ตอนที่ 27 นาวาปราณั
ท้องนภาไร้มวลหมู่เมฆแสงอาทิตย์สาดส่องไปจนทั่วแล้วถึงกระนั้นลมเอื่อยเฉื่อยที่พัดผ่านกลับรู้สึกเย็นยะเยียบเสียดผิวเป็สัญญาณถึงว่าฤดูหนาวนั้นได้เริ่มขึ้นแล้วอันกล่าวได้ว่าเป็่เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการประลองฝีมือเป็หนึ่งใน่เวลาที่ผู้ใช้ปราณวารีนั้นมีความแข็งแกร่งสูงสุด
ผู้ที่ใช้ปราณวารีส่วนมากย่อมชื่นชอบฤดูฝนและฤดูหนาวยิ่งกว่าฤดูใดเหตุจากไอปราณจากลักษณ์ของวารีทั้งหลาย นับแต่วารีที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างน้ำแข็งบางเบาเช่นไอน้ำและหิมะ หรือลักษณ์สามัญที่ยืดหยุ่นที่สุดวารี ในโลกของผู้ใช้ปราณปราณวารีนั้นมีความแข็งแกร่งน้อยกว่าทุกปราณ นับแต่พลังทำลายล้างที่ไม่อาจแม้จะเทียบได้กับปราณเพลิงที่เน้นไปทางการทำลายล้างอย่างบ้าคลั่งรวมไปถึงปราณวายุจะมีพลังที่สามารถใช้โจมตีถึงจะด้อยกว่าธาตุอัคคีก็ตามหากแต่การเคลื่อนไหวนั้นกลับรวดเร็วที่สุดในสี่ธาตุมูลฐานหากแต่จุดด้อยของธาตุทั้งสองนั้นคือการป้องกันที่อ่อนแอ หรือเรียกได้ว่าไรซึ่งการป้องกันเลยก็ว่าได้ส่วนปราณธาตุที่มีการป้องกันที่แข็งแกร่งทนทานมากที่สุดอย่างธาตุปฐีนั้นก็มีจุดอ่อนที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือมีพลังการโจมตีที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
หากแต่ปราณวารีนั้นกล่าวได้ว่าเป็ปราณที่มีความสมดุลสูงที่สุดนับเป็ข้อได้เปรียบเดียวของปราณวารี โดยหากเปรียบเทียบจากพลังโจมตีถึงแม้จะสูงกว่าปราณธาตุปฐีแต่ก็ยังคงเป็รองปราณธาตุอัคคีและวายุทางด้านการเสริมความคล่องแคล่วรวดเร็วก็อ่อนด้อยกว่าปราณธาตุวายุเกือบเท่าตัวส่วนด้านการป้องกันนั้นก็ต่ำกว่าปราณปฐีราวครึ่งหนึ่ง
และหากจะหาจุดเด่นอีกอย่างของปราณวารีนั้นย่อมเป็ปราณที่สามารถแยกย่อยลงไปตามสถานะของน้ำทั้งสามสถานะโดยเริ่มจากปราณเหมันต์ที่แข็งแกร่งที่สุดมีลักษณ์เป็วารีเยือกแข็งและหิมะโปรยปราย ลักษณ์ที่มีพลังป้องกันสูงที่สุดนั้นย่อมเป็ปราณนทีลักษณ์หยดน้ำที่รวมตัวกันเป็สายน้ำเชี่ยวกรากหรือสงบนิ่งที่ไม่อาจถูกทำลายการป้องกันของวารีนั้นแตกต่างจากการป้องกันของปฐีโดยการป้องกันของปฐีเน้นไปที่การสะท้อนกลับหรือทัดทานการโจมตีหากเป็การป้องกันของวารีนั้นเป็การดูดซับแรงหรือเบี่ยงเบนทิศทางแม้ในที่สุดหากถูกทำลายลงก็จะแปรสภาพเป็ลักษณ์สุดท้ายปราณย่อยที่ยืดหยุ่นที่สุดของปราณวารีนั้นเป็ลักษณ์แห่งไอน้ำและเมฆหมอกปราณเมฆาเป็ลักษณ์ที่ไม่อาจใช้โจมตีหรือป้องกันโดยตรงหากแต่เป็ลักษณ์ที่น่าเกรงขามไม่แพ้ปราณเหมันต์โดยการใช้มันนั้นเป็ไปเพื่อการสร้างภาพลวงตาเบี่ยงเบนความสนใจหรือกระทั่งโจมตีทางจิต
