึ้นไปสำรวจบนยอดเขา ยิ่งใกล้ยอดเขาเข้าไปเท่าไรยิ่งเริ่มสัมผัสกับปราณอัคคีที่หนาแน่นขึ้น
ฉับพลันนั้นรู้สึกได้ว่าจุดจักระบริเวณก้นกบของตัวเองมีอาการหน่วงและเริ่มหมุนวนเล็กน้อย แต่มิได้มีผลกับพลังปราณใด ๆ ในร่างกายตน เมื่อเหินบินมาถึงยอดเขา ก็พบกับปล่องสีดำกว้างขนาดสิบก้าว ลักษณะเหมือนปล่องภูเขาไฟ ดูท่าสถานที่นี้อาจเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อนแต่ภูเขาไฟได้มอดดับไปนานแล้ว หลงเหลือเพียงกลิ่นอายความร้อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อมาถึงปากปล่อง จุดจักระบริเวณก้นกบของตัวเองมีอาการหน่วงและเริ่มหมุนวนแรงขึ้น กังหลงเพ่งมองลงไปยังหลุมลึกของปล่องภูเขา มืดมิดจนมองมิเห็นก้น ลองหยิบก่อนศิลาขนาดใหญ่โยนลงไป เป็นเวลากว่าสิบลมหายใจ กว่าจะได้ยินเสียงตกกระทบถึงพื้นด้านล่าง เมื่อเป็นเช่นนี้แสดงว่าหลุมปล่องภูเขายังมีก้นที่พอจะลงไปถึงได้ กังหลงครุ่นคิด
"เหตุใดจุดจักระบริเวณก้นกบถึงมีอาการหน่วงและหมุนวนขึ้นเอง เหมือนคล้ายโดนอะไรบางอย่างกระตุ้นดึงดูด หรือมีอะไรกำลังเรียกร้องจุดจักระตำแหน่งนี้อยู่ ในเมื่อพื้นที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิต หรือจะเป็นสิ่งวิเศษตามธรรมชาติบังเอิญเกิดขึ้นที่นี่ !! เมื่อคิดถึงสิ่งวิเศษตามธรรมชาติ ความเกรงกลัวและความกังวลถึงอันตรายก่อนหน้านี้ของข้าถึงกับสูญสลายไปสิ้น "
" ฮ่า ฮ่า..ความโลภนี่กลับทำให้คนเห็นช้างเท่ามดได้ คำพูดนี้ท่าจะเป็นจริงแฮะ..!! เห็นทีคงต้องลงไปสำรวจดูหากด้านล่างว่าเป็นพื้นที่ให้พอหลบซ่อนได้หรือไม่ หากปลอดภัยจะได้มีเวลาตรวจสอบสิ่งของที่ท่านอาจารย์ได้ฝากไว้ว่ามีสิ่งใดที่พอจะสามารถใช้ได้หรือฝึกฝนเพิ่มเติมบ้าง และที่สำคัญหากโชคดีคงได้เจอของวิเศษ ฮ่า ฮ่า"
ขำกับความคิดของตัวเองตัดสินใจเช่นนั้นกังหลงจึงพุ่งกายร่อนลงในปล่องช้า ๆ ทันที เหินบินผ่านความมืดลงไปราวสิบลมหายใจก็เริ่มเห็นแสงสว่างทางด้านล่าง เริ่มแรกเห็นเป็นจุดสีแดงเมื่อยิ่งเข้าใกล้กลับพบว่าที่แท้เป็นทะเลศิลาหนืดลาวาที่แดงระเรื่อ เหมือนของเหลวที่กำลังเดือดปุด ๆ ความร้อนที่สัมผัสได้จากเบื้องบนคงแผ่ออกมาจากลาวาเหล่านี้
กลางทะเลลาวาหนืดคล้ายมีโขดศิลากว้างขนาดสิบวาโผล่นพ้นขึ้นมา ยิ่งใกล้ถึงพื้นด้านล่างกังหลงรู้สึกว่าจุดจักระบริเวณก้นกบที่เป็นตำแหน่งธาตุอัคคีเริ่มหมุนวนรุนแรงขึ้น กังหลงร่อนลงแตะสัมผัสพื้นศิลาพบว่ามีความหนาแน่นมั่นคงเพียงมีรังสีความร้อนจากลาวาเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นอุปสรรค จึงโคจรพลังปราณยุทธต้านทานรังสีความร้อนเหล่านี้ ชั่วครู่ร่างกายก็สามารถปรับและความร้อนที่กดดันเหล่านั้นให้หายไป
