จารึกที่ 273 : อหังการศิษย์หอจารึกขยะ : สัจธรรมที่ค้ำจุนบ้านเกิด
ดวงตะวันสีชาดทอแสงริบหรี่จวนจะลับขอบฟ้า ทอดเงายาวพาดผ่านยอดเขาพู่กันหยกที่บัดนี้เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง สายลมที่เคยพัดพาความร่มเย็น บัดนี้หอบเอากลิ่นคาวเลือดและฝุ่นควันคละคลุ้งไปทั่วทุกอณูของอากาศธาตุ
ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมลานกว้างเบื้องหน้าหอจารึกขยะ มันมิใช่ความเงียบของความสงบ ทว่ามันคือความเงียบที่เกิดจากความตื่นตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดลอยของทุกชีวิตที่อยู่ในบริเวณนั้น
ฝุ่นควันที่เกิดจากการพุ่งทะยานลงมาปะทะผืนดินของเงาร่างสีดำ ค่อยๆ ถูกพัดพาให้จางหายไปด้วยกลิ่นอายปราณอันดุดันและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าผู้ใด เผยให้เห็นร่างของบุรุษหนุ่มในเสื้อคลุมสีดำที่ขาดวิ่น แผ่นหลังของเขาเหยียดตรงและตั้งตระหง่านประหนึ่งขุนเขาบรรพกาลที่ไม่มีวันสั่นคลอน สองเท้าเหยียบหยัดอยู่บนแผ่นหินที่แตกร้าวเป็นใยแมงมุม นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาฉายแววเย็นเยียบประหนึ่งบ่อน้ำลึกที่ไร้ก้นบึ้ง ทอดมองไปยังเหล่าศัตรูที่ลอยตัวอยู่เหนือน่านฟ้าสำนักหมึกวารีด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความรู้สึกประหนึ่งมองดูเศษธุลี
เบื้องบนน่านฟ้า มหานาวาสูญตา ป้อมปราการโลหะสีดำทมิฬขนาดมหึมา ลอยกดทับบดบังแสงสว่างทั้งหมด กลิ่นอายความตายและสัจธรรมที่ฝืนลิขิตฟ้า แผ่ซ่านออกมาจากลวดลายอักขระสีเงินอมแดงบนตัวเรือ กดทับบรรยากาศจนมวลอากาศหนักอึ้ง
"อา... อาเจีย..."
เสียงแหบพร่าและสั่นสะท้านของผู้อาวุโสเทียนหยวนดังก้องขึ้นทำลายความเงียบงัน ชายชราพยายามจะพยุงร่างที่โชกเลือดและสูญเสียแขนซ้ายขึ้นจากพื้นหิน ทว่าบาดแผลฉกรรจ์และการฝืนรีดเค้นปราณจนเกินขีดจำกัด ทำให้ร่างกายของท่านสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม แววตาที่ฝ้าฟางของท่านเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ปีติโหมกระหน่ำในก้อนเนื้ออกซ้ายจนหยาดน้ำตาไหลรินอาบแก้มเหี่ยวย่น "เจ้า... เจ้ากลับมาแล้วจริงๆ..."
บุรุษหนุ่มชุดดำค่อยๆ หันกลับมามองชายชราที่ทรุดตัวอยู่เบื้องหลัง เขาย่อตัวลงอย่างเชื่องช้า ประสานมือคารวะด้วยความนอบน้อมที่สุดเท่าที่อดีตศิษย์หอจารึกขยะผู้หนึ่งจะแสดงออกได้ แววตาที่เคยมืดมิดแฝงไปด้วยความเจ็บปวดที่บาดลึกเมื่อทอดมองรอยตัดที่หัวไหล่ของชายชรา
"ผู้อาวุโสเทียนหยวน... ศิษย์ผู้นี้กลับมาแล้วขอรับ" อาเจียเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ทว่าแฝงความหนักแน่นประหนึ่งเหล็กกล้า "ข้าขออภัยที่ปล่อยให้พวกท่านต้องทนทุกข์และกลับมาช้าไป... ท่านโปรดหลับตาพักผ่อนและรักษาบาดแผลเถิด..."
ชายหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นยืนช้าๆ รอยยิ้มอ่อนโยนเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยรังสีสังหารที่เย็นเยียบจนสระบัวบริเวณนั้นจับตัวเป็นน้ำแข็ง "ศิษย์ผู้นี้... จะเป็นผู้ไปเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล ค่าทำขวัญ และค่าซ่อมแซมกระเบื้องทุกแผ่นของสำนัก จากพวกมันทุกตัวตนเอง"
อาเจียหันกลับไปเผชิญหน้ากับศัตรูเบื้องบน รังสีปราณระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ที่อัดแน่นและถูกหล่อหลอมจากนรกภูมิ ปะทุออกจากร่าง กวาดเอาเศษหินเศษดินลอยขึ้นสู่อากาศ
บนดาดฟ้ามหานาวาปราณขนาดยักษ์ ผู้คุมกฎหน่วยที่ 9 แห่งตำหนักเทพวิถีฟ้า เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเมื่อสัมผัสได้ชัดเจนว่าบุรุษชุดดำเบื้องล่าง มีระดับพลังบ่มเพาะเพียง 'แก่นทองคำขั้นสมบูรณ์' เท่าเทียมกับตน ความหวาดกลัวต่อเรือเหาะรบก็ถูกแทนที่ด้วยความเย่อหยิ่งและโทสะที่ถูกหยามเกียรติ
"เจ้าเป็นผู้ใด!" ผู้คุมกฎวิถีฟ้าตวาดเสียงดังก้องฟ้า ปราณแก่นทองคำแผ่ซ่านกดทับลงมา "บังอาจทำลายค่ายกลสะกดสวรรค์และบดขยี้เรือศึกของตำหนักเทพวิถีฟ้า! เจ้าเป็นศิษย์ของขั้วอำนาจใด จงระบุนามมา! ไม่เช่นนั้น เจ้าเตรียมตัวรับทัณฑ์ทรมาน และถูกสูบวิญญาณไปเป็นแหล่งพลังงานให้หุ่นกลเชิดวิญญาณของข้าได้เลย!"
อาเจียแหงนหน้ามองศัตรูเบื้องบน มุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ยียวนและกักขฬะที่สุดเท่าที่ปุถุชนผู้หนึ่งจะแสดงออกได้
"นามของข้าหรือ?"
อาเจียแค่นเสียงหัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นกังวานและแฝงไปด้วยความเย้ยหยันสัจธรรมของอีกฝ่าย "สวรรค์อาจตราหน้าว่าข้าคือคนขยะ โชคชะตาอาจทอดทิ้งสำนักเล็กๆ แห่งนี้... แต่ข้า... ข้าคือสัจธรรมที่จะค้ำจุนมันด้วย 2 มือนี้เอง! ข้าก็แค่เด็กกำพร้าไร้รากเหง้า เป็นเพียงศิษย์หอจารึกขยะ เป็นจอมหน้าเงินที่พวกเจ้าเพิ่งจะบังอาจมาพังหลังคาบ้านและทำร้ายคนของเขาไงเล่า!"
ชายหนุ่มค่อยๆ ยกแขนขวาที่เปลือยเปล่าขึ้นชูเหนือศีรษะ ท่อนแขนที่อัดแน่นด้วยกล้ามเนื้อ ถูกสลักลวดลายประหลาดสีแดงคล้ำ มันคือ 'อักขระมาร' ดั้งเดิมที่ดิ้นพล่านประหนึ่งมังกรโลหิตที่กำลังกระหายเลือด! มันคือสัจธรรมแห่งการกลืนกินอันป่าเถื่อนที่เขาใช้สยบมารบรรพกาลมาแล้ว!