ด้วยลักษณ์ปราณที่แปรเปลี่ยนได้นี่ของปราณวารีนั้นทำให้การโค่นล้มผู้ใช้ปราณวารีนั้นไม่ใช่เื่ที่ง่ายดายนักแม้การได้เปรียบของธาตุอันเป็พื้นฐานเช่น ไฟชนะน้ำ น้ำชนะดิน ดินชนะลม และลมชนะน้ำถึงกระนั้นทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่กับพลังปราณของผู้ใช้อยู่ดี หากปราณมากกว่าเคล็ดวิชาเข้ากันได้ดีกับปราณมากกว่า ผลการต่อสู้ย่อมเป็ที่คาดการณ์ได้
ณเวลานี้ก็เป็เวลาที่สมควรแล้วในการออกเดินทางหลานเทียนที่เข้าไปยังเขตพักนาวาปราณัขององค์จักรพรรดิก็ได้ก้าวขึ้นสู่นาวาปราณเป็ที่เรียบร้อยเสียงสรรเสริญโห่ร้องจากทหารทั้งหลายดังขึ้นตลอดสองข้างทาง ทางหลานเทียนนั้นเขาได้กวาดสายตาไปรอบๆ
ลักษณะของนาวาปราณนี้นั้นคล้ายกับเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสากระโดงหรือใบเรือด้านหน้าของเรือมีหัวเรือไม้สลักเป็หัวัทองอย่างวสิจิตรราวกับมีชีวิตทางดาดฟ้านาวานั้นถูกประดับประดาไปด้วยลวดลายัทองที่แกะสลักอย่างบรรจงละเมียดละไมผิวััของพื้นไม้ที่ราบเรียบเป็เงางามแสดงให้เห็นถึงการดูแลรักษาอย่างดี ทางท้ายเรือมีบันไดไม้สองสามขั้นเพื่อขึ้นไปยังแท่นสูงราวเอวที่มีพวงมาลัยเรือติดอยู่ใช้ควบคุมหางเสือในการบังคับทิศทางยามอยู่บนอากาศวัสดุที่ใช้สร้างนั้นเป็ไม้สนสีทองเป็หนึ่งในตระกูลสนที่หายากมีราคาแพงราวกับทองคำเนื่องจากคุณสมบัติพิเศษหลายอย่างของมันนับั้แ่ทำให้ผู้คนที่นำไม้ชนิดนี้ไปสร้างเป็ที่อยู่อาศัยหรือนาวาปราณก็ตามนั้นสามารถดำรงอยู่ได้ในทุกสภาพอากาศ โดยคุณสมบัติที่ยามอากาศร้อนไม้สนสีทองจะแผ่ไอความเย็นออกมาและกลับกันหากอยู่ในอากาศที่หนาวเย็นมันจะแผ่ความอบอุ่นออกมาให้ผู้ที่อยู่บนนาวานี้รู้สึกสบายไม่ต้องกังวลเื่สภาพอากาศตัวไม้เองนั้นยังมีคุณสมบัติเหนียวทำให้ทนทานต่อลมพายุได้เป็อย่างดีทั้งยังลดแรงกระแทกหากนาวาปราณนั้นบังเอิญตกลงมา นอกจากนั้นยังมีสีสันและความสวยงามอย่างยิ่ง
