หลังจากสนทนากันสักพักหนึ่ง เซเรน แม่บุญธรรมของไป๋ฟางก็ขอตัวไปจัดการธุระที่อื่น และปล่อยให้พวกเขาพูดคุยกันเอง
สายตาของวาสเหลือบไปมองเด็กสาวผมดำที่เกาะขาไป๋ฟางไว้ราวกับลูกลิง เธอมีใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโตและแก้มที่ดูอวบอิ่มดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่สายตายามที่เธอมองวาสนั้นแสดงความเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน
จากที่ไป๋ฟางเล่ามา เธอนั้นเจอเด็กหญิงคนนี้จากร้านค้าทาสในเผ่าพันธุ์อื่น ในตอนแรกที่เจอนั้นเด็กหญิงมีเพียงสายตาที่ดุร้ายราวกับสัตว์ ร่างกายที่ผอมแห้งเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลจำนวนนับไม่ถ้วนที่เกิดจากการต่อสู้เอาชีวิตรอด ขาข้างหนึ่งของเธอนั้นบิดงอผิดรูปซึ่งทำให้เธอนั้นต้องอยู่ในสภาพพิการไปตลอดชีวิต ทว่าถึงสภาพร่างกายของเธอจะย่ำแย่แค่ไหนแต่มือที่กุมมีดของเธอก็ไม่เคยคลายออกปล่อยให้อาวุธอยู่ห่างกายเลยแม้แต่วินาทีเดียว
จากที่พ่อค้าทาสเล่ามา เริ่มแรกเด็กหญิงคนนี้ถูกล่อลวงมาขายจากคนเผ่าพันธุ์เดียวกัน นับเป็นโชคร้ายของเธอที่คนแรกที่ซื้อเธอไปนั้นต้องการนำทาสไปใช้ในฐานะแนวหน้าของสงคราม
สำหรับเด็กหญิงชาวมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เมื่ออยู่ในสงครามนั้นจะมีโอกาสรอดชีวิตต่ำมาก หน้าที่เดียวของเธอก็คือทำตัวให้เป็นโล่ให้กับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง
อย่างไรก็ตามเด็กหญิงผู้นี้กลับไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของชีวิต เธอสู้ยิบตาทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีชีวิตรอด อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครเห็นมุดตัวไปซ่อนอยู่ใต้กองซากศพ ต่อให้ถูกเหยียบย่ำจนกระดูกแตกหรือขาหักเธอก็ไม่ยอมร้องออกมาสักแอะ จนจบสงครามหน่วยเก็บซากได้มาพบเธอเข้า ก่อนจะนำตัวเธอมาขายให้พ่อค้าทาสอีกทีเพื่อที่จะได้หาคอร์ไปสังสรรค์
ไป๋ฟางที่ได้รับรู้เรื่องราวก็เวทนาเธอเป็นอย่างมากจึงได้ซื้อตัวของเธอมาจากพ่อค้าทาสในราคาเพียงแค่ 1000 ดิลเท่านั้น
ไป๋ฟางพาตัวเด็กหญิงกลับเผ่าพันธุ์มูนควีน แล้วตั้งชื่อเด็กหญิงว่าไป๋หยินและรับเธอเป็นลูกบุญธรรม แรกๆนั้นไป๋หยินไม่ยอมเชื่อฟังอะไรไป๋ฟางแม้แต่นิดเดียวเนื่องจากได้รู้มาว่าไป๋ฟางนั้นมาจากเผ่าพันธุ์มนุษย์!
การทรยศจากคนที่เชื่อใจทำให้ไป๋หยินแทบไม่ไว้ใจใครอีกและเกลียดคนจากเผ่าพันธุ์มนุษย์เข้าไส้!
บุคลิกที่ไม่ยอมเชื่อใจใครง่ายๆของไป๋หยินนั้นทำให้ไป๋ฟางได้นึกถึงใครบางคน...
วาสนั่นเอง!
