ณ สำนักชิงอวิ๋น ลานประลองยุทธ์
มีคนเต็มไปหมดทั่วทุกมุม ศิษย์ฝ่ายนอกสองพันกว่าคนล้อมลานประลองยุทธ์จนไม่มีทางจะเดิน
วันนี้คือรอบสองของการทดสอบกลางปี เป็นการคัดเลือกศิษย์สิบคนแรกเข้าฝ่ายใน
อีกทั้งยังเป็นรอบคัดออกที่โหดร้ายอย่างยิ่ง แพ้ครั้งเดียวก็หมดสิทธิ์เลย
สิบแปดคนที่ฟันฝ่ามาจากศิษย์ฝ่ายนอกทุกคนล้วนโดดเด่น จินตนาการได้เลยว่าการประลองจะต้องยอดเยี่ยมเพียงใด
มีลูกศิษย์มาถึงก่อนเวลาก็เพื่อได้ที่ที่ค่อนข้างชิดแถวหน้า ผู้อาวุโสสำนักและศิษย์ฝ่ายในอยู่กันพร้อมหน้าบนแท่นสูง แต่สถานการณ์เหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติ
โจวอวิ๋นศิษย์ฝ่ายนอกบนเวทีประลองหลักขึ้นเวทีมาห้านาทีแล้ว กลับไม่เห็นเงาคู่ต่อสู้
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดหลินอวิ๋นถึงมาสาย?”
“ไอ้ทาสกระบี่นี่ก่อเรื่องอะไรอีก มาสายสองครั้งแล้ว ไม่เห็นกฎสำนักอยู่ในสายตาเลย!”
“ยังไม่เกินสิบนาที ตามกฎแล้วยังไม่ถือว่าสาย แต่ทำเช่นนี้มันก็ไม่ให้เกียรติกันเกินไปหน่อยกระมัง”
“เหอะ ๆ พวกเจ้าว่าจะกลัวตายจนสละสิทธิ์หรือไม่? ข้าได้ยินมาว่าโจวอวิ๋นประกาศกร้าวไว้นานแล้วว่าวันนี้จะทำให้ไอ้ทาสกระบี่นี่พิการ!”
“ก็ใช่ เจ้าพูดแบบนี้ก็มีความเป็นไปได้จริง ๆ ถ้าเป็นข้าคงสละสิทธิ์ดีกว่าพิการล่ะ”
ศิษย์โดยรอบพากันวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา เสียงดังเจี๊ยวจ๊าวไม่ขาดสาย
ผู้อาวุโสบางท่านบนแท่นสูงขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดเสียงต่ำว่า “เจ้าทาสกระบี่นี่ไม่เห็นใครในสายตาจริง ๆ ข้าว่าตัดสินชนะไปเลยเถอะ!”
ผู้อาวุโสคนอื่นได้ยินดังนั้นก็ไม่ตอบ เพราะผู้อาวุโสท่านนี้คือบิดาแท้ ๆ ของโจวอวิ๋น
“ไม่ต้องรีบ รออีกหน่อยเถอะ ผู้อาวุโสโจว ใจกว้างกับรุ่นเยาว์หน่อยจะดีกว่านะ ถ้าสิบนาทีแล้วยังไม่มาค่อยจัดการตามกฎก็ยังไม่สาย”
เจ้าสำนักไป๋เทียนหมิงที่นั่งอยู่ตรงกลางยิ้มน้อย ๆ พลางพูดปลอบอีกฝ่าย
ควันดำลอยวนเวียนรอบกระถางธูปนอกลานประลอง ชั่วขณะที่ธูปดอกนั้นจะไหม้หมดดอกแล้วนั้น
ตึก ๆ ๆ!
ตอนนี้เองมีเสียงฝีเท้าม้าดังสนั่นมาจากนอกสนามประลอง ก่อนจะมีพลังที่มาพร้อมกับประกายคมกริบหมุนม้วนเข้ามา
“สัตว์อสูร!”
“เหตุใดถึงมีสัตว์อสูรอยู่นอกลานประลอง!”
ศิษย์ฝ่ายนอกจำนวนมากมีสีหน้าตกใจ ต่างพากันหมุนตัวกลับไปมอง แม้แต่ผู้อาวุโสบนแท่นสูงกับศิษย์ฝ่ายในยังทำหน้าไม่เข้าใจเล็กน้อย
แต่เมื่อเห็นชัดแล้วก็พากันตื่นตกใจ หน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง
นั่นหลินอวิ๋น!