นาวาปราณนั้นเป็ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังปราณจากแร่พิเศษบางชนิดที่สามารถปลดปล่อยพลังปราณจำนวนมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนให้มันลอยอยู่บนอากาศได้โดยแร่ที่นำมาใช้เป็พลังงานให้กับนาวาปราณส่วนมากนั้นคือแร่วิหคโลกาเป็แร่ที่ปลดปล่อยพลังปราณพร้อมกับเสริมความสามารถในการลอยตัวบนอากาศได้ดีที่สุดถึงแม้จะสามารถปลดปล่อยพลังปราณออกมาได้แต่มนุษย์ไม่สามารถนำมาเป็สิ่งใช้เพิ่มพลังปราณได้ด้วยความรุนแรงราวกระแสน้ำเชี่ยวกรากและสิ่งเจือปนสูง ถึงแม้จะพยายามสกัดแล้วก็ตามมันก็ยังมีปราณบริสุทธิ์ปริมาณน้อยจนไม่คุ้มค่าที่จะทำส่งผลให้มันเป็หนึ่งในแร่ที่เหมาะสมในการนำมาเป็เชื้อเพลิงเพียงเท่านั้นโดยมันสามารถแบ่งออกเป็สามลำดับจากความจุของปริมาณปราณที่กักเก็บไว้ในแร่ สูงกลาง และต่ำ ไล่กันไปจากขนาดของแร่ที่ถลุงออกมา
แร่วิหคโลกานั้นเป็แร่ที่พบได้มากในแถบทวีปหมื่นสิงขรโดยทวีปนี้นั้นมีภาคพื้นทวีปเป็มีเทือกเขาสูงมากมายสลับกับหุบเหวและผาหินจึงมีแร่หายากมากกว่าทวีปอื่นหลายเท่าตัวส่งผลทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่บนทวีปนี้นั้นมักประกอบอาชีพเกี่ยวกับ การขุดแร่ถลุงแร่และช่างตีอาวุธยุทโธปกรทั้งหลาย โดยช่างฝีมือส่วนใหญ่ที่ได้รับการนับถือว่าเป็ผู้เก่งการในศาสตร์ของการสร้างอาวุธและชุดเกราะนั้นมากจากที่นี่เสียทั้งสิ้น
ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยในการขุดและถลุงแร่นั้นทำให้แร่ทั้งหลายที่มนุษย์สามารถนำไปใช้ได้ถูกขุดและถลุงจากทวีปนี้กว่าเจ็ดในสิบส่วนที่ขุดได้ถูกส่งออกไปยังทวีปวิหคเหมันต์ ทวีปทะเลทรายสุริยันต์ และทุ่งเทพวายุ
“ท่านหลานเทียนเชิญทางนี้” เสียงของราชองครักษ์หยงฝูดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมกับผายมือเป็การเชิญชวนให้หลานเทียนตามเขาไป
“ท่านราชองครักษ์ก็จะเดินทางไปยังเกาะวิหคเหมันต์ กับข้าด้วยอย่างนั้นหรือ”หลานเทียนหลุดออกจากภวังค์ความเพลิดเพลินด้วยเสียงอันดังกังวาลของหยงฝูจากนั้นจึงเดินตามไปอย่างว่าง่าย
“องค์จักรพรรดิมีรับสั่งให้ข้าตามไปดูแลท่านพร้อมกับทหารองครักษ์อีกยี่สิบนาย”หยงฝูกล่าวพลางเดินนำทางไปยังประตูกลที่อยู่บนพื้น ก่อนจะใช้มือดึงกลอนประตูนั้นออก
เมื่อเปิดประตูแล้วเบื้องล่างปรากฏบันไดที่ทอดลงไปยังท้องเรือด้านล่างเมื่อตามลงไปจึงพบว่าเบื้องล่างนั้นมีขนาดกว้างขวางกว่าหลายสิบเท่าราวกับเป็ประตูที่เปิดไปยังอีกโลกหนึ่ง
