ทั้งหลี่อิง หยางเหมยกุ้ย และลั่วอู่หลินมารวมตัวกันอีกครั้ง เบื้องหน้าของพวกเขาคือหัวหน้าโจรที่ตอนนี้ยังไม่ได้ขยับตัวไปไหนและมองไปที่ทั้งสามคนด้วยความประหลาดใจยิ่ง
แต่เมื่อลั่วอู่หลินใช้พลังแสงในการเยียวยาให้กับหยางเหม่ยกุ้ยมันจึงกระจ่างแก่ใจ ที่แท้เจ้าเด็กคนนี้ใช้ลมปราณธาตุแสงมิน่าถึงได้สร้างม่านป้องกันให้กับเจ้าเด็กที่ถือกระบี่ได้ มันไม่คิดเลยว่าตัวตนระดับเพียงแค่กษัตริย์ที่มันไม่คิดแม้แต่ใจใส่ใจเมื่อครู่จะเป็นตัวตนที่เจ้าปัญหาถึงเพียงนี้
"หึ ลมปราณธาตุแสงแล้วอย่างไร ก็แค่ระดับกษัตริย์ผู้ต่ำต้อย"หัวหน้าโจรกล่าวเย้ยหยัน ก่อนที่จะทะยานเข้ามาอยู่ด้านหลังของลั่วอู่หลินในทันใด
ทั้งหลี่อิงและหยางเหม่ยกุ้ยเมื่อเห็นเช่นนั้นดวงตาเต็มไปด้วยควมสะท้านในใจ ก่อนที่ทั้งสองคนจะอุทานออกมาพร้อมกัน "ศิษย์น้อง ระวัง!!"
"คิดจะสังหารข้าหาได้ง่ายดายปานนั้น"ขณะที่หมัดกำลังเข้ามาใกล้ ลั่วอู่หลินแสยะยิ้มเย็นปราณแสงกลับกลายเป็นระฆังสีทองขนาดใหญ่ปกคลุมร่างลั่วอู่หลินเอาไว้และป้องกันการโจมตีอย่างสมบูรณ์
"อะไร!!"
หัวหน้าโจรดวงตาเบิกกว้างเต็มไปด้วยความตกตะลึง หมัดแสนภูมิใจกลับถูกระดับกษัตริย์ที่มันดูแคลนหยุดเอาไว้อย่างง่ายดายโดยไร้ซึ่งบาดแผล นี่คือผลลัพท์ที่มันมิอาจจะยอมรับได้
ทว่าเมื่อมองไปยังชายหนุ่ม ดวงตาสีม่วงปรากฏขึ้นกลับทำให้มันสั่นสะท้านในหัวใจ ในเวลานี้หัวหน้าโจรราวกับได้เห็นภาพขุมนรกสีแดงฉานขนาดใหญ่และมีศพมากมายอีกทั้งศพหล่านั้นยังฉุดรั้งมันเอาไว้ราวกับจึงดึงให้อยู่ในนรกด้วยกัน ใช่! ตอนนี้หัวหน้าโจรกำลังต้องมนต์แห่งภาพมายาซึ่งเกิดจากความสามารถดวงเนตรอสรพิษสวรรค์ขั้นที่สอง สวรรค์ลวงตา
"เสริมกำลัง"
"ศิษย์พี่ ตอนนี้แหละฆ่ามันซะ เร็วเข้า"ลั่วอู่หลินแสร้งทำท่าร้อนรน ทั้งหยางเหม่ยกุ้งและหลี่อิงเมื่อตั้งสติได้ก็พลันพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายในทันทีด้วยท่าที่แรงที่สุดของพวกเขา
"ทักษะหนึ่งหอกเปลวเพลิงสังหารสิ้น"
"ทักษะกระบี่เพลิงตะวันฉาย"
ทั้งหอกและกระบี่เปลวเพลิงพุ่งเข้าใส่หัวหน้าโจรในทันใด ลั่วอู่หลินขยับมือเล็กน้อยสร้างรอยแผลเล็กเล็กๆเอาไว้ให้ เมื่อทั้งหอกและกระบี่ปะทะเข้ากับร่างกายของอีกฝ่ายมันกลับทะลุทะลวงเข้าอย่างง่ายดายและเริ่มแผดเผาอีกฝ่ายในทันที
"ถอย!!"
