“ทุกคนอย่าได้เข้าไป เพราะนี่คือการต่อสู้ระหว่างพวกเขาทั้งสอง”
โทโมเอะรีบตะโกนห้ามปรามพวกอันจินเอาไว้ก่อนที่พวกเขานั้นจะเผลอเข้าไปช่วยยูกินะ ฝ่ายอันจินจึงได้แต่คอยยืนเฝ้าจับตามองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทางด้านยูกินะกับทาคิยาฉะ-ฮิเมะต่างก็รีบพุ่งเข้าไปฟันใส่กันอย่างไม่ยั้ง เสียงคมดาบพลังแสงกับคมดาบโลหะที่กระ ทบกระทั่งกันนั้นดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณในวงกว้าง ในระหว่างนั้น ทางด้านยูกินะก็ได้มีการสลับเปลี่ยนรูปแบบอาวุธกันไปมาระหว่างดาบ ง้าว และดาบยาว เพื่อใช้ในการต่อสู้กับทาคิยาฉะ-ฮิเมะ
ส่วนทางด้านทาคิยาฉะฮิเมะก็ได้มีการสลับเปลี่ยนรูปแบบอาวุธกันไปมาระหว่างดาบคาตานะ ดาบง้าวนางามากิ และดาบยาวโอดาจิชนิดคมมายาเรือนแสงอ่อนๆ สีดำทมิฬ เพื่อใช้ในการต่อสู้กับยูกินะด้วยเช่นกัน
โดยดาบง้าวนางามากินั้นจะมาจากการนำปลายด้ามจับของดาบคาตานะมาเสียบเข้ากับช่องเก็บคมดาบของฝักดาบดาบคาตานะ ส่วนดาบยาวโอดาจิชนิดคมมายาเรือนแสงอ่อนๆ สีดำทมิฬนั้นจะมาจากการร่ายมนต์ดำลงบนด้ามจับของดาบคาตานะ เพื่อที่จะทำการเสกมันให้ปรากฏขึ้นที่บริเวณด้ามจับของดาบ
ในขณะเดียวกัน ยูกินะกับทาคิยาฉะฮิเมะต่างก็ได้มีการร่ายเวทย์ หรือมนต์ดำธาตุต่างๆ ทั้ง 7 ธาตุลงบนคมดาบ เพื่อใช้ในการต่อสู้กันด้วย นอกจากนั้นแล้ว ยูกินะกับทาคิยาฉะ-ฮิเมะก็ได้มีการต่อสู้กันด้วยพลังเวทย์ หรือพลังมนต์ดำ ซึ่งมีความดุ เดือดที่ไม่น้อยไปกว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธประจำกายของพวกเธอเลย
โดยฝ่ายยูกินะนั้นได้มีการร่ายเวทย์ชนิดต่างๆ เพื่อใช้ในการต่อสู้กับทาคิยาฉะ-ฮิเมะ ในระหว่างนั้น เธอก็อาจจะมีการใช้แผ่นยันต์ในการร่ายเวทย์อยู่เป็นบางครั้ง ส่วนทางฝ่ายทาคิยาฉะ-ฮิเมะนั้นก็ได้มีการร่ายมนต์ดำชนิดต่างๆ เพื่อใช้ในการต่อ สู้กับยูกินะด้วยเช่นกัน ในระหว่างนั้น เธอก็อาจจะมีการใช้แผ่นยันต์สีดำในการร่ายมนต์ดำอยู่เป็นบางครั้ง
“เท็นมะ / ชินิกามิ”
ทั้งยูกินะและทาคิยาฉะ-ฮิเมะต่างก็รีบทำการอัญเชิญภูติพิทักษ์ประจำกายของแต่ละคนออกมา โดยที่ฝ่ายยูกินะนั้นจะ อัญเชิญภูติพิทักษ์ม้าปีกมีเขาที่มีนามว่าเท็นมะออกมา ส่วนทางฝ่ายทาคิยาฉะ-ฮิเมะนั้นก็จะอัญเชิญภูติพิทักษ์ม้าเพลิงอเวจีมีเขาที่มีนามว่าชินิกามิออกมา ภูติพิทักษ์ประจำกายของพวกเธอทั้งสองคนนั้นต่างก็บินพุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด
