ตอนที่ห้า กล่าวโทษโอรส์
ผมถอนหายใจ
ท่าทางจะแก้สถานการณ์ตอนนี้ด้วยความรวดเร็ว
ผู้นำแห่งอิงกั๋วท่านหนึ่งบอกว่า
อย่าปล่อยวิกฤติการณ์ให้สูญเปล่า
มันหมายความว่าในสภาวะวิกฤตการณ์นั้นเราสามารถทำเื่ที่ปรกติเราไม่สามารถที่จะกระทำได้
เช่นตอนที่แบบแผนธรรมเนียมของราชสำนักไม่รู้ว่าจะเป็ไปในทิศทางไหนเพราะขันทีสังหารโฮจิ๋นพวกอ้วนเสี้ยวโจโฉสังหารขันทีและตั๋งโต๊ะนำฮ่องเต้เข้าสู่นครหลวงดั่งเช่นตอนนี้นี่เอง
“ขุนนางบู๊มีหน้าที่ตายในสนามรบขุนนางบุ๋นตายเพราะเสี่ยงกราบทูลทัดทานฮ่องเต้ท่านพ่อข้าเป็ขุนนางบู๊แต่ต้องมาคอยแก้ปัญหาให้พวกท่านขุนนางบุ๋นนับว่าเป็เหตุผลกลใด?”
ผมกวาดสายตาไปทางคนที่อยู่ในคณะขุนนางเสนบดีมหาดไทย อ้องอุ้น
“ท่านเสนาบดีอ้องอุ้นบอกข้ามาสักคำรู้กฎหมายแต่ยังทำผิดสมควรลงโทษประการใด?”
อ้องอุ้นที่เป็เสนบาดีผู้ใหญ่ทรงอำนาจในราชสำนักแม้จะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดแต่กลับอ้ำอึ้งไปเมื่ออยู่ต่อหน้าการคาดคั้นถามของตั๋งฮวง
“ความผิดของโอร์ประดุจดั่งดวงตะวันกลางนภา ไหนเลยจะปกปิดปิดบังได้? เมื่อความผิดเห็นได้ชัดเพราะประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าเ้าชีวิตได้รับความอัปยศเช่นนี้ ไหนเลยขุนนางบุ๋นมิอาจจะไม่ตายได้? ท่านเสนาบดีท่านได้กราบทูลทัดทานเื่ราวที่ทำให้เกิดวิกฤติการณ์เช่นนี้บ้างหรือไม่?”
อ้องอุ้นถึงกับกล่าวไม่ออกเมื่อถูกโทษว่าความผิดต่อหน้าทุกคน
แน่นอนตั๋งฮวงรู้ดีว่าไม่ใช่ความผิดของอ้องอุ้นคนเดียวหรือฮ่องเต้และมารดาของเขาที่ไม่ค่อยจะฉลาดนัก
แต่เื่หงสาจอมราชันย์ชอบทำให้คนเข้าใจผิดว่าคนที่มีอำนาจทุกคนเป็คนฉลาด
แต่ที่แท้จริงแล้วคนเราตัดสินใจตามอามอารมณ์และกิเลสมากกว่าที่ตนเองคิด
เราถึงได้เห็นคนที่มีอำนาจและตำแหน่งรับดารานักแสดงสาวๆไปบำเรอกามของตนเอง
ทั้งที่หากเรานับตามหงสาจอมราชันย์ผู้นำประเทศของในใต้หล้าทุกคนคงวางแผนทำลายเม่ยกั๋วให้ตนเองกลายเป็ที่หนึ่งในใต้หล้าขึ้นมาแทนแต่ความเป็จริงนั้นมิใช่เช่นนั้น
“ฮ่องเต้ได้รับความอัปยศขุนนางไหนเลยมิอาจจะไม่ตาย ขุนนางประดุจครูบาอาจารย์ของฮ่องเต้ศิษย์ทำผิดไหนเลยอาจารย์จักไม่ต้องรับผิดชอบได้?บอกข้ามาพวกท่านวางแผนลงโทษตนเองสถานใด?”