เห็นหลินอวิ๋นขี่ม้ามังกรโลหิตสูงใหญ่องอาจและมีพลังอสูรทั่วร่างห้อวิ่งเข้ามา
หลินอวิ๋นไม่ได้ควบคุมรังสีข่มขวัญของม้ามังกรโลหิตไว้ ศิษย์ฝ่ายนอกจำนวนมากจึงรีบหลีกเป็นทางสายหนึ่ง
โจวอวิ๋นบนเวทีประลองอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนชำเลืองตามอง เห็นธูปบนกระถางธูปไหม้ถึงก้นแล้ว
เขาอดยิ้มเยาะมุมปากมิได้ ดูท่าศึกนี้คงจะได้ชัยชนะมาแล้ว แต่ทันใดนั้นเองหลินอวิ๋นบนม้ามังกรโลหิตเผยความดื้อรั้นบนใบหน้าอันหล่อเหลา ก่อนจะกระตุกเชือกบังเหียนอย่างแรง ม้ามังกรโลหิตส่งเสียงร้อง จากนั้นอาศัยแรงที่พุ่งเข้ามาส่งแรงกระโดดลอยขึ้น
พรึ่บ!
ม้ามังกรโลหิตกระโดดลอยข้ามหัวคนนับไม่ถ้วนมาลงบนเวทีประลองอย่างรุนแรง
ตวัดเชือกบังเหียนอย่างแรงอีกที ม้ามังกรโลหิตยกขาหน้าขึ้นสูง ส่งเสียงร้องพร้อมกับสลายแรงกระแทกอันบ้าคลั่ง
กีบเท้าม้ายกสูงขึ้นบนเวทีประลอง
เด็กหนุ่มภายใต้แสงสว่างยามรุ่งอรุณเส้นผมยาวโบกสะบัด ดูเด่นตาอย่างยิ่ง ม้างามองอาจห้าวหาญ สีหน้าเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ไม่เห็นเปลวเพลิงดอกไม้บานสะพรั่ง จะไม่หันกลับเด็ดขาด!
ศึกนี้ เขาต้องมา!
ยามนี้ ภาพบนเวทีเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ก็มิปาน ศิษย์ฝ่ายนอกจำนวนมากตะลึงค้างกับภาพนี้ พูดไม่ออกเลย
กีบม้ากดลงพื้นอีกครั้ง ก่อนหลินอวิ๋นพลิกตัวลงจากม้า มองผู้ตัดสินพลางว่า “ทันช่วงเวลาสุดท้ายพอดี เริ่มได้แล้ว”
“เอ่อ…เอ่อ…”
ผู้ตัดสินตอบงง ๆ สองครั้งแล้วจะเอ่ย “แล้วม้าเจ้านี่?”
หลินอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตบ ๆ คอม้ามังกรโลหิต “เสี่ยวหง ลงไปเถอะ”
ไม่รู้เหมือนกันว่าตระกูลอวิ๋นเรียกมันว่าอะไร หลินอวิ๋นแค่เลือก ๆ มาสักชื่อ แล้วไล่ม้ามังกรโลหิตลงเวทีประลองไป
ม้ามังกรโลหิตโดนเรียกว่าเสี่ยวหงก็ทำหน้าไม่พอใจ ทว่าหลินอวิ๋นตบเบา ๆ มันถึงได้ลงเวทีไปอย่างว่าง่าย
ทันทีที่ลงเวทีมา ม้ามังกรโลหิตก็มีอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างไม่เห็นได้ชัด ทำศิษย์ฝ่ายนอกโดยรอบหน้าเจื่อน ด่าทอเสียงดังไม่ขาดสาย
“ไอ้เดรัจฉานนี่ ไปไกล ๆ หน่อย”
“โอ๊ย อย่าเตะข้า...”
ใครด่าก็เตะคนนั้น เป็นจอมอันธพาลตัวน้อย ทำให้ลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้ ๆ พยายามถอยห่างกันเต็มที่
ข้างล่างเวทีคึกคัก ข้างบนเวทีก็ไม่น้อยหน้ากัน
โจวอวิ๋นเห็นหลินอวิ๋นมาสายก็โมโหอยู่ก่อนแล้ว และยิ่งไม่คาดคิดว่าหลินอวิ๋นจะขี่ม้ากระโดดขึ้นมา ม้างามองอาจห้าวหาญ กลบความเด่นของเขาไปหมด
รู้กันดีว่าการประลองครั้งนี้ ในมุมมองทุกคน หลินอวิ๋นไม่มีทางชนะเลย ทุกคนจะมาดูว่าหลินอวิ๋นที่เป็นม้ามืดชนะรวดมาตลอดจะแพ้อนาถเพียงใด!
