บทที่ 38 แผนอันชาญฉลาดของเซี่ยมู่
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดหลานเฉิงก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับลู่จือฉิง แต่ความขัดแย้งครั้งนี้กลับกลายเป็นหนามแหลมคมที่ทิ่มแทงเขา สร้างบาดแผลให้เจ็บปวดไปทั่วทั้งร่างกายและจิตใจ
ลู่จือฉิงเห็นท่าทางลำบากใจของหลานเฉิงจึงอดเอ่ยถามขึ้นไม่ได้ว่า
“ท่านเป็นอะไรไปหรือ? หรือว่าขายภาพปลอมแล้วถูกจับได้?”
ในใจของลู่จือฉิงนั้นคิดว่าไม่มีเรื่องอะไรใหญ่กว่านี้แล้ว เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาที่เป็นกังวลอย่างจริงจังของลู่จือฉิง หลานเฉิงก็ได้แต่รู้สึกจนใจ คิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรปรึกษาหารือกับนางตั้งแต่แรก
ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับไป เซี่ยมู่ตัวน้อยก็เอ่ยปากขึ้นมากะทันหันว่า “พี่รุ่ยมาแล้ว”
ลู่จือฉิงตกใจจนตัวโยนเกือบจะกระโดดขึ้นจากเก้าอี้หวาย พลางมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตระหนก “ชิวหลินรุ่ย!”
หลานเฉิงก็ยิ่งประหลาดใจ ชิวหลินรุ่ยเพิ่งจะจากไปเมื่อเช้านี้เองลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ต่างก็ถูกจับตาดูอย่างเข้มงวดในตอนนั้น เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เซี่ยมู่ไม่น่าจะเห็นเขาได้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าชิวหลินรุ่ยมาแล้ว
เซี่ยมู่เห็นคนทั้งสองประหลาดใจเช่นนี้ก็รู้สึกแปลกใจยิ่งกว่า เหตุใดเรื่องแค่นี้ถึงดูยากเย็นนัก บนร่างกายของพี่ชายหลานมีกลิ่นอายของเขาติดอยู่หรือว่าท่านแม่จะไม่ได้กลิ่น
แต่เมื่อคิดอีกทีท่านแม่ย่อมไม่รู้ตัวอยู่แล้ว เพราะท่านแม่ไม่เคยร่วมหลับนอนกับเขานี่นา ดังนั้นจึงไม่คิดอธิบายอะไรอีก
ลู่จือฉิงเห็นแววตาตื่นตะลึงของหลานเฉิงในใจก็ยิ่งตกตะลึงกว่า “เป็นไปได้อย่างไร! ชิวหลินรุ่ยผู้นั้นมาที่นี่จริง ๆ หรือ?”
หลานเฉิงเห็นว่าปิดบังต่อไปไม่ได้แล้ว จึงเอ่ยปากเล่าทุกอย่างออกมา
“ใช่แล้ว เขามาตามหาพวกเจ้า”
“แล้ว แล้วท่านบอกเขาว่าอย่างไร?” ลู่จือฉิงถามอย่างร้อนใจ
หลานเฉิงตอบอย่างจนใจ “หากข้าบอกเขาไป ตอนนี้พวกเจ้าจะยังคงอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัยเช่นนี้หรือ?”
ลู่จือฉิงลองคิดตามก็พบว่ามีเหตุผล แต่เมื่อคิดอีกทีก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง เหตุใดหลานเฉิงถึงไม่ยอมปริปากเล่าออกมา หรือว่า... หรือว่า...
“ท่าน ท่านรู้มาตลอดว่าพวกข้าเป็นนักโทษหลบหนี!” ลู่จือฉิงหลุดปากพูดออกมา ทั้งยังเรียกตัวเองว่า ‘นักโทษหลบหนี’ อีกด้วย
หลานเฉิงหัวเราะ “ในเมืองหลวงนี้มีใครไม่รู้เรื่องนี้บ้าง เจ้าคิดว่าข้าไม่เคยออกจากจวนเลยหรืออย่างไร?”