เรื่องนี้ทำให้ไป๋ฟางรู้สึกรักและเอ็นดูไป๋หยินมากขึ้น สำหรับเธอ ไป๋หยินก็เหมือนกับเป็นตัวแทนวาสเวอร์ชั่นเด็กผู้หญิง
ไป๋ฟางทุ่มเททุกอย่างที่มีรักษาไป๋หยินให้พ้นจากสภาพพิการ และเอาใจใส่ไป๋หยินเป็นอย่างดี
ผ่านไปหลายปีการกระทำนี้ได้ทำให้ไป๋หยินเริ่มรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่มีในหัวใจท้ายที่สุดไป๋ฟางก็สามารถทำลายกำแพงจิตใจที่ไป๋หยินสร้างขึ้นได้
ไป๋หยินยอมรับไป๋ฟางเป็นแม่จากใจจริง แล้วก็ทำตัวติดไป๋ฟางแจราวกับทั้งโลกใบนี้มีแค่พวกเธอสองแม่ลูกเท่านั้น...
จนกระทั่งไป๋ฟางพบกับวาส...
“นี่ยัยหนู! เลิกจ้องหน้าฉันแบบนั้นได้แล้ว”วาสเอ่ยเสียงเรียบพลางจิบชาช้าๆ
“หึ! เจ้ามนุษย์ตัวเหม็น”
“พูดอย่างกับว่าเธอไม่ใช่มนุษย์”
“ฉันไม่ใช่!”สิ้นคำไป๋หยินก็ใช้สกิลคืนสภาพทำให้รูปลักษณ์ของเธอเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบเดียวกับเผ่าพันธุ์มูนควีน!
วาสมีสีหน้าตกตะลึง แต่สิ่งที่ทำให้วาสตะลึงไม่ใช่รูปลักษณ์ของไป๋หยิน แต่เป็นเรื่องที่เธอนั้นคือนักรบกลายพันธุ์ต่างหาก
เด็กอายุ7-8 ขวบเป็นนักรบกลายพันธุ์!
ไป๋ฟางฉีกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า
“สำหรับเผ่าพันธุ์ระดับสูง มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเจอเด็กอายุแค่นี้เป็นนักรบกลายพันธุ์ เด็กจากเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนส่วนใหญ่นั้นมีทรัพยากรมหาศาล พวกเขากลายเป็นนักรบกลายพันธุ์ตั้งแต่อายุ4-5 ขวบด้วยซ้ำ!”
“เหอะ! โลกนี้ไม่ยุติธรรมจริงๆ”วาสสบถเบาๆ แล้วหลับตาลงแล้วครุ่นคิดบางอย่าง จากนั้นจึงลืมตาขึ้นจ้องไปที่ไป๋ฟางแล้วพูดว่า
“ไหนๆเธอก็เป็นถึงผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนแล้ว ฉันคงจะต้องยืมอำนาจและทรัพยากรในมือเธอเพื่อพัฒนาตัวเองหน่อยแล้วละ”
หากเหล่าสมาชิกระดับสูงของเผ่าพันธุ์มูนควีนได้ยินคำพูดที่ไร้ยางอายของวาสคงจะตะโกนด่าเขาจนคอแทบแตกแน่ๆ ทว่าสิ่งที่ไป๋ฟางทำนั้นมีแค่ยกชาขึ้นจิบแล้วเอ่ยตอบรับง่ายๆว่า
“เรื่องนี้ถึงนายจะไม่ขอฉันก็กะจะให้อยู่แล้วละ”
ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งข่าวคราวเกี่ยวกับบทสรุปสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนและเผ่าพันธุ์มูนควีนก็แพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ
“อะไรนะ! เผ่าพันธุ์มูนควีนหนีรอดไปได้อย่างงั้นหรอ! แถมยังทั้งทำลายกองทัพของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนจนย่อยยับอีกด้วย!”
“เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนล้มเหลวงั้นหรือ! เจ้าแน่ใจใช่ไหมว่านี่ไม่ใช่ข่าวลวง!”