แต่ใครจะรู้ หลินอวิ๋นที่ทุกคนคิดว่าควรจะหางลีบกลับขึ้นเวทีมาด้วยวิธีน่าตื่นตกใจเช่นนี้
“ศิษย์พี่โจว ทุบตีทาสกระบี่นี่ให้ตาย ส่งมันกลับไปอยู่ที่เดิมเถอะ!”
ยังไม่ได้เริ่มอย่างเป็นทางการก็มีเสียงตะโกนด้วยความโมโหดังมาจากข้างล่างเวที นั่นคือเฉินเซียวลิ่วล้อของโจวอวิ๋น
เขาโดนหลินอวิ๋นชกหมัดเดียวลุกไม่ขึ้น บาดเจ็บสาหัสลึกจนพลาดการทดสอบกลางปี
พูดได้ว่าเขาแค้นหลินอวิ๋นยิ่งนักถึงได้ตะโกนขึ้นมาเป็นคนแรก
ไม่นานศิษย์ฝ่ายนอกที่ค่อนข้างสนิทกับโจวอวิ๋นก็ตะโกนเสียงดังขึ้นตามมา ในสนามประลองใหญ่แห่งนี้ไม่มีใครส่งเสียงให้กำลังใจหลินอวิ๋นเลย
ตัวคนเดียวเช่นนี้ ทว่าหลินอวิ๋นกลับไม่เกรงกลัวแม้แต่นิด ดวงตาคู่นั้นยังสว่างสดใส
“การประมือรอบที่สอง ใครแพ้ตกรอบ ขอให้ทั้งสองท่านสู้กันอย่างเต็มที่ เริ่มได้!”
ผู้ตัดสินมองสองคนทีหนึ่ง ก่อนประกาศเริ่มเสียงดังแล้วถอยลงเวทีไป
ศึกนี้เป็นที่จับตามองของทุกคน โดยรอบพลันเงียบลง ทุกคนต่างกลั้นหายใจ
โจวอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางสายตาจับจ้องมากมาย “ตอนที่เห็นเจ้าจะมาเกินเวลา ในใจข้านึกเสียดายนิด ๆ จริง ๆ หลินอวิ๋น เจ้ามาได้จังหวะดีมาก!”
สองคำสุดท้าย โจวอวิ๋นพูดกัดฟันแน่น เมื่อสิ้นสองคำนั้นใบหน้าเขาก็มืดทะมึนจนน่ากลัว
“คุกเข่า!”
โจวอวิ๋นพลันตะโกนเสียงดังแทบจะไม่มีสัญญาณและไม่ทันตั้งตัวใด ๆ เลย
เมื่อสิ้นคำว่าคุกเข่าเสียงดังสนั่นราวกับฟ้าร้องบนที่ราบ สั่นสะเทือนแก้วหูแล้ว พลังจุดสูงสุดวิถียุทธ์ขั้นเจ็ดปะทุอย่างบ้าคลั่งจากในตัวเขา
โถมใส่หลินอวิ๋นประหนึ่งพายุห่าฝนครึกโครมรุนแรง โอบล้อมกดเขาลงไปอย่างโหดเหี้ยม
เวลานี้เกิดพายุคลั่งขึ้นบนเวที ส่งเสียงดังฟู่ ๆ
“พลังแกร่งมาก!”
“ที่แท้ก่อนหน้านี้โจวอวิ๋นก็ซ่อนพลังมาตลอด นี่แทบจะเทียบได้กับศิษย์วิถียุทธ์ขั้นแปดได้อย่างสมบูรณ์แบบเลย”
“ดูท่าเขาคงคิดจะหยามเกียรติเจ้าทาสกระบี่นี่อย่างเต็มที่เลย”
เกิดเสียงร้องตกใจดังขึ้นล่างเวที ทั้งยังแปลกใจในพลังแท้จริงของโจวอวิ๋น ไม่อยากเชื่อว่าจะรุนแรงเช่นนี้
พลังมหาศาลปกคลุมหลินอวิ๋นในพริบตา
พลันรู้สึกถึงแรงกดดันดั่งขุนเขา กระดูกและแขนขาทั่วร่างรู้สึกถูกควบคุมไม่เบา
หลินอวิ๋นหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย พอเผชิญหน้ากับพลังของโจวอวิ๋นจริง ๆ แล้วถึงได้รู้จักความน่ากลัวของอีกฝ่าย ห่างกันเกือบสองเขตแดนพลังก็เหมือนกับร่องหุบเขาที่ไม่อาจข้ามไปได้
แย่แล้ว…
การโคจรพลังภายในของเขาก็ถูกจำกัดเช่นกัน
นัยน์ตาหลินอวิ๋นฉายแววตื่นกลัวเสี้ยวหนึ่ง ไม่นึกเลยว่าพลังภายในจะถูกจำกัดเช่นกัน หากโคจรพลังภายในไม่ได้ ก็จะใช้มังกรพยัคฆ์สำแดงเดชไม่ได้
“ต่อต้านหรือ? ข้าจะดูว่าเจ้าจะต้านไปได้ถึงเมื่อไร!”