ภายในท้องเรือกว้างขวางราวเท่าตัวหนึ่งของลำเรือเมื่อสังเกตจากภายนอกนอกจากขนาดที่ดูกว้างกว่าแล้วยังมีเครื่องใช้จำพวก เก้าอี้โต๊ะ รวมไปถึงเตียงนอนรวมไปถึงมีบ่อน้ำขนาดกว้างประมาณหนึ่งที่เพียงพอที่จะลงไปแช่น้ำอาบชำระล้างร่างกายได้พร้อมกับตู้ขนาดใหญ่ที่บรรจุเสื้อผ้ามากมายและห้องครัวขนาดเท่าห้องนอนของหลานเทียนที่พระราชวัง พร้อมกับคนรับใช้ที่ยืนรอต้อนรับอีกสามคนภายใน สมกับเป็พาหนะส่วนพระองค์ลำดับสูงสุด มีทุกสิ่งครบครันเพียงพอให้อาศัยได้อย่างสบาย
“เชิญท่านพักผ่อนตามสบายหาก้าสิ่งใดท่านสามารถกล่าวกับคนรับใช้ได้โดยตรงส่วนพวกข้านั้นจะคอยลาดตระเวนอยู่้า และผลัดเวรลงมาเฝ้าดูแลท่านตลอดการเดินทาง”ราชองครักษ์กล่าวพลางน้อมคำนับลงและหันหลังกลับขึ้นไป้าดังเดิมจากนั้นไม่กี่ลมหายใจทหารสองนายก็ลงมาเฝ้าที่ข้างบันได
ทางหลานเทียนเมื่อลงมายังห้องนี้แล้วก็พยายามทำสมาธิเพื่อสงบจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านเพื่อเตรียมพร้อมกับการประลอง ถึงกระนั้นแม้พยายามข่มตาทำสมาธิเท่าไหร่แต่ภายในใจนั้นก็ยังคงวนเวียนกลับมาคิดถึงวันที่เขาจะได้พบกับหงซานและไป๋เสวี่ย
“นายท่านท่านดูเป็กังวลยิ่งนัก มีสิ่งใดที่อยากระบายให้ข้าฟังหรือไม่”ลี่เหอส่งกระแสจิตซักถามหลานเทียนที่ดูอยู่ไม่สุก
“อืมข้ากำลังตื่นเต้นยิ่ง ข้าดีใจและมีความสุขยิ่งนักเมื่อคิดว่าจะได้พบกับหงซานและไป๋เสวี่ยในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้านี้แล้ว”เพียงแค่นึกภาพถึงพวกเขาทั้งสองก็ทำให้หัวใจของหลานเทียนพองโตขึ้นมา
“เป็เช่นนี้นี่เองว่าแต่นายท่านการประลองในครั้งนี้ท่านดูเหมือนจะต้องสู้คนเดียวแล้ว นายท่านได้ค้นพบวิธีรับมือแล้วหรือยัง ข้าไม่อาจััถึงผู้อื่นที่อายุราวคราวเดียวกับท่านที่พอจะสามารถประลองได้เลยนอกจากท่านซึ่งนั่นย่อมมีเหตุผลเดียวเท่านั้น คือท่านจำเป็ต้องสู้เพียงลำพัง”ลี่เหอกล่าวถามอีกครั้งหนึ่งด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเช่นเคยทั้งยังแฝงไปด้วยความห่วงใย
“เห้อตอนนี้ข้าก็คงทำได้เพียงทำให้สภาวะจิตของข้าสงบลงเสียก่อน”หลานเทียนกล่าวพลางรู้สึกกระอักกระอ่วนภายในช่องท้องรู้สึกคลื่นไส้ราวกับ้าจะอาเจียนออกมา เป็สัญญาณเตือนของร่างกายที่บอกว่าเขากำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดมากจนเกินไปทั้งความรู้สึกดีใจที่จะได้พบพานและกังวลที่จะต้องเข้าร่วมการประลองแบบสามต่อหนึ่งถึงกระนั้นเขาก็ยังพยายามฝืนเพื่อนั่งทำสมาธิด้วยหวังว่าจะช่วยให้เขาผ่อนคลายลงสักนิดก็ยังดี
