มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 46 เฟิ่งหลาน

           ทันทีที่ได้กลิ่นอันหอมหวลก็ขมวดคิ้วนิดหนึ่งยามจ้องมองไปในขวดสีหน้ากลับเปลี่ยนแปรวูบหนึ่งหันมามองทาง บุรุษชุดดำคลุมศีรษะสวมหมวกฟางสีดำ และกล่าวขึ้น 

     

            "ท่านเป็นเจ้าของโอสถ ที่ต้องการจะให้สำนักประมูลเชียงหยางเราประเมินราคาให้ใช่หรือไม่ ?"

     

            ชราสูงวัยรูปร่างท้วมผมสีเงินสอบถามด้วยเสียงราบเรียบเย็นชาเย่อหยิ่ง 

     

            "ใช่ เป็นข้าพเจ้า" 

     

            กังหลงตอบกลับไปด้วยเสียงที่แหบราบเรียบเย็นชาเช่นกัน

     

            ชราสูงวัยรูปร่างท้วมผมสีเงิน มุ่นคิ้วนิดหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงตอบกลับตนเข่นนั้น  ...สอบถามต่อ

     

            "เป็นผู้ใดฝากให้ท่านนำโอสถนี้มาประเมิน และใครเป็นผู้ปรุงโอสถนี้ ?"

     

            เมื่อได้ฟังเช่นนี้ กังหลงเริ่มบังเกิดโทสะขึ้น เกร็งลมปราณสาดประกายสายตาเจิดจ้าวูบหนึ่งและหายไป พร้อมกล่าวขึ้น

     

            "โอสถนี้มีข้าพเจ้าเป็นเจ้าของ ข้าพเจ้าย่อมเป็นผู้ปรุงขึ้นมาเอง มีอะไรผิดปกติหรือไม่ หรือสำนักประมูลไม่สะดวกจะประเมินราคา หากเป็นเช่นนั้นข้าพเจ้าจะได้ไปที่อื่น !!"       

     

            ทันทีที่ได้เห็นประกายสายตาอันคมกล้าและสัมผัสกับพลังอันกล้าแข็งที่บุรุษชุดดำคลุมศีรษะสวมหมวกฟางสีดำแสดงออกมาวูบเดียว.ชราสูงวัยรูปร่างท้วมผมสีเงินถึงกับผงะ !!..

     

            และยิ่งได้ยินคำตอบที่ตอบกลับมายิ่งทำให้ตื่นตกใจจนเหงื่อไหลซึมเต็มด้านหลัง  เพราะก่อนหน้านี้ชราสูงวัยรูปร่างท้วมผมสีเงินผู้นี้ได้ใช้ปราณสำรวจระดับปราณของบุรุษชุดดำคลุมศีรษะสวมหมวกฟางสีดำ แต่กลับไม่พบพลังปราณใด ๆ ทำให้ตนประเมินว่า บุคคลที่นำโอสถมานี้คงเป็นขโมยธรรมดาที่ไร้ปราณยุทธแอบหยิบฉวยนำของมีค่าของผู้อื่น ดังเช่นโอสถระดับห้ามาขายที่สำนักประมูล



            แต่ยามเมื่อสัมผัสกับพลังที่กล้าแข็งวูบหนึ่งเข้า ด้วยพลังนี้แม้แต่ตนก็มิอาจจะเป็นคู่มือได้ และได้ยินคำตอบยอมรับว่าเป็นผู้ปรุงโอสถระดับห้าเม็ดนี้ขึ้นมาเอง เท่ากับตนได้ประเมินคนผู้นี้ผิดไปเสียถนัด



            คนผู้นี้หากสามารถปรุงโอสถระดับห้าได้ใยมิใช่เป็นนักปรุงโอสถระดับห้าผู้หนึ่ง และมิใช่มีความสามารถด้านโอสถที่สูงไปกว่าตนถึงสองระดับเลยรึ..!!