“ดูเหมือนว่าเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนคงยังจะไม่สามารถครองโลกได้เร็วๆนี้สินะ”
“ข้าได้ยินว่ามีเผ่าพันธุ์จำนวนมากรวมตัวกันภายใต้ชื่อ พันธมิตรกองกำลังกบฏ พวกเขาจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อทำลายเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน”
“อืม...มีข่าวลือว่าเผ่าพันธุ์มูนควีนก็เป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรกองกำลังกบฏเช่นกัน”
“น่าสนใจจริงๆ จากชัยชนะของพันธมิตรกองกำลังกบฏในครั้งนี้จะต้องทำให้มีหลายเผ่าพันธุ์ต้องการเข้าร่วมกับพวกเขาอย่างแน่นอน”
“นั่นคงเป็นเรื่องยาก...ถ้าเทียบกันจริงๆแล้วความแข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนยังนำหน้าพันธมิตรกองกำลังกบฏอยู่หลายขุม พันธมิตรกองกำลังกบฏจึงต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างมากในการเปิดเผยตัวตน พวกเขาคงจะไม่รับเผ่าพันธุ์อื่นเข้าร่วมง่ายๆแน่”
“เฮ้อ...ดูท่าโลกนี้คงจะใกล้เข้าสู่ในช่วงกลียุคเร็วๆนี้แน่ๆ ข้าละไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้นจริงๆ”
“ทำไงได้! มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ส่วนผู้ที่อ่อนแอก็คงได้เพียงแต่จางหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์”
ผลกระทบจากสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนและเผ่าพันธุ์มูนควีนเปรียบเสมือนคลื่นที่สาดกระทบชายฝั่ง มีหลายเผ่าพันธุ์ที่ก่อนหน้านี้เคยหวาดกลัวเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนได้แสดงความกล้าออกมา พุ่งเข้าทำลายเผ่าพันธุ์ใต้อาณัติของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน ฉกชิงทรัพยากร ก่อนจะหลบหนีหายเข้าไปในกลีบเมฆ
แน่นอนว่าเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนไม่มีวันที่จะยอมให้ใครมาลบหลู่ได้ พวกเขาส่งกองทัพไปไล่ล่าผู้ก่อเรื่องอย่างบ้าคลั่ง
สงครามน้อยใหญ่ปะทุขึ้นทุกที่ ผืนทวีปเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เลือดจากซากศพเจิ่งนองไปทั่วทุกหนแห่ง
และในที่สุดเรื่องราวของสงครามที่ระบาดไปทั่วโลกก็ลอยมาถึงหูของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในเมืองดีวอยด์
ภายในห้องประชุมรูปทรงไข่ เหล่าผู้นำจากทั้ง 5 หน่วยงานได้มาประชุมรวมกันอย่างพร้อมเพรียง
“ตอนนี้กำลังเกิดสงครามขึ้นทุกที่ ไม่ไกลจากเมืองดีวอยด์กำลังมีสองเผ่าพันธุ์ทำสงครามกันอยู่ ซึ่งทั้งสองเผ่าพันธุ์เป็นเผ่าพันธุ์ระดับ 4 ที่มีนักรบกลายพันธุ์อยู่เผ่าพันธุ์ละหนึ่งคน ผ่านไปอีกไม่นานทั้งสองเผ่าพันธุ์คงจะเสียหายหนักทั้งคู่ ฉันจึงอยากจะเสนอให้พวกเรารอโอกาสที่พวกเข้าอ่อนแอถึงขีดสุด บุกเข้าไปทำลายเผ่าพันธุ์ของพวกเขาซะ แล้วยึดทรัพยากรทุกอย่างมา พวกคุณจะว่ายังไง”ไป๋หลงเอ่ยขึ้นมาอย่างดุดัน กลิ่นอายของเขาที่แผ่ออกมาดูดุดันกว่าเมื่อหลายปีก่อนมา