"ช่วงเวลาที่ข้าหลงเข้าไปในแดนเนรเทศ... มีแต่พวกสวะที่ชอบเอาชื่อขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่ หรือนามของเทพเซียนมาข่มขู่ข้าเต็มไปหมด..." อาเจียแสยะยิ้มที่ทำให้ศิษย์วิถีฟ้าเบื้องบนถึงกับสั่นสะท้าน "และเจ้ารู้หรือไม่ ว่าสุดท้ายแล้ว พวกมันลงเอยเช่นไร?"
อาเจียหรี่ตาลง รังสีสังหารปะทุถึงขีดสุด "พวกมันทุกตัว... ถูกข้าจับถอดแหวนมิติ ริบทรัพย์สินจนไม่เหลือแม้แต่อีแปะเดียว และถูกบดขยี้กะโหลกทิ้งไว้ในก้นเหวหมดแล้ว!"
สิ้นคำประกาศที่โอหัง อาเจียตวาดก้องฟ้า นิ้วมือที่หยาบกระด้างชี้ตรงไปยังกองเรือศึกของตำหนักเทพ!
"มิตรสหายของข้า! ลงมือ! ใครที่ไม่ได้สวมอาภรณ์ของสำนักหมึกวารี... สังหารมันให้เหี้ยน! อย่าให้พวกมันหนีรอดไปได้แม้แต่ตัวเดียว และจำไว้... อย่าสับพวกมันจนแหลกเละเกินไป ขี้เกียจไปควานหาแหวนมิติในกองเลือด!"
สิ้นคำสั่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหน้าเลือดและรังสีแห่งการเข่นฆ่า! เงาร่างอีก 5 สายก็พุ่งทะยานลงมาจากมหานาวาแห่งสูญตา ดุจห่าฝนดาวตกทมิฬที่พร้อมจะเผาผลาญศัตรูให้กลายเป็นเถ้าถ่าน!
"กระบี่ของข้า... กระหายเลือดของพวกอวดดีมานานเต็มทนแล้ว!"
ฉินมู่หลางพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางกองทัพศิษย์วิถีฟ้าที่กำลังลอยตัวอยู่บนกระบี่บิน เจตจำนงกระบี่นิรันดร์ที่สอดประสานด้วยอัคคีบรรพกาลอันร้อนแรง ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มรูปแบบ! กระบี่วิญญาณในมือของเขามิใช่กระบี่ที่ฟันเพื่อสร้างบาดแผล ทว่ามันคือกระบี่ที่ 'ตัดสัจธรรม' แห่งการเชื่อมต่อฟ้าดิน!
รังสีกระบี่สีเงินตวัดฉับเดียวแหวกอากาศธาตุ ม่านพลังป้องกันตัวและค่ายกลย่อยของศิษย์วิถีฟ้านับ 10 คน ถูกผ่าครึ่งพร้อมกับร่างของพวกมันอย่างหมดจด เลือดสีสดสาดกระเซ็นย้อมหมู่เมฆ!
"ฮ่าฮ่าฮ่า! พวกเจ้าชื่นชอบการเล่นกับไฟและค่ายกลใช่หรือไม่! ลองลิ้มรสชาติของไฟที่สามารถแผดเผากฎเกณฑ์หน่อยเป็นไร!"
เฟิงอี้หรานกางแขนออกกว้าง ปราณวิถีอัคคีบรรพกาลระเบิดออกจากจุดตันเถียน เปลวเพลิงสีทองแดงที่สามารถกลืนกินแม้กระทั่งความร้อนรอบด้าน กวาดล้างออกไปเป็นคลื่นวงกว้าง! อาวุธวิเศษและค่ายกลที่ศิษย์วิถีฟ้าพยายามกางออกเพื่อต้านทาน ไม่เพียงแต่ถูกแผดเผา ทว่ามันกลับถูกหลอมละลายจนกลายเป็นแอ่งลาวาเดือดพล่านกลางเวหาในพริบตาเดียว! ศัตรูที่ถูกเปลวเพลิงนี้สัมผัส ร่างกายแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านโดยไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง!