ทั้งสามคนกระโดดถอยหล่นออกมาเพื่อดูสถานการณ์ ลั่วอู่หลินที่อยู่ด้านหลังสุดแสยะยิ้มเย็นยะเยือกเมื่อจ้องมองไปที่อีกฝ่ายที่กำลังโดนเปลวเพลิงเผาผลาญแต่กลับไม่มีแม้แต่เสียงร้องโหยหวนออกมา นั่นเพราะอีกฝ่ายตบะน้อยกว่าเขาจึงทำให้โดนดวงเนตรอสรพิษสวรรค์สะกดอย่างสมบูรณ์แม้จะตายยังมิอาจหลุดพ้นออกมาได้ หรือก็คืออีกฝ่ายจะตกอยู่ในห้วงแห่งภาพลวงตาเช่นนั้นชั่วนิรันดร์
"ศิษย์พี่รีบใช้หยกบันทึกภาพเร็วไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีหลักฐานเพื่อผ่านภารกิจนะขอรับ อีกทั้งอีกฝ่ายยังเป็นระดับบรรพชนรางวัลย่อมดีกว่าเดิมเป็นแน่แท้"ขณะที่ทุกคนกำลังเคร่งขรึมลั่วอู่หลินกล่าวขึ้นเพื่อเตือนทั้งสองในทันที หยางเหมยกุ้ยจึงไม่รอช้าและใช้หยกบันทึกภาพในทันทีก่อนที่อีกฝ่ายจะกลายเป็นเถ้าธุลีและหายไป
การกำจัดกองโจรครั้งนี้ทำเอาพวกเขาแทบตายเลยก็ว่าได้ เมื่อหัวหน้าโจรตายตกลงไปมันจึงทำให้พวกเขาโล่งใจเป็นอย่างมากและลอยลงไปนั่งลงหอบกระชั้นด้วยความเหนื่อยหล้า
ต้องบอกก่อนว่าแม้การต่อสู้จะผ่านไปเพียงไม่ถึงชั่วยามด้วยซ้ำแต่ด้วยศัตรูแข็งแกร่งเอามากๆจึงต้องใช้พลังเต็มที่เพื่อต่อต้านมัน แม้ในช่วงท้ายอาจจะดูง่ายดายไปบ้าง แต่ทั้งหลี่อิงและหยางเหม่ยกุ้ยเชื่อว่าอีกฝ่ายน่าจะตกตะลึงที่โจมตีศิษย์น้องของพวกเขาไม่เข้าจนเปิดช่องว่างให้พวกเขาได้โจมตี โดยมิคิดที่จะสงสัยในตัวของศิษย์น้องของตนให้วุ่นวาย เนื่องจากถึงอย่างไรที่พวกเขาทั้งสองคนรอดมาได้ก็เป็นเพราะการสนับสนุนจากลั่วอู่หลิน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมกำลัง การเยี่ยวยา หรือเกราะแสงคุ้มกายเองก็ตาม
หากจะบอกว่าใครทำประโยชน์ได้มากที่สุดในภารกิจครั้งนี้ทั้งหยางเหม่ยกุ้ยและหลี่อิงก็คงจะต้องยกตำแหน่งนี้ให้กับศิษย์น้องของพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
"ศิษย์พี่เราจะไปต่อหรือจะกลับดี"ลั่วอู่หลินกล่าวถามหลังจากที่รักษาหยางเหมยกุ้ยจนหาย
"พวกเราจะไปต่อ เราผ่านอุปสรรคใหญ่มาได้แล้วเบื้องหน้าคงไม่มีอะไรที่มันหนักหนากว่านี้แล้ว หากเราพบเจอสิ่งผิดปกติเมื่อไรก็หนีทันที"หยางเหมยกุ้ยตัดสินใจ หากข่าวสารและการประเมินภารกิจจะผิดพลาดมากเกินไปกว่านี้เห็นทีทางตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงคงจะไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป
ทั้งสามออกเดินทางในทันทีแล้วก็เป็นอย่างที่หยางเหม่ยกุ้ยคาดเอาไว้ ภารกิจที่เหลือที่พวกเขารับมาล้วนแต่ง่ายดาย สิบภารกิจที่พวกเขานำมาบัดนี้สำเร็จไปแล้วเก้าภารกิจ และเหลืออีกหนึ่งภารกิจเท่านั้น นั่นคือการกำจัดอสูรระดับจักรพรรดิขั้นเก้า 'ราชาหมาป่าเงาจันทรา'