"พลังปราณอัคคีในที่แห่งนี้หนาแน่นมากเหมาะสำหรับผู้ที่ฝึกปรือธาตุอัคคี มิทราบจะมีผลต่อข้ารึไม่ หากข้าสามารถดูดกลืนธาตุอัคคีเหล่านี้ได้คงมีประโยชน์ต่อการพัฒนาฝีมือไม่น้อย แต่ควรหาสิ่งที่ดึงดูดตำแหน่งจักระธาตุอัคคีของข้าให้มาที่นี่ก่อน ไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใด"
กังหลงกำหนดปราณจิตสำรวจและมองดูก็มิเห็นว่ามีอะไรที่โดดเด่นเป็นพิเศษ นอกจากทะเลศิลาหนืดโขดศิลาที่ตนยืนนี้ก็มิมีสิ่งใดอีก จึงนั่งลงหลับตาโคจรลมปราณเพื่อทดลองดูดซับปราณอัคคีที่แผ่ออกมานี้เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ตน เดินลมปราณไปไปเก้ารอบกังหลงพบว่าร่างกายดูดซับปราณธรรมชาติในที่แห่งนี้ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงนึกย้อนถึงข้อความที่เฒ่าเทียนคงได้บอกไว้ว่า
"ดาบอัคคีโลกันต์อเวจี" ถือเป็นดาบใหญ่ที่ยากจะพบพาน มีความทนทานและความคมยากจะหาใดเปรียบ ตอนนี้ดาบอยู่ที่ระดับราชันย์ มีจิตวิญญาณมีความคิดอ่านเป็นของตัวเองในระดับหนึ่ง การจะเป็นเจ้าของดาบต้องใช้โลหิตประทับตราวิญญาณเพื่อให้ดาบเชื่อฟังผู้เป็นเจ้าของ"
"ดาบที่มีจิตวิญญาณจะสามารถยกระดับตนเองได้ เมื่อใดที่สามารถเอาชนะอาวุธที่มีระดับเหนือกว่าตัวมัน โดยการทำลายและดูดกลืนอาวุธชนิดนั้นเข้าไปในตัวมันเองและจำศีลเป็นเวลาสามวันเพื่อยกระดับให้ตัวเอง อาจารย์ได้เก็บดาบไว้ในแหวนมิตินิลกาลจน์ เจ้าจะสามารถใช้ดาบได้เมื่อเจ้ามีระดับปราณยุทธเทียบเท่ากับระดับของดาบ ซึ่งแหวนถูกเก็บไว้ในถุงมิติทองคำ ภายในแหวนมิติมีสิ่งต่าง ๆ ที่อาจารย์เก็บสะสมไว้เจ้าสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ "
"ภายในถุงเต็มไปด้วยสิ่งมีค่ามากมายทั้ง สมุนไพรที่หายาก คัมภีร์ยุทธ อาวุธระดับต่างๆ เม็ดพลังมากมาย ผลึกสัตว์อสูร สีต่างๆ ...."
กังหลงลืมตาและค้นหาในถุงมิติทองคำทันที พบว่ามีแหวนสีดำนิล นี่คงเป็นแหวนมิตินิลกาลจน์ที่อาจารย์ของตนได้กล่าวไว้ บัดนี้เมื่อระดับปราณยุทธของกังหลงสูงกว่าระดับปราณราชันย์แล้วการเปิดแหวนมิตินิลกาลจน์จึงมินับเป็นปัญหาใด
กำหนดปราณจิตคลายผนึกของแหวนในทันที ภายในแหวนมีอาวุธคล้ายดาบคล้ายไม้พายเพราะดูทื่อไม่มีคมจนไม่อาจตัดสินว่าเป็นดาบ ตลอดทั้งชิ้นมีสีฟ้าสลับแดงระยิบระยับสวยงามเหมือนผลึกแก้วดูจากขนาดน้ำหนักคงประมาณหนึ่งพันชั่ง เป็นดาบเล่มที่ตนเคยเห็นตอนเข้าสู่ห้องลับคราแรก กังหลงนำดาบออกมาจากแหวนมิติ ทันทีที่ดาบออกสู่ภายนอกแขนของกังหลงข้างที่จับดาบถึงกับทรุดลงจนต้องปล่อยดาบลงสู่พื้น
"เคร้ง !!"