"เขตแดนเหมันต์พฤกษานิรันดร์... ผนึกสรรพสิ่ง!"
เสียงที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง 1000 ปีของหลินชิงเสวี่ย และเสียงที่นุ่มนวลทว่าแฝงความดุดันของเย่ปิงอวิ๋น ประสานกันอย่างลงตัว! สตรีทั้ง 2 ทิ้งตัวลงสู่พื้นดิน 2 ฝั่งของลานกว้าง ปราณแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ของพวกนางหลอมรวมกัน ก่อเกิดเป็นพายุหิมะโหมกระหน่ำที่ผสมผสานกับรากไม้วิญญาณสีเขียวมรกต!
รากไม้ที่มีความแหลมคมดุจหอก พุ่งทะลวงจากใต้ดินขึ้นมาพันธนาการร่างของศิษย์วิถีฟ้าที่พยายามจะบินหนี! เมื่อถูกรากไม้รัดพัน ปราณเหมันต์สุดขั้วก็แผ่ซ่านเข้าสู่เส้นเลือดและแกนวิญญาณของพวกมัน แช่แข็งทุกสัจธรรมในร่างให้กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งสีแดงฉาน ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นหินแตกกระจาย!
เฟิงหลิงเอ๋อร์ลอยตัวอยู่เหนือสมรภูมิอย่างสง่างาม เนตรดาราของนางสว่างวาบเจิดจ้าทะลุกฏเกณ์และการพรางตัวทั้งปวง นางไม่ได้ลงมือสังหารด้วยตนเอง ทว่าเสียงหวานใสของนางกลับเป็นดั่งคำพิพากษาชี้ชะตา
"พี่ใหญ่ฉิน! ทางขวา 30 จั้ง! ศัตรูเตรียมสลักค่ายกลระเบิดพลีชีพ! ศิษย์พี่เฟิง! ด้านหลังท่านมีศัตรูใช้ยันต์ล่องหนซ่อนตัวอยู่ใต้ซากหิน!"
ด้วยการชี้นำของเนตรที่มองทะลุทุกภาพลวงตา การโจมตีของคณะวิปลาสจึงเฉียบขาดและไร้ความสูญเปล่า! กองทัพของตำหนักเทพที่เคยหยิ่งยโส บัดนี้ถูกสังหารล้มตายประหนึ่งใบไม้ร่วง!
ในเวลาเดียวกันนั้น ท้องฟ้าก็ปรากฏร่างสีทองขนาดยักษ์ของหุ่นรบปราณ เจ้าสัวพุ่งทะยานจากเรือเหาะลงมากลางอากาศ มันง้างมือขนาดมหึมา หนีบเข้าที่ส่วนท้ายของนาวาปราณลำหนึ่ง บีบจนแหลกละเอียดเป็นผง พร้อมกับดูดกลืนศิลาปราณในห้องเครื่องเข้าเตาหลอมของตนอย่างตะกละตะกลาม! ส่วนเจ้าถุงเงิน แมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ ก็แฝงตัวไปตามเงาดำของเรือศึก ตวัดขาที่คมกริบตัดคอศัตรูเงียบกริบประหนึ่งมัจจุราชไร้เงา!
และเมื่อค่ายกลสะกดสวรรค์ถูกทำลาย ผู้พิทักษ์ศิลาของสำนักที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหล ก็ได้เข้าร่วมบดขยี้อัตตะกลของศัตรูอย่างบ้าคลั่ง!
"พวกเจ้า... พวกเจ้าเป็นตัวประหลาดจากขุมนรกใดกัน!"