“ถ้าอย่างนั้น เหตุใดท่านถึงต้องช่วยพวกข้าปิดบังล่ะ? นี่มันมีความผิดฐานช่วยนักโทษหลบหนีนะ!” ลู่จือฉิงอดห่วงเขาไม่ได้ แม้ว่าชายหนุ่มผู้นี้จะมีนิสัยแปลก ๆ ไปบ้าง แต่ก็เป็นคนที่ดีคนหนึ่ง รูปร่างหน้าตาก็ดี ทั้งยังใจดีอีกต่างหากหาได้ยากนัก
คำถามนี้กลับทำให้หลานเฉิงถึงกับพูดไม่ออก ใช่ ทำไมกัน? เหตุใดถึงต้องช่วยลู่จือฉิง เหตุใดถึงต้องปกปิดแทนพวกนาง ทั้ง ๆ ที่นี่เป็นการให้ที่พักพิงแก่นักโทษหลบหนี มีความผิดร่วมกันแท้ ๆ
เหตุใดถึงต้องเก็บลู่จือฉิงไว้ข้างกาย เหตุใดถึงชอบเซี่ยมู่นัก เหตุใดถึงยังอยากเก็บพวกเขาเอาไว้ เหตุใดถึงอยากเก็บไว้ตลอดไป...
แท้จริงแล้วปัญหาทั้งหมดไม่ได้เป็นปัญหา แต่เป็นเพียงทางผ่านไปสู่จุดหมายเดียวกันคือจิตใจของหลานเฉิง ณ ใจกลางนั้นมีความลับที่ซ่อนอยู่ภายในใจเปรียบเสมือนก้อนหินที่จมดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำ แม้ผิวน้ำจะดูสงบไร้คลื่น แต่มันยังคงอยู่ที่นั่นคอยเตือนใจหลานเฉิงว่าบางสิ่งบางอย่างได้ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นแล้ว
หลานเฉิงไม่ได้ตอบ ทว่าเซี่ยมู่กลับพูดแทรกขึ้นว่า “โอ๊ย! ตอนนี้ไม่ต้องมัวคิดถึงเรื่องเหล่านี้แล้วรีบพูดประเด็นสำคัญสิ! พี่หลาน ชิวหลินรุ่ยผู้นั้นมาที่นี่พบเห็นสิ่งใดหรือไม่?”
ขนาดมีเรื่องใหญ่เช่นนี้เกิดขึ้น แต่เด็กน้อยวัยห้าขวบอย่างเซี่ยมู่กลับสงบนิ่งกว่าผู้ใหญ่เสียอีก หลานเฉิงมองเขาแล้วอมยิ้มด้วยความชื่นชม
“ไม่พบอะไรเลย”
เซี่ยมู่กับลู่จือฉิงจึงถอนหายใจด้วยความโล่งใจ ทว่ากลับได้ยินหลานเฉิงกล่าวต่อว่า “เขาให้ข้าช่วยตามหาพวกเจ้าด้วย”
“ห๊ะ?!” ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ร้องออกมาพร้อมกัน นี่มันหมายความว่าอย่างไร ชิวหลินรุ่ยให้หลานเฉิงช่วยตามหาคน ข้อมูลนี้มากมายเกินไปแล้ว
ตัวอย่างเช่น ชิวหลินรุ่ยกับหลานเฉิงรู้จักกันตั้งแต่เมื่อใด? เหตุใดชิวหลินรุ่ยจึงให้หลานเฉิงช่วยตามหาคน? หลานเฉิงเป็นใครกันแน่? เหตุใดคนที่ชิวหลินรุ่ยตามหาไม่พบจึงให้หลานเฉิงช่วยตามหา?