นับั้แ่ขึ้นนาวาปรารมานั้นเวลาก็พ้นผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามการเคลื่อนที่ของนาวาปราณนั้นเงียบสงัดทั้งยังเคลื่อนที่ไปด้วยความราบเรียบอย่างยิ่งจึงทำให้เกิดความคิดอยากออกไปสูดอากาศภายนอกบ้างเผื่อจะทำให้เขาผ่อนคลายลงเขาจึงตัดสินใจเดินไปยังบันไดที่สองทหารยืนเฝ้าอยู่
“ข้าจะขึ้นไปสูดอากาศเสียหน่อย”หลานเทียนกล่าว ทางทหารทั้งสองนั้นก็เปิดทางให้ทันทีอย่างง่ายดายราวกับคำสั่งจากหลานเทียนนั้นหากไม่ทำตามจะทำให้คอหลุดจากบ่า
เมื่อโผล่พ้นสายลมเย็นเยียบก็ปะทะเข้าที่หน้าสภาพบรรยากาศเมื่อมองออกไปรอบด้านนั้นก็ปรากฏหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่มีทีท่าจะหยุดหย่อนส่งให้ทัศนวิสัยโดยรอบกลายเป็ขาวโพลน อากาศยิ่งหนาวเหน็บขึ้นทุกขณะที่นาวาแล่นไปหากมิใช่เป็ผู้ที่ใช่ปราณวารีแต่กำเนิดเช่นผู้ที่เกิดบนทวีปเหมันต์ย่อมไม่อาจเอาชีวิตรอดกับสภาพอากาศเช่นนี้ได้ทำให้ทหารราวยี่สิบคนยืนประจำอยู่รอบนาวาปราณได้อย่างสบายทั้งยังช่วยส่งเสริมพลังปราณไปในตัวทางราชองครักษ์นั้นเป็ผู้ยืนคุมพวงมาลัยอยู่ด้านท้ายเรือด้วยท่าทางขึงขังก่อนสายตาจะหันมามองยังหลายเทียนที่กำลังโผล่ขึ้นจากประตูกลบนะพื้นเรือ
“นายน้อยหลานเทียน้านี้สภาพอากาศไม่ค่อยสู้ดีนักย่อมดีกว่าหากท่านลงไปด้านล่างเพื่อพักผ่อนก่อนเข้าสู่เขตของเกาะวิหคเหมันต์อีกราวครึ่งชั่วยามเราก็จะเห็นเกาะนั่นแล้ว” ราชองครักษ์หยงฝูกล่าวด้วยเสียงกังวาลทำให้ทหารโดยรอบหันมามองที่หลานเทียนเป็ตาเดียว
“ข้าเพียงอยากออกมาสูดอากาศด้านนอกบ้าง”หลานเทียนกล่าวพลางเดินบิดี้เีและสูดอากาศเข้าเต็มปอด
“เช่นนั้นระวังตัวด้วยระดับปราณของท่านอาจจะทนทานต่อสายลมที่เย็นเยียบของทิศเหนือได้เท่าใดนัก”ราชองครักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงระคนกับความห่วงใย
“ขอบคุณท่านลุงข้าไม่เป็ไร” หลานเทียนกล่าวพลางก้มหัวลงเบา ๆทางราชองครักษ์หยงฝูแสดงออกเพียงการพยักหน้า
เมื่อเดินไปรอบๆ เมืองด้านหลังเริ่มดูเล็กจ้อยสามารถใช้เพียงฝ่ามือเดียวบดบังเขตของเมืองหลวงได้สิ่งที่ยังพอสังเกตุได้คืออาคารแปดเหลี่ยมสีดำทะมึนตัดกับสีขาวของหิมะที่โปรยลงมาอันเป็ตึกของสมาคมการค้าแมงมุมทมิฬ ทำให้พลันนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นที่นั่นเื่ที่เหมยหลินตกลงกับเขาไว้และเขาก็ได้