ดาบความยาวหนึ่งวาถึงกับจมลงในแท่นศิลาที่แข็งแกร่งถึงครึ่งเล่มในทันที กังหลงถึงกับตื่นตะลึงต่อน้ำหนักและความคมของดาบใหญ่เล่มนี้ ทดลองดึงขึ้นมาด้วยมือข้างเดียวไม่แต่กลับยกขึ้น จึงจับดาบด้วยสองมือและเกรงลมปราณใช้พลังทั้งหมดที่มี
"ย๊ากกกก !!"
ใช้เวลาเกือบสามลมหายใจจึงสามารถถอนดาบจากพื้นศิลาและชูขึ้นเหนือศีรษะได้ แต่ถึงกับทำให้กล้ามเนื้อแขนทั้งสองข้างตึงเปรี๊ยะ กล้ามเนื้อและเส้นเลือดปูดโปนจากการเกร็งแน่นจนแทบฉีกขาดจากน้ำหนักประมาณหนึ่งพันชั่ง มองตัวดาบหลังจากปักลงในพื้นศิลาดุจปักไปในก้อนเต้าหู้ถึงกับทึ่งในความคมนี้ กังหลงทดลองกวัดแกร่งได้เพียงสองรอบราวห้าลมหายใจก็สุดที่จะทนรับน้ำหนักระดับนี้ได้จนต้องปล่อยดาบลงปักพื้นอีกครั้ง เหงื่อกาฬแตกจนเปียกเหมือนอาบน้ำ บ่นพึมพำว่า
"เหตุใดถึงได้หนักถึงปานนี้ แล้วจะใช้งานได้อย่างไรกัน ถือก็แทบจะถือไม่ไหวแล้ว เพียงออกแรงยกกวัดแกว่งได้เพียงสองรอบลมปราณทั่วกายของข้าก็แทบสูญสลายสิ้น มิทราบท่านอาจารย์ใช้งานได้อย่าง แต่ท่านอาจารย์ได้บอกไว้ว่า เมื่อข้ามีระดับปราณยุทธถึงระดับปราณราชันย์สามารถใช้งานดาบเล่มนี้ได้ หรือจะมีสิ่งอื่นใดอีกที่ต้องมาช่วยเสริมให้ใช้งานดาบเล่มนี้ได้ "
นึกถึงคำกล่าวของเฒ่าเทียนคงกังหลงจึงกัดลิ้นสกัดโลหิตพ่นไปยังตัวดาบทำการประทับตราวิญญาณ ทันทีที่ดาบถูกโลหิตพร่างพรมตัวดาบสั่นสะท้านขึ้นมีตราวิญญาณปรากฏเลือนลางขึ้นแต่เพียงไม่นานสีของตราวิญญาณก็ค่อย ๆ จางหายไป ตัวดาบเปล่งรัศมีสีแดงขึ้นสั่นสะท้านเหมือนดาบทำการต่อต้านไม่ยอมรับการควบคุม กังหลงเห็นเช่นนั้นจึงรีบใช้ปราณจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งกดรัศมีดาบจนสีแดงค่อย ๆ จางหายไปและตราวิญญาณได้ปรากฏชัดเจนขึ้นอีกครั้งจนในที่สุดดาบก็สงบนิ่งลง
บัดนี้จิตวิญญาณของกังหลงสัมผัสได้ถึงสายใยที่เชื่อมโยงถึงกันระหว่างตนและดาบ แสดงว่าการประทับตราวิญญาณสำเร็จโดยดี ดาบยอมรับตนเป็นเจ้าของตลอดไปแล้วจนกว่าเจ้าของจะคลายตราวิญญาณหรือมีเจตจำนงค์ส่งต่อไปให้บุคคลอื่น