หลานเฉิงมองแววตาที่สงสัยของพวกนางสองแม่ลูก ก็พอรู้ว่าเรื่องนี้คงปิดบังไว้ไม่ได้นาน จึงตัดสินใจบอกพวกนางเองดีกว่าให้รู้จากปากคนอื่น จึงได้แต่กล่าวอย่างจนใจ “ข้ากับท่านอ๋องรุ่ยคบหากันมานานหลายปีแล้ว”
ห๊ะ?! ลู่จือฉิงสาววายจากยุคปัจจุบัน ความชิปชายชายก็พลุ่งพล่านขึ้นมา หรือว่าที่ชิวหลินรุ่ยไม่ยอมแต่งภรรยา เป็นเพราะหลานเฉิงผู้นี้อย่างนั้นหรือ?
ลู่จือฉิงมองสำรวจหลานเฉิงขึ้นลง ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก หนึ่งบุรุษที่ราวกับภูเขาน้ำแข็ง ท่าทางเย็นชา อีกหนึ่งบุรุษที่บริสุทธิ์ดุจคุณชาย นี่มันนิยายวายโบราณชัด ๆ
หลานเฉิงเห็นสายตาแปลก ๆ ของลู่จือฉิงก็พอรู้ว่าภายนอกต่างลือกันถึงชิวหลินรุ่ยเช่นใด จึงรีบอธิบายว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น ข้ากับท่านอ๋องรุ่ยเป็นสหายสนิทกันเท่านั้น ครั้งหนึ่งเขาเคยช่วยชีวิตข้าไว้”
หนี้ชีวิต? จุดสนใจของลู่จือฉิงเปลี่ยนไปอีกครั้ง ในเมื่อเมื่อชิวหลินรุ่ยมีบุญคุณช่วยชีวิตเขา เหตุใดเขาจึงต้องปิดบังเรื่องของนาง ยิ่งคิดยิ่งน่าสงสัย
หลานเฉิงอ่านใจคนออก ยิ่งเป็นลู่จือฉิงที่แสดงความรู้สึกทุกอย่างออกทางใบหน้า หลานเฉิงย่อมรู้ว่านางกำลังคิดอะไร จึงรีบกล่าว “แม่นางดูเป็นคนดี ไม่ได้เป็นดังในประกาศ ข้าคิดว่าเรื่องนี้คงมีการเข้าใจผิด จึงให้แม่นางพักอยู่ที่นี่ก่อน”
เช่นนั้นก็ให้นางพักอยู่ที่นี่สิยังมีอะไรต้องคิดอีก ลู่จือฉิงไม่เข้าใจว่าหลานเฉิงกำลังลังเลอะไร
หลานเฉิงไม่อาจบอกฐานะที่แท้จริงของตนให้นางรู้ได้ในตอนนี้ ได้แต่บอกว่า “อย่างไรเสีย เขาสั่งให้ข้าตามหาพวกเจ้า ข้าต้องตามหาพวกเจ้าให้พบ แต่ข้าไม่ต้องการให้พวกเจ้ากลับไปยังจวนอ๋องรุ่ยอีก”
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่แม้ไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไร แต่ก็รู้ว่าไม่ควรซักถามต่อ เซี่ยมู่จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ท่านกำลังถามพวกข้าว่าควรทำเช่นไร?”
หลานเฉิงเหลือบมองไปทางอื่น “นี่ไม่ใช่ว่าข้ากำลังปรึกษากับพวกเจ้าอยู่หรอกหรือ?”
เซี่ยมู่เล่นกับเถาวัลย์องุ่นที่ดึงลงมาจากซุ้ม นิ้วของเขาพันไปรอบ ๆ อย่างสบายอารมณ์ “ง่ายมาก”
“ง่ายอย่างไร?” หลานเฉิงรีบถาม
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเซี่ยมู่เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้าจะบอกท่านก็ได้ แต่ว่าท่านจะจ่ายเท่าไหร่ล่ะ?”
หลานเฉิงโกรธจนพูดไม่ออก “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังจะคิดถึงแต่เรื่องเงินอีก?”
เซี่ยมู่ตอบกลับอย่างองอาจว่า “ท่านก็ต้องให้ค่าเดินทางด้วยสิ!”
เงินติดตัวหรือ? ครั้งนี้ลู่จือฉิงเองก็เอ่ยถามขึ้นบ้าง “เจ้าจะไปงั้นหรือ?”