ผู้คุมกฎวิถีฟ้าบนเรือศึกตวาดลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดหวั่นจนวิญญาณสั่นสะท้าน มันไม่เคยเห็นผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำที่ป่าเถื่อนและมีพลังทำลายล้างเหนือสามัญสำนึกเช่นนี้มาก่อนในชีวิต! ศิษย์ของมันกำลังถูกบดขยี้อยู่ฝ่ายเดียว!
"ไอ้หนุ่มขี้โม้... ข้าจะบดขยี้เจ้าด้วยพลังของตำหนักเทพเอง! ให้มันรู้ไปว่ามดปลวกจะรอดไปได้!"
ผู้คุมกฎวิถีฟ้ากระทืบเท้าลงบนดาดฟ้าเรือเหาะ ร่างของมันพุ่งทะยานลงมาประหนึ่งดาวตกสีเงิน มันไม่ได้ชักศัสตราวิเศษ ทว่า 2 มือของมันประสานมือด้วยความเร็วสูง รีดเค้นพลังปราณแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ทั้งหมดในร่าง ผสานกับสัจธรรมแห่งการบีบอัด เพื่อเรียกใช้สุดยอดวิชาค่ายกลแห่งการกดข่ม!
"มหาบัญชาอักขระ... ตราประทับเทพวิถีฟ้า... บดขยี้วัฏจักร!"
อักขระสีทองอร่ามขนาดมหึมากว้างกว่า 100 จั้ง ปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือศีรษะของอาเจีย! มันแผ่กลิ่นอายที่ศักดิ์สิทธิ์และหนักอึ้งประหนึ่งขุนเขา 10 ลูกรวมกัน กฎเกณฑ์แห่งการกดข่มที่แท้จริง ถูกบีบอัดลงมาหมายจะแบนร่างของชายหนุ่มชุดดำให้จมมิดลงไปในปฐพี! พลานุภาพของมัน รุนแรงเสียจนอากาศรอบด้านเกิดเสียงแตกร้าวประหนึ่งกระจก!
อาเจียเงยหน้าขึ้นมองอักขระสีทองที่กำลังกดทับลงมา ทว่าบนใบหน้าของเขาไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความหวาดกลัว... กลับกัน รอยยิ้มที่เหี้ยมโหดและเจ้าเล่ห์หน้าเงินที่สุดกลับปรากฏขึ้น
"อักขระสีทอง... อวดอ้างว่าเป็นสัจธรรมของเทพเจ้าที่สูงส่ง..." อาเจียพึมพำ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างถึงที่สุด "ในช่วงเวลาที่ข้าจมดิ่งอยู่ในความมืดมิด... ข้าเคยฉีกร่างมารบรรพกาลที่อวดอ้างสัจธรรมอันวิปริตและน่ากลัวกว่านี้เป็น 100 เท่า... อักขระกะโหลกกะลาของพวกเจ้า มันก็เป็นแค่ของเล่นเด็กหัดเขียนในสายตาข้า!"
ชายหนุ่มมิได้ก้าวเท้าหลบหนี และมิได้งัดศัสตราวิเศษชิ้นใดออกมาป้องกัน! เขายืนหยัดอย่างอหังการ แขนขวาที่เปลือยเปล่าถูกยกขึ้นชูเหนือศีรษะ ปราณแก่นทองคำที่บริสุทธิ์ถูกอัดฉีดเข้าสู่เส้นชีพจรเทียมที่สลักอักขระมารบรรพกาล!
"สัจธรรมของเจ้า... มันช่างอ่อนหัดและมีกลิ่นอายของขยะที่หลงตัวเองยิ่งนัก!"
วูบ!
พริบตาที่ 'ตราประทับเทพวิถีฟ้า' กระแทกเข้ากับฝ่ามือเปล่าของอาเจีย... แทนที่ร่างของเขาจะถูกบดขยี้แหลกเหลว ทว่าสัจธรรมที่ลึกล้ำและมืดมิดยิ่งกว่ากลับบังเกิดขึ้น!