            เมื่อทบทวนคิดแล้วจะไม่ทำให้ชราสูงวัยรูปร่างท้วมผมสีเงินไม่ตกใจจนเหงื่อกาฬไหลรินจนเปียกชุ่มไปทั่วทั้งแผ่นหลังได้อย่างไร  เหตุการณ์เมื่อเป็นเช่นนั้น ชราสูงวัยรูปร่างท้วมผมสีเงินจึงรีบเปลี่ยนท่าที จากเย่อหยิ่งจองหองกลับเป็นนอบน้อมในทันที ยกมือประสานก้มกายคำนับขอขมาและรีบกล่าวขึ้น

     

            "ข้าพเจ้าหลิวกู่ต้องขออภัยอย่างยิ่งที่มีตาแต่หาไร้แววไม่ บังอาจทำกิริยาอันไม่สมควรต่อท่านผู้สูงส่ง  ส่วนโอสถนี้ทางสำนักประมูลจะนำไปเปิดประมูลให้แก่ท่านทันที นับว่าโชคดีที่ท่านผู้สูงส่งได้มาขณะจะเริ่มเปิดประมูลของวันนี้พอดี จึงขอเชิญท่านผู้สูงส่งเข้าร่วมชมการประมูลด้วยกัน เผื่อจะมีสิ่งที่ท่านพึงพอใจในครานี้ด้วย เชิญท่าน ๆ"

     

            หลิวกู่รีบก้มน้อมเชิญกังหลงไปยังห้องประมูล  กังหลงได้ยินเช่นนั้นให้รู้สึกยินดียิ่ง ตนได้มีโอกาสเข้าร่วมการประมูลนับเป็นครั้งแรกของชีวิต จึงคลายโทสะลง และกล่าวด้วยเสียงที่นุ่มนวลขึ้น

     

            "อืม..มีทราบมิมีความผิด งั้นนำทางเถอะข้ามีหลายอย่างที่ต้องทำ"

     

            หลิวกู่และชายชราผมขาวตอบรับพร้อมกันและรีบกุลีกุจอเดินนำกังหลงไปยังห้องประมูลทันที

     

            "ขอรับ ท่านผู้สูงส่ง เชิญท่านตามข้าน้อยมา ข้าน้อยจะนำท่านไปนั่งยังฝั่งที่นั่งกิตติมศักดิ์"

     

            ภายใต้การนำของชายชราผมขาวและปรมาจารย์หลิวกู่ กังหลงรุดเข้าห้องประมูลที่กำลังดำเนินการประมูลสิ่งของอยู่  ห้องประมูลดูโอ่โถงมาก  กว้างขวางบรรจุคนหลายร้อยคนได้สบาย  แสงสว่างส่องจ้าไปยังเวทีซึ่งอยู่กลางห้อง  รอบ ๆ เวทีคราคร่ำไปด้วยผู้คน เสียงเอะอะอึดทึกครึกโครมลั่นไปทั้งห้องโถงใหญ่ 

     

            กังหลงเดินตามบุคคลทั้งสองไปยังตำแหน่งมุมด้านขวาที่มีพื้นที่แยกไว้เป็นเอกเทศน์ส่วนหนึ่ง เป็นตำแหน่งที่อยู่สุงขึ้นมาเล็กน้อยมีม่านบาง ๆ กั้น สามารถมองผ่านช่องดูเวทีได้ชัดเจน ส่วนนี้ดูสงบไม่วุ่นวายเช่นด้านอื่น นับว่าเหมาะสมจะมานั่งชมอย่างสงบยิ่ง

     

            ระหว่างเดินผ่านผู้คนต่างหันมามองด้วยความสนใจ เนื่องจากน้อยครั้งที่จะเห็นปรมาจารย์หลิวกู่ผู้เย่อหยิ่ง จะเดินนำใครเข้ามาในห้องประมูลด้วยตนเอง เกิดเสียงวิบซิบเบา ๆ ดังไปทั่วสนาม

     

            "ไม่ทราบเป็นผู้ใดถึงได้ทำให้ปรมาจารย์หลิวกู่ผู้เย่อหยิ่ง ออกมาต้อนรับและเดินนำมาเข้าห้องประมูลด้วยตนเองเช่นนี้ ? "

     

            "คนชุดคลุมดำผู้นั้นดูลึกลับ มิทราบใช่เป็นบุคคลสำคัญใดของสำนักประมูลเชียงหยางหรือไม่ ?"

     

            "หรือจะเป็นนักปรุงโอสถเช่นกัน หากเป็นเช่นนั้นคงต้องเป็นนักปรุงโอสถระดับที่สูงกว่าปรจารย์หลิวกู่ผู้เย่อหยิ่งผู้นี้เป็นแน่แท้ แต่ไม่เห็นสัญลักษณ์นักปรุงโอสถใด ๆ ที่อกเสื้อของคนผู้นี้เลย"

     

            หลากหลายความสงสัยพึมพำอยู่ชั่วครู่หนึ่ง....ฉับพลันทั่วทั้งสนามเงียบกริบดุจป่าช้า..!!