“ไม่ใช่แค่ข้า” เซี่ยมู่ชี้นิ้วไปที่หลานเฉิงกับลู่จือฉิง “แต่เป็นเราสองคนแม่ลูก ให้พี่หลานพาพวกเราหนีออกจากเมืองหลวง แล้วค่อยทำทีเป็นออกตามหา และสุดท้ายก็ยืนดูพวกเราหนีไป”
ยืนดูพวกนางหนีไป? เช่นนี้จะไม่ดูออกว่าจงใจโกหกไปหน่อยหรือ?
“ถึงอย่างไรพี่หลานก็รับปากพี่หลินรุ่ยว่าจะตามหาพวกข้า แต่ไม่ได้รับปากว่าจะจับพวกข้ากลับไปสักหน่อย”
เซี่ยมู่แลบลิ้นน้อย ๆ ออกมา “แต่หากทำเช่นนี้ท่านกลับไปอาจถูกพี่หลินรุ่ยลงโทษได้นะ”
หากสำนักหลานซีปล่อยลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่หลบหนีไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ ย่อมเป็นการจงใจแน่นอน เพราะสายลับล้วนเป็นยอดฝีมือ มิอาจปล่อยให้แม่ลูกผู้อ่อนแอหลบหนีไปต่อหน้าต่อตาได้
ทว่านี่นับเป็นวิธีการหนึ่ง ที่ทั้งรักษาชื่อเสียงของสำนักหลานซี และปกป้องลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ได้ ครั้นถึงยามนั้นแม้ตามหาพวกนางพบ คนทั่วหล้าย่อมมิอาจกล่าวโทษสำนักหลานซีได้ แต่หากลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่หนีไป ชิวหลินรุ่ยย่อมไม่ปล่อยเขาไปง่าย ๆ แน่นอน
ยอมสละตนเพื่อช่วยลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจครั้งนี้แล้ว
หลานเฉิงยึดถือหลักการเอาตัวรอดที่เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก นั่นคือฟ้าดินไม่ปรานีผู้อื่น ย่อมถูกลงทัณฑ์ บัดนี้ต้องเสียสละตนเพื่อช่วยคนอื่นอีกสองคน หลานเฉิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งไม่อาจตัดสินใจได้
เซี่ยมู่โบกมือเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับไปนอนเอกเขนกบนเก้าอี้หวายดังเดิม “ท่านแม่ ข้าว่าพี่หลานยังแสดงความจริงใจไม่พอนะขอรับ”
ลู่จือฉิงไม่เข้าใจว่าเจ้าเด็กแสบนี่พูดเรื่องอะไร ทว่าขณะนั้นหลานเฉิงกลับลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “ตกลง เช่นนั้นก็ตามนี้ คืนนี้เราจะออกเดินทางกัน พวกเจ้าต้องหนีออกจากเมืองไปให้ไกล แล้วห้ามกลับมาอีก”
“เช่นนั้น…”
“ไม่เป็นไร” หลานเฉิงเผยรอยยิ้มอย่างมั่นใจ “ขอเพียงพวกเจ้าไม่กลับมา ชิวหลินรุ่ยย่อมหาพวกเจ้าไม่พบ แต่ข้าหาพบ”
ลู่จือฉิงมองรอยยิ้มนั้น ไม่อาจรู้ได้ว่าเหตุใดในใจจึงรู้สึกอบอุ่น แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมานางจะไม่เคยรู้ว่าหลานเฉิงเป็นผู้ใด ทว่าหลานเฉิงผู้นี้มีความสามารถ นางไม่เคยสงสัยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น หลานเฉิงยังมีเงินอีกด้วย
แผนการเบื้องต้นจึงเป็นเช่นนี้ คืนนี้หลานเฉิงจะพาลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่หนีออกจากเมืองหลวง รอจนหลานเฉิงตามหาพวกนางพบ ทว่ากลับยืนดูพวกนางจากไปและทิ้งหยกไว้ให้ดูต่างหน้าเพียงชิ้นเดียว