โดยที่ภูติพิทักษ์ม้าปีกมีเขาจะทำการพ่นไฟสีเพลิง และปล่อยกระแสไฟฟ้าสีเหลืองออกมา ส่วนภูติพิทักษ์ม้าเพลิงอเวจีนั้นก็จะพ่นไฟสีฟ้าอมม่วง และปล่อยกระแสไฟฟ้าสีดำออกมา
ส่วนทางด้านพวกเธอทั้งสองนั้นต่างก็พุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด ด้วยพลังเวทย์ชนิดต่างๆ กับอาวุธประจำกายอย่างดาบพระแสงฟ้าฟื้นคุซานางิ กับวิชาเวทย์องเมียวของยูกินะ และดาบคุโระมาโฮกาตานะ กับวิชามนต์ดำคุโรงเมียว (คุโระที่แปลว่าสีดำ+องเมียวที่เป็นวิชาเวทย์ในลัทธิชินโตของญี่ปุ่น) ของทาคิยาฉะ-ฮิเมะ
“โอโต้ซามะ”
ทาคิยาฉะ-ฮิเมะรีบทำการอัญเชิญภูติพญามารประจำกายที่มีนามว่าเศียรอสูรเพชฌฆาตแห่งมาซาคาโดะออกมา มาซาคาโดะได้ทำการแปรเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นปืนไฟพกคาบศิลา ก่อนที่ทาคิยาฉะ-ฮิเมะจะรีบคว้ามันไว้ แล้วรีบกระหน่ำยิงใส่ยูกินะแบบไม่ยั้ง แต่ยูกินะก็สามารถปัดกระสุนปืนไฟของอีกฝ่ายไว้ได้ทั้งหมด
ร้ายกาจเอาเรื่องเลยแหะ
ทางด้านยูกินะก็รู้สึกได้ทันทีเลยว่า ทาคิยาฉะ-ฮิเมะนั้นมีฝีมือในด้านการต่อสู้ด้วยอาวุธในระยะประชิด และการใช้วิ ชามนต์ดำที่ร้ายกาจเอามากๆ อีกทั้งวิชามนต์ดำของทาคิยาฉะ-ฮิเมะนั้นก็ยังเหนือกว่าตั้งมากด้วย ที่สำคัญ เธอนั้นยังสามารถใช้ปืนพกได้อีกต่างหาก
“เจ้าหญิงฮิเมรากิ จงใช้ปืนไฟพกคาบศิลาที่อยู่ในหีบนั่นเสีย ปืนไฟพกกระบอกนั่นคือศาสตราวุธชิ้นสำคัญที่เทพีอามาเทราสึได้มอบให้แก่เจ้า”
เมื่อได้ยินที่อันจินได้พูดออกมาเช่นนั้น ยูกินะก็พลางนึกขึ้นมาได้ว่า มีหีบเล็กอยู่ใบหนึ่งที่อันจินนั้นเคยมอบให้ กับเธอในช่วงหลังจากที่ปราสาทเอโดะนั้นได้รอดพ้นจากการถูกรุกรานของเหล่าอสูรโอนิโยไค และกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
ทันทีที่หีบใบนั้นถูกเปิดออกมา มันก็จะมีแสงวาบสีทองเรือนออกมา เผยให้เห็นปืนไฟพกแห่งสุริยันที่ถูกบรรจุอยู่ภายในหีบใบนั้น ซึ่งนางสุริยเทวีแห่งอามาเทราสึนั้นเคยมอบให้กับเจ้าหญิงฮิเมรากิเมื่อหลายร้อยกว่าปีก่อน ในช่วงศึกสง ครามกลางเมือง ยูกินะพลางมองไปยังปืนไฟพกแห่งสุริยันที่อยู่บนกำมือเรียวงามของเธออย่างใจจดใจจ่อ
“อย่าได้ใจให้มันมากนักนะ”
ทาคิยาฉะ-ฮิเมะพลางกระหน่ำยิงใส่ยูกินะอย่างไม่ยั้ง แต่ยูกินะก็ยังสามารถป้องกันกระสุนปืนไฟพกของอีกฝ่ายด้วยแผงบาเรียป้องกันขนาดกว้างที่มาจากกำไลกระจกยาตะ ก่อนที่ยูกินะจะรีบกระหน่ำยิงสวนกลับอย่างไม่ยั้ง พร้อมกับมีการร่ายเวทย์ธาตุต่างๆ ทั้ง 7 ธาตุลงบนตัวปืนไฟพก เพื่อใช้ในการต่อสู้กับอีกฝ่ายด้วยการยิงกระสุนเวทย์องเมียวออกมา