     

            กังหลงมองไปยังตำแหน่งกึ่งกลางเวทีประมูล ภายใต้แส่งไฟสว่างระยิบระยับบนเวที  สตรีงามในชุดกระโปรงสีแดงสด ชายกระโปรงสั้นเหนือเข่าประมาณสามนิ้ว อวดเรียวขาขาวเนียนสล้างงามสมส่วน มองลงเบื้องล่างเท้าอันเล็กกลมกลึงสวมไว้ด้วยร้อยเท้าหุ้มส้นสีแดงสดเล็กจิ๋ว ..ปกปิดส่วนบนด้วยเสื้อรัดรูปไร้แขนสีแดงสด

     

            มองเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งอันงดงามดุจจิตรกรเอกสรรสร้างขึ้น เรียวแขนทรงกระบอกได้รูปขาวเนียนดุจหิมะ วงพักตร์ได้รูปดวงตาสดใสหวานซึ้ง คิ้วเรียวงามดังพระจันทร์เสี้ยว ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงขาด  ไว้ผมยาวสลวยยาวไปถึงบั้นเอว  ทุกอย่างผสมรวมกันดุจสวรรค์สรรสร้างมา ประกอบขึ้นเป็นสตรีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นงามล้ำดุจเทพธิดาจำแลง ยากจะหาตำหนิใด ๆ  มาทำให้ดูมัวหมองลงได้...กังหลงพึมพำขึ้นในใจ

     

            "มิน่า..ถึงได้สะกดฝูงชนนับพันให้เงียบลงภายในพริบตา สตรีล่มเมืองเช่นนี้ สำนักประมูลสามารถมีสตรีเช่นนี้ได้ ย่อมไม่มีวันที่การประมูลจะไร้ผู้คนสนใจ"

     

            กังหลงหันไปกล่าวกับปรมาจารย์หลิวกู่ที่นั่งด้านข้างว่า..

     

            "มิทราบสิ่งของของข้าสามารถร่วมประมูลได้เลยหรือไม่ หรือใช้เวลานานปานใด บังเอิญข้ามีกิจธุระที่จำเป็นต้องจัดการหลังจากนี้ หรือจะให้ข้าฝากสิ่งของไว้ให้สำนักประมูลท่านจัดการไปก่อนแล้วค่อยกลับมาฟังผล" 

     

            "ท่านผู้สูงส่งโปรดรอสักครู่ ข้าจะดำเนินการให้ในทันที"

     

            "เฒ่ามู่รีบนำสิ่งของไปให้เฟิ่งหลานดำเนินการประมูลโดยเร็ว"

     

            ปรมจารย์หลิวกู่ รีบกล่าวอย่างนอบน้อมพร้อมกระซิบชายชราผมขาว สักครู่ชายชราผมขาวก็นำขวดโอสถไปด้านหลังเวทีและตรงเข้าไปกระซิบกับสตรีงามชุดแดงบนเวที  สตรีงามได้หันมองมาทางกังหลงชั่วครู่ เก็บของที่ได้มาไว้บนถาดหยกพร้อมคลุมผ้าจัดวางไว้ถัดจากสิ่งของอื่นเพียงมิกี่รายการ และทำหน้าที่ของนางบนเวทีต่อ ด้วยเสียงอันหยาดเยิ้มไพเราะเพราะพริ้งดุจเสียงระฆังเงิน

     

            จากสุ้มเสียงอันหวานหยดย้อยของหญิงสาว ประกอบด้วยรูปร่างหน้าตา ทรวดทรงองค์เอวที่ต่างทำให้บุรุษลุ่มหลงจนโงหัวไม่ขึ้น ราคาของสินค้าที่ไม่นับว่าล้ำค่าหายากอันใด กลับกลายเป็นราคาทะยานขึ้นด้วยระดับความเร็วอันร้อนแรงยิ่ง

     

            เฟิ่งหลาน..นับเป็นพิธีกรประมูลอันดับหนึ่งของสำนักประมูลเชียงหยาง...โฉมสะคราญที่ทั่วทั้งเมืองเหอหนานไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก รูปโฉมงดงาม กิริยาสุขุมเยือกเย็นแพรวพราวด้วยเสน่ห์ บุรุษมากมายล้วนศิโรราบอยู่ภายใต้ชายกระโปรงของนาง..