ทิวทัศน์แปรเปลี่ยนไปเป็ผืนป่ากับเมืองเล็กๆ สลับไปมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านไประยะทางก็เข้าสู่สองพันกิโลเมตรในเวลาราวยี่สิบนาทีเท่านั้นความเร็วระดับนี้ไม่มีทางเลยที่มนุษย์ในโลกนี้จะสามารถตามได้ทันหากคงความเร็วระดับนี้การไปถึงเกาะวิหคเหมันต์ที่เป็จุดหมายสมควรถึงในอีกสองชั่วยาม
“นายท่าน้านี้พลังปราณธรรมชาติหนาแน่นกว่าเบื้องล่างกว่าเท่าตัวหากท่านซึมซับมันเข้าไปตอนนี้อาจจะทำให้ท่านได้รับพลังปราณกว่าครึ่งหนึ่งของขั้นถัดไป”ลี่เหอกล่าว
“เคล็ดวิชานั้นหากใช้ออกต่อหน้าผู้คนอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ถึงเหล่าองครักษ์พวกนี้จะดูแล้วไว้วางใจได้ก็ตามหากแต่เป็สิ่งที่ท่านปู่เฉินได้เตือนข้าเอาไว้” หลานเทียนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังทางลี่เหอเองก็หาได้ติดใจอะไรได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“จะว่าไปข้ามีเื่มากมายที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับเื่เกาะนั้น ลี่เหอมีสิ่งใดที่ข้าควรรู้หรือไม่”หลานเทียนกล่าวถามต่อนางผ่านกระแสจิตอีกครั้ง
“อืมนายท่านจะว่าไป หากจะเริ่มต้นกล่าวถึงเกาะนั่นย่อมต้องกล่าวถึงเมื่อครั้งกาลก่อนที่มันเคยเป็ส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่ราวสี่พันปีก่อนนั้น” ลี่เหอกล่าวพลางหลับตานึกถึงภูตวิถีที่สืบทอดองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดมารุ่นสู่รุ่นนับแต่ภูตวารีที่เป็ต้นกำเนิดของสายภูตของนางด้วยภูตนั้นจะมีการเกิดที่ต่างออกไปจากมนุษย์ ภูตจะเกิดจากจิติญญาธรรมชาติหลายพันหรืออาจจะหลายแสนดวงที่ล่องลอยอยู่อย่างอิสระได้หลอมรวมเข้ากันกับสภาพแวดล้อมหนึ่งเป็เวลานานจนรวมเป็จิตเดียวเรียกว่าจิตกำเนิดนอกจากรวมกันได้แล้วยังสามารถแยกออกมาเพื่อการขยายเผ่าพันธุ์ โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้และจิติญญาส่วนหนึ่งให้เท่านั้นแต่ภูตที่ถ่ายทอดจิติญญาไปนั้นจะสูญเสียจิติญญานั้นไปตลอดกาลและยามใดที่ภูติต้นกำเนิดหลงเหลือจิตเพียงจิตเดียวมันก็จะสลายไปอย่างไม่มีทางย้อนกลับมา
เช่นตัวของลี่เหอเองนั้นนางเองก็กำเนิดมาด้วยวิธีการนี้เช่นกันโดยเชื้อสายของนางนั้นเป็สายตรงจากภูติวารีต้นกำเนิดจิตสุดท้ายภูตนั้นเป็สิ่งมีชีวิตที่มีอายุยืนยาวราวกับไม่มีวันตายทำให้องค์ความรู้ของภูตนั้นเป็ที่้าไม่น้อยไปกว่าสี่สมบัติภูตเลยและในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้นั้นก็ยังไม่มีผู้ใดเคยทำสัญญานายบ่าวกับภูตแม้แต่คนเดียว