"ตามข้อมูลของภารกิจ ราชาหมาป่าเงาจันทราจะปรากฏตัวตอนกลางคืนบริเวณตอนเหนือของมหาพงไพร และนอกจากพวกเราแล้วดูเหมือนว่าภารกิจนี้จะถูกส่งไปยังตำหนักใหญ่อีกหลายตำหนักด้วยกัน ภารกิจนี้จึงไม่ได้ยากตรงที่ต้องฆ่าหมาป่าจันทราเท่านั้น แต่จะต้องสู้กันเพื่อแย่งชิงผลงานด้วย"หยางเหมยกุ้ยกล่าวอธิบายขณะที่กำลังบินไปยังจุดหมาย
ลั่วอู่หลินและหลี่อิงเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็อดคิ้วขมวดไม่ได้ การต่อสู้ระหว่างนิกายเพื่อแย้งชิงผลงานงั้นหรือ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเสียแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าศิษย์พี่หญิงจะรับภารกิจเช่นนี้มา
เมื่อทั้งสามเดินทางมาถึงยังที่หมาย เบื้องหน้าของพวกเขายังมีกลุ่มคนอีกมากมายซึ่งสามอาภรณ์ประจำตำหนักของตนเห็นได้ชัดเลยว่ามีเป้าหมายเดียวกัน ลั่วอู่หลินที่เห็นคนมากมายเช่นนี้ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดคนที่มาถึงได้มากมายขนาดนี้ แถมทุกคนยังมีระดับพลังอยู่ที่จักรพรรดิขั้นที่ห้าถึงจักรพรรดิขั้นที่เก้าทุกคนไป
เรียกได้ว่านี่อาจจะเป็นการรวมตัวของศิษย์สายนอกที่แข็งแกร่งที่สุดเลยก็ว่าได้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปไม่นานบรรยากาศก็พลันเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด เบื้องบนท้องฟ้าเหนือผู้คนมากหน้าหลายตาปรากฏหญิงงามในชุดขาวลวดลายเกล็ดหิมะปรากฏตัวออกมาทำให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนี้ต่างหน้าถอดสีไปตามๆกัน
"นะ นั่นแม่นางสวีปิงเอ่อร์ ได้ข่าวว่านางบรรลุระดับบรรพชนขั้นที่สองแล้วนี่แล้วนางมาที่นี่ทำไมกัน"เสียงฮือฮาพลันดังลั่น ลั่วอู่หลินที่มองไปที่นางก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
'ระดับบรรพชนขั้นที่สองแถมอายุน่าจะพอๆกับศิษย์พี่ใหญ่'ลั่วอู่หลินกล่าวในใจ ทว่ากับไม่เกิดประกายหลงไหลขึ้นในแววตา นั่นอาจเป็นเพราะเขามีภรรยาที่ดูงดงามและเย็นชาเช่น ลู่ฟางเยว่ ไป่หลี่เอ่อร์ และไป่หนี่แล้วกระมัง ดังนั้นจึงเคยชินกับบุคลิกเช่นนี้ไปเสียแล้ว
"เห็นทีแบบนี้น่าจะหมดหวัง หากเป็นแม่นางสวีปิงเอ่อร์จริงๆเราไม่มีโอกาสแม้แต่จะแย่งชิงด้วยซ้ำ"หลี่อิงกล่าว หยางเหมยกุ้ยเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ชื่อเสียงของสวีปิงเอ่อร์นั้นดังก้องไปทั่วแดน พรสวรรค์ของนางนับว่าเป็นอันดับหนึ่งของรุ่นเยาว์ในอายุสิบแปดปีนางมีตบะเทียบเท่ากับลั่วอู่หลินที่ผนึกพลังตัวเองอยู่ตอนนี้นั่นคือระดับกษัตริย์ขั้นห้าเรียกได้ว่ามีพรสวรรค์สูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นประมุขตำหนักเทพสวรรค์ผู้เป็นท่านปู่ของนางจึงรักและทะนุถนอมประดุจดังแก้วตาดวงใจและไม่ค่อยให้นางได้ออกจากตำหนักเทพสวรรค์บ่อยนัก การที่ได้เห็นนางมาปรากฏตัวเช่นนี้ไม่รู้ว่าเหล่าศิษย์ในนิกายอื่นๆจะโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่