อักขระมารสีแดงคล้ำบนท่อนแขนของอาเจีย พลันสว่างวาบเจิดจ้า! มันไม่ได้ต้านทานพลังของตราประทับเทพด้วยความแข็งแกร่ง ทว่ามันเปิด 'วงจรแห่งการกลืนกิน' ที่ป่าเถื่อนที่สุด! แรงดูดมหาศาลประหนึ่งหลุมดำขนาดเล็ก ก่อตัวขึ้นที่ใจกลางฝ่ามือของจอมหน้าเงิน!
"อ๊ากกกก! นี่มันอะไรกัน! อักขระของข้า... พลังปราณของข้ากำลังถูกสูบ!"
ผู้คุมกฎวิถีฟ้าเบิกตากว้างจนแทบถลน มันสัมผัสได้ว่าสัจธรรมแห่งวิถีฟ้าของมัน กำลังถูกบางสิ่งที่มืดมิดและเก่าแก่ยิ่งกว่า กัดกินประหนึ่งสุนัขหิวโซที่กำลังแทะกระดูก!
อักขระสีทองอันศักดิ์สิทธิ์ เริ่มหม่นหมองและบิดเบี้ยว! พลังงานปราณที่อัดแน่นในตราประทับ ไหลทะลักเข้าสู่แขนขวาของอาเจียอย่างบ้าคลั่ง! อักขระมารของเขาย่อยสลายพลังงานเหล่านั้น และเปลี่ยนมันให้เป็นปราณบริสุทธิ์เพื่อหล่อเลี้ยงจุดตันเถียนของเขาในเสี้ยววินาที!
"ขอบใจที่มอบปราณรสชาติดีมื้อนี้นะไอ้คุณชายชุดเงิน!" อาเจียแสยะยิ้ม นัยน์ตาสีเงินยวงทอประกายความตาย
"เป็นไปไม่ได้! สัจธรรมแห่งวิถีฟ้าไม่มีทางถูกกลืนกินด้วยวิชามารชั้นต่ำ!" ผู้คุมกฎวิถีฟ้าสติแตก มันพยายามดึงรั้งพลังกลับคืน ทว่าวิถีแห่งเต๋าของมันกำลังพังทลายอย่างไม่อาจหยุดยั้ง!
"วิชามารชั้นต่ำงั้นหรือ?"
อาเจียค่อยๆ ลดแขนขวาลง ปล่อยให้ตราประทับเทพที่เหลือเพียงเศษซากพลังงานลอยค้างอยู่กลางอากาศ ชายหนุ่มก้าวเดินไปข้างหน้า 1 ก้าว ร่างของเขากลายเป็นภาพติดตา! เขาก้าวล่วงกฎเกณฑ์การเคลื่อนที่ด้วยพลังกายเนื้อที่เหนือมนุษย์!
พริบตาเดียว อาเจียก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าผู้คุมกฎวิถีฟ้าที่ลอยอยู่กลางเวหา ระยะห่างไม่ถึง 1 คืบ!
"งั้นข้าจะให้เจ้าได้ประจักษ์... ว่าวิชาที่อยู่ 'เหนือ' สัจธรรมจอมปลอมของพวกเจ้า... มันคือสิ่งใด!"
อาเจียไม่ได้ง้างหมัด ทว่าเขาเพียงแค่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของศัตรู... นัยน์ตาสีเงินยวงพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ไร้ก้นบึ้ง ไร้แสงสว่าง ไร้ซึ่งความเมตตาใดๆ! อักขระสูญตา (หลิง/零) ที่ซ่อนอยู่หลังดวงตาตื่นรู้ขึ้น!
วงแหวนสีเงินยวง 3 ชั้น ซ้อนทับกันอยู่ภายในดวงตานั้น มันหมุนวนช้าๆ ทว่ากลับสร้างแรงดึงดูดที่สามารถฉีกกระชากวิญญาณและตัดขาดทุกกฎเกณฑ์!