หลังจากที่ต่อสู้กันมาได้สักระยะ ทั้งยูกินะและทาคิยาฉะ-ฮิเมะนั้นต่างก็รีบขึ้นขี่บนหลังม้า แล้วบินขึ้นไปบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ เพื่อที่จะสู้กันต่อบนกลางอากาศทันที
เราจะต้องแย่งชิงชิ้นส่วนจากอายาคาชิทั้ง 7 ชิ้นนั่นกลับคืนมาให้ได้ เพื่อที่จะสามารถช่วยสึบากิจังให้รอดพ้นไปจากคำสาปของเจ้านางเทวีอสูรฯ นั่น เพราะงั้น ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เราก็จะไม่มีวันยอมแพ้...ให้กับผู้หญิงคนนั้นอย่างเด็ดขาด
ยูกินะมองคู่ต่อสู้อันแสนฉกาจอย่างทาคิยาฉะ-ฮิเมะ ด้วยสีหน้าที่กดดันอย่างสุดๆ ใบหน้างามของเธอนั้นพลางนิ่วด้วยความรู้สึกเคร่งเครียด พร้อมกับขมวดคิ้วเข้าหากันเพียงเล็กน้อย จากนั้น ทั้งยูกินะและทาคิยาฉะ-ฮิเมะนั้นต่างก็รีบบินพุ่งเข้าปะ ทะกันอีกครั้ง การต่อสู้กันระหว่างพวกเธอทั้งสองนั้นเป็นไปอย่างดุเดือด ในชนิดที่ไม่มีใครยอมใครกันเลยทีเดียว
ส่วนทางด้านโทโมเอะ และพวกพ้องคนอื่นๆ นั้นต่างก็ยังคงยืนจับตามองศึกการต่อสู้บนกลางอากาศระหว่างสองสาวองเมียวจิที่อยู่ตรงหน้า ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงที่มีต่อยูกินะ
และในทันใดนั้นเอง มาซามุเนะก็ได้ปรากฏตัวขึ้น ก่อนที่เขานั้นจะค่อยเดินเข้าไปหาโทโมเอะ เพื่อที่จะฝากให้เธอช่วยนำเขี้ยว 3 สีของนางอสูรฮันเนีย-อายาคาชิไปให้กับยูกินะ
“เดี๋ยวเจ้ารบกวนช่วยฝากนำของ 3 สิ่งนี้ไปให้กับองเมียวจิฮิเมะที่ชื่อเจ้าหญิงฮิเมรากิอะไรนั่นที”
มาซามุเนะพลางยื่นชิ้นส่วนจากอายาคาชิอีก 1 ชิ้นที่เป็นเขี้ยว 3 สีของนางอสูรฮันเนีย-อายาคาชิที่มีขนาดยาวนิดๆ ให้ กับโทโมเอะ
“ท่านแม่ฝากข้ามา ให้ช่วยนำของสิ่งนี้ไปให้กับเจ้าหญิงฮิเมรากิ...ที่ว่ามาจากโลกในภายภาคหน้าอะไรนั่น คือข้าเองก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเกี่ยวกับมันมากนักหรอก” มาซามุเนะกล่าวกับโทโมเอะไปตามความเป็นจริง เพราะตัวเขาเองนั้นก็ไม่ ได้เข้าใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่นัก
“เดี๋ยวข้าต้องไปแล้ว ตอนนี้ท่านแม่มีอาการป่วยหนัก ข้าจะต้องไปดูอาการของท่านแม่ ลาก่อน”
หลังจากที่กล่าวอำลาจนจบ มาซามุเนะก็รีบขึ้นขี่บนหลังม้า ก่อนที่ตัวเขานั้นจะรีบทำการควบคุมทิศทางการเคลื่อน ไหวของม้าให้รีบเดินออกไปจากพื้นที่บริเวณตรงนั้นในทันที