“ราวสี่พันปีก่อนเกาะนี้เป็ผืนแผ่นเดียวกันกับมหาทวีปแต่ด้วยแรงสั่นะเืใต้พิภพที่รุนแรงกว่าครั้งใดทำให้มันแยกออกไปท้องทะเลอันบ้าคลั่งเป็เวลาเดียวกันกับที่จักรวรรดิเหมันต์ถูกตั้งขึ้นจึงได้มีการใช้โซ่ขนาดใหญ่ล่ามเกาะนั้นไว้ไม่ให้หลุดออกไปไกลแต่ด้วยทะเลที่บ้าคลั่งเกรี้ยวกราดนั้นทั้งพายุขนาดใหญ่แอ่งน้ำวนที่สามารถดูดเมืองบางเมือง ลงไปได้รวมไปถึงสายลมกรรโชกจากท้องทะเลที่รุนแรงจนถึงขนาดพัดพาให้เกาะแห่งนี้ลอยอยู่เหนือผืนน้ำ”นางกล่าวต่อหลานเทียน
ด้วยภูมิประเทศของเกาะวิหคเหมันต์ที่ยากยิ่งต่อการไปถึงจึงได้สมญาเป็ปราการทางธรรมชาติที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปเหมันต์
ไม่กี่นาทีต่อจากนั้นหลานเทียนก็เห็นเส้นขอบฟ้าที่ตัดกันกับขอบทวีปอันเป็ลักษณะผาสูงจากที่ไกลประมาณสิบกิโลเมตรเห็นเงาลางคล้างูเาเล็กลูกหนึ่งอยู่ระหว่างกลางผืนดินและแผ่นฟ้า ความหนาวเย็นยิ่งแผ่ซ่านไปทั่วทุกรูขุมขนความบริสุทธิ์ของไปปราณก็แผ่เข้าสู่ร่างกายมากขึ้นทุกลมหายใจที่เคลื่อนที่ไปทางทิศเหนือ
บริเวณโดยรอบนั้นไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นใดให้พบเห็นหาได้พบเจอแม้กระทั่งต้นไม้ใบหญ้ามีเพียงผืนแผ่นหินเย็นเฉียบปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตาภาพเขาลูกจ้อยเริ่มขยายขึ้นให้เห็นเป็เกาะที่ถูกล่ามโซ่ไว้กับขอบผาราวสามสิบกิโลเมตร
และเมื่อพ้นขอบผาของทวีปแล้วนั้นหากคาดหวังจะเห็นผืนน้ำที่ถูกแช่แข็งแล้วย่อมต้องผิดหวังไปตามกันเนื่องจากเบื้องล่างน้ำทะเลอันบ้าคลั่งซัดกระหน่ำเข้าหน้าผาส่งเป็เสียงอึกทึกโครมครามดังลั่นตลอดแนวหินผากร่อนเป็ซี่เล็กคล้ายกรงขังตลอดแนวหินเกาะแก่งน้อยหินโสโครกมากมายนับพันหมื่นหากแม้นล่วงหล่นลงไปย่อมไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตได้อีกเป็แน่ ทั้งยังมีสายลมที่รุนแรงยิ่งกว่าพายุใดแม้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่าหลายกิโลเมตรยังรับรู้ได้ถึงสายลมอันเกรี้ยวกราดที่โหมกระหน่ำอยู่เบื้องล่าง
ทางนาวาปราณยังคงบินลอยไปเบื้องหน้าระหว่างโซ่ที่ขนาดทั้งสองข้างนอกจากจะช่วยยึดเกาะไว้กับแผ่นดินแล้วยังเป็เส้นนำสายตาไปสู่เกาะวิหคเหมันต์ที่รอบข้างนั้นเต็มไปด้วยหิมะและเมฆหมอกสลับกันอย่างไม่อาจคาดการณ์