"แล้วพวกเราจะเอาอย่างไรดีขอรับ จะกลับเลยหรือจะดูความบันเทิงที่นี่ต่อดี"ลั่วอู่หลินกล่าวถามออกไป
"หืม ศิษย์น้องคงไม่ใช่ว่าเจ้าอยากมองดูสาวงามใช่หรือไม่"หยางเหมยกุ้ยกล่าวถามใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
ลั่วอู่หลินหัวเราะอย่างขบขัน "ฮ่าๆๆศิษย์พี่อย่าล้อข้าเล่น ข้าเพียงเห็นว่าการต่อสู้เช่นนี้มันน่าสนใจดีและอยากรู้ว่าใครจะกล้าต่อกรกับนาง อีกอย่างแม้ว่านางจะมีพรสวรรค์มากแต่ความงามนั้นก็ถือว่าธรรมดาไม่ได้หวือหวาอะไร"
สิ้นคำกล่าวของลั่วอู่หลิน หยางเหมยกุ้ยถึงกับรอยยิ้มแข็งค้างอย่างช่วยไม่ได้ อย่างแม่นางสวีปิงเอ่อร์เนี้ยนะหน้าตาธรรมดาไม่ได้หวือหวาอะไร ศิษย์น้องของนางต้องตาเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ นางดูอย่างไรที่มันก็หญิงงามแห่งยุคคนหนึ่งชัดๆ
"ดูเสียหน่อยก็ไม่ได้เสียหาย แต่ห้ามทำอะไรมากไปกว่าดูละ พวกเราในตอนนี้ต้องยอมรับว่าไม่อาจจะสู้นางได้จริงๆ"หยางเหม่ยกุ้ยเอ่ยปาก ลั่วอุ่หลินและหลี่อิงก็พลันนั่งลงยังโขดหินในทันทีเพื่อดูความสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น
ในเวลานี้ด้านหลังของสวีปิงเอ่อร์ปรากฏร่างของชายหญิงสองคนที่ตบะระดับจักรพรรดิขั้นเก้า และแผ่ออร่าสูงส่งออกมาไม่ขาดสาย เหล่าผู้ฝึกตนที่อยู่ตอนแรกคิดจะสู้แย่งชิงหมาป่าจันทราส่วนมากก็พากันถอดใจ ใครจะไปสู้กับตัวตนระดับบรรพชนกัน นั่นเท่ากับเอาตัวเองไปตายโดยไร้ประโยชน์ชัดๆ แต่ก็ยังมีหลายกลุ่มด้วยกันที่ยึดมั่นถือมั่นจนไม่ยอมถอยกลับไป
"เหอะ คนพวกนี้ขี้ขลาดเสียจริงแค่เพียงเท่านี้ก็ไม่กล้าที่จะต่อกรกับพวกเราแล้ว"ชายที่ยืนดูด้านหลังของสวีปิงเอ่อร์กล่าวเสียงดังราวกับไม่หวั่นเกรงว่าใครจะได้ยิน
"เหลียงหลง อย่าให้มันมากนัก หากมิใช่คุณหนูอยู่ที่นี่ใครกันจะเกรงกลัวพวกเรา"หญิงสาวที่อยู่อีกฝั่งกล่าวตื่นสติชายหนุ่มในทันที ทำให้สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
"พวกเจ้าทั้งสองคนเงียบซะ ศัตรูมาแล้ว"สวีปิงเอ่อร์กล่าว ทันใดนั้นเบื้องหน้าปรากฏเงาสีดำขนาดใหญ่ขึ้นแล้วค่อยๆก่อร่างกลายเป็นหมาป่าที่มีสัญลักษณ์พระจันทร์เสียวอยู่กลางหน้าผาก ออร่าที่มันปลดปล่อยออกมานั้นเรียกได้ว่าน่าเกรงขามยิ่ง
ลั่วอู่หลินเมื่อเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าก็พลันยกยิ้มมุมปากอย่างช่วยไม่ได้ 'ผิดคาดอยู่บ้าง แต่ข้าก็อยากจะรู้เช่นกันว่าพวกเจ้าจะกำจัดมันได้อย่างไร'
ชายหนุ่มกล่าวขึ้นในใจ หากถามว่าเหตุใดจึงเขาถึงได้กล่าวออกมาเช่นนี้ เหตุผลนั้นช่างง่ายดาย นั่นเพราะหมาป่าเงาจันทราเบื้องหน้าหาได้มีระดับพลังจักรพรรดิขั้นเก้าไม่ แต่กลับมีระดับถึงบรรพชนขั้นที่สามนั่นเอง