"เนตรสูญตาขั้นที่ 2... ดับสูญสัจธรรม!"
วูบ!
การเพ่งมองเพียงเสี้ยววินาที! ไร้ซึ่งการปะทะ ไร้เสียงกัมปนาท!
ทว่าในสายตาของผู้คุมกฎวิถีฟ้า โลกทั้งใบพลันเงียบงัน... กฎเกณฑ์แห่งปราณ กฎเกณฑ์แห่งการเชื่อมต่อฟ้าดิน และ 'วิถีเต๋า' ที่มันอุตส่าห์บำเพ็ญเพียรมาทั้งชีวิตจนถึงแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์... พลันถูก 'ลบล้าง' ให้กลายเป็นความว่างเปล่า!
มันประหนึ่งภาพวาดราคาแพง ที่ถูกโยนทิ้งลงในกองไฟจนมอดไหม้หายไป!
จุดตันเถียนของผู้คุมกฎวิถีฟ้า ว่างเปล่า! แก่นทองคำในร่าง สลายกลายเป็นฝุ่นผง! พลังวิญญาณที่เคยแผ่ซ่าน เหือดแห้งประหนึ่งแม่น้ำที่เหือดหายไปในฤดูแล้ง!
"อึก..."
ร่างของผู้คุมกฎวิถีฟ้าที่สูญเสียปราณทั้งหมด ร่วงหล่นลงจากท้องฟ้าประหนึ่งก้อนหินไร้ค่า มันร่วงกระแทกพื้นหินเบื้องหน้าอาเจียอย่างแรงจนกระดูกแหลกละเอียด ร่างกายกระตุกเกร็งด้วยความหวาดกลัวต่อ 'ความไม่มี' ที่มันเพิ่งได้เผชิญ!
"อ๊ากกก! เจ้า... เจ้าทำอะไรกับข้า! พลังของข้าหายไปไหน! ข้าสัมผัสสัจธรรมไม่ได้แล้ว!" มันกรีดร้องโหยหวน น้ำตาและน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าที่เคยหยิ่งยโส จากยอดคนเหนือโลก บัดนี้กลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่พิการไปตลอดกาล!
อาเจียร่อนตัวลงมายืนอยู่ข้างๆ ร่างที่ดิ้นทุรนทุรายของอดีศัตรู ชายหนุ่มยกเท้าขึ้น เหยียบลงบนยอดอกของมันอย่างไม่ไยดี นัยน์ตาสีเงินยวงกลับมาเป็นประกายรูปเหรียญทองคำอีกครั้ง
"ข้าก็แค่ 'ริบทรัพย์สิน' ที่เจ้าบังอาจมาทำลายของบ้านข้ากลับคืนมาไงเล่า..."
อาเจียก้มลง รูดแหวนมิติระดับสูงที่นิ้วชี้ของผู้คุมกฎวิถีฟ้าออกมาอย่างเชี่ยวชาญ โยนมันเดาะเล่นในมือ "สวรรค์อาจทอดทิ้งสำนักนี้ให้เผชิญความล่มสลาย... แต่คติและสัจธรรมของข้า คือการปกป้องทุกทรัพย์สินและผู้คนที่นี่! ใครที่กล้ามาทำลายบ้านของข้า... ข้าจะริบวิญญาณและปล้นมันจนหมดตัว!"
เสียงประกาศชัยชนะที่ดุดัน ราชาจอมเจ้าเล่ห์หน้าเงิน และเปี่ยมด้วยปรัชญาอ้างการปกป้อง ดังก้องไปทั่วหุบเขา! การหวนคืนของศิษย์หอจารึกขยะ ได้พลิกวิกฤตการณ์ของสำนักหมึกวารีให้กลายเป็นลานสังหารฝ่ายเดียว