“ฉันเห็นด้วย! เผ่าพันธุ์ของพวกเขาอยู่ใกล้พวกเราเกินไป เราควรจะทำลายพวกเขาทิ้งซะตั้งแต่เนิ่นๆ”ไทสันกล่าวขึ้นมาเงียบๆ รอบตัวของเขามีรังสีความตายจางๆที่ชวนน่าขนลุก
“เรื่องสงครามฉันไม่ค่อยสันทัด ขอไม่ออกความเห็นแล้วกันค่ะ”เป็นไป๋หยูที่เอ่ยออกมา เธอมาประชุมในนามของครอบครัวตระกูลไป๋
“พวกฉันก็ไม่ขออกความเห็นเช่นกัน”3ผู้เฒ่าที่ปรึกษากันอยู่พักหนึ่งพูดออกมาอย่างพร้อมเพรียง
เวลานี้สี่หน่วนงานได้เอ่ยออกมาแล้ว จึงเหลือแต่เพียงหน่วยงานเดียวที่ยังไม่ได้กล่าวอะไร
“ถ้าจะทำลายทั้งสองเผ่าพันธุ์ ก็เท่ากับว่าเราจะต้องเผชิญหน้ากับนักรบกลายพันธุ์ถึง 2 คน มันจะไม่เสี่ยงเกินไปงั้นหรอ อีกอย่างตอนนี้คุณไคเซอร์ก็ยัง...”ฟลาวด์เอ่ยออกมาอย่างไม่แน่ใจ
“แค่กๆ! เธออย่าดูถูกฉันให้มากนักนะยัยหนูฟลาวด์ ถึงฉันจะแก่แต่ก็ยังมีแรงพอที่จะฆ่านักรบกลายพันธุ์ได้สักคนสองคนอยู่”ไคเซอร์ที่พูดจบก็ไอออกมาอย่างรุนแรง ผ้าเช็ดสีขาวที่อยู่ในมือของเขานั้นชุ่มไปด้วยเลือด
หลังจากเผชิญหน้ากับกีชาที่เป็นนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ในครั้งนั้น ไคเซอร์ก็ได้รับบาดเจ็บภายในอย่างรุนแรงซึ่งต่อให้เป็นเผ่าพันธุ์วีดก็ยังยากจะรักษาทำให้ปัจจุบันความแข็งแกร่งของเขานั้นลดลงไปมาก
ทุกคนในห้องประชุมที่เห็นไคเซอร์ไออย่างรุนแรงไม่หยุดก็มีสีหน้ากังวลออกมา โดยเฉพาะวายุที่กำหมัดแน่นอยู่ข้างๆ
ชายผู้ที่เคยเป็นมนุษย์รุ่นแรกที่แข็งแกร่งที่สุด ยามนี้ไม่เหลือเค้าเดิมอีกแล้ว
“ครั้งนี้คุณไม่ต้องเข้าร่วมแล้วละตาแก่ไคเซอร์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกฉันเถอะ”ไป๋หลงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ใช่! ตอนนี้ทั้งฉันและไป๋หลงล้วนก็กลายเป็นนักรบกลายพันธุ์แล้ว พวกเราสามารถรับมือศัตรูได้แน่ และอีกอย่าง อย่าลืมว่าพวกเรายังมีไพ่ตายอยู่อีกใบ....ใช่ไหมอาเธอร์!”สิ้นคำทุกสายตาก็หันกลับไปมองที่เทพบุตรรูปงามที่นั่งอยู่ใกล้ๆไคเซอร์
สีหน้าเยือกเย็นของเขาไม่สะทกสะท้านต่อสายตาที่มองมา
ปัจจุบัน หากไม่นับวาสที่ไม่รู้ว่าอยู่มุมไหนของโลก อาเธอร์คือนักรบกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าพันธุ์มนุษย์!
อาเธอร์เบนสายตาไปมองไคเซอร์วูบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบว่า
“ฉันจะรับหน้าที่ทำลายหนึ่งเผ่าพันธุ์ อีกหนึ่งเผ่าพันธุ์ก็ให้พวกนายทั้งสองคนจัดการ”