เห็นหลินอวิ๋นแค่มีสีหน้าปั้นยาก ไม่ได้คุกเข่าลงแล้ว โจวอวิ๋นตะคอกใส่ด้วยความเย็นชาก่อนจะเดินบีบเข้ามาทีละก้าว
ทันทีที่เขาเดินบีบเข้ามาทีละก้าว แรงกดดันในตัวหลินอวิ๋นทวีคูณเป็นเท่าตัว
ถอย!
หลินอวิ๋นเก็บคำพูดไว้ในใจ อีกฝ่ายเดินมาหนึ่งก้าว เขาก็ถอยไปหนึ่งก้าวอย่างยากลำบาก
ยังไม่ทันประมืออย่างเป็นทางการ ด้วยความต่างของเขตแดนพลังก็ทำให้หลินอวิ๋นอยู่ในสภาพจนตรอกยิ่งแล้ว
“เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ นะ…ความต่างขนาดนี้ ต่อให้เจอโชควาสนามาบ้าง แต่ทาสกระบี่ก็ยังเป็นทาสกระบี่วันยังค่ำ”
“ยังมีพลังแฝงไว้ไม่พอ เทียบกับศิษย์ฝ่ายนอกอาวุโสอย่างโจวอวิ๋นแล้ว มันต่างเกินไป”
“เหอะ ๆ ข้าจะคอยดูว่าเขาจะลงเวทีอย่างไร เมื่อครู่ขึ้นมาน่าเกรงขามมากเลย”
“นี่เขาเรียกว่ากรรมตามทัน มาไวจริง ๆ!”
ศิษย์เบื้องล่างไม่แปลกใจกับผลการประลองบนเวทีสักนิด หลายคนทำหน้าเย้ยเยาะแล้ว
จะแพ้แบบนี้หรือ?
แต่ข้า…แต่ข้ายังไม่ได้ให้ยาลูกกลอนแก่นสวรรค์เลย ยังไม่มีแม้แต่สิทธิ์ยืนอยู่หน้าคนนั้นอย่างสง่าผ่าเผย ข้ายังไม่เห็นชีวิตอันแสนงดงามนั้น ข้ายังไม่เห็นยุครุ่งเรืองของวิถียุทธ์นี่ ข้ายังมีความฝันที่เป็นปณิธานอันยิ่งใหญ่
ข้า…ไม่ยอม!
ภายในใจหลินอวิ๋นเกิดคลื่นกระเพื่อมภายใต้แรงกดดันมหาศาลและไม่ยอมอันแรงกล้า โลหิตร้อนไหลเวียนไปทั่วร่าง
หลินอวิ๋นนึกย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์ตอนนั้นที่ถูกกระทิงเถื่อนทองคำบีบเข้าตาจน ก่อนยกยิ้มมุมปากทีละนิด
ความตายยังไม่เคยให้ข้ายอมแพ้ แล้วนับประสาอะไรกับตอนนี้?
วิชาตะวันบริสุทธิ์ ขยับเดี๋ยวนี้!
ภายใต้ปณิธานอันแก่กล้าของเขา ในที่สุดวิชาตะวันบริสุทธิ์จุดสูงสุดขั้นสมบูรณ์ก็หลุดพ้นจากจำกัดของพลังอีกฝ่าย
ซ่า!
ทันทีที่ขยับได้ก็ไหลเชี่ยวไม่หยุดราวกับแม่น้ำ
“ยังคิดดิ้นรนอีก ข้าไม่ยอมหรอก!”
โจวอวิ๋นที่เดินบีบเข้ามาทีละก้าวสัมผัสได้อย่างเฉียบคมถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังภายในหลินอวิ๋น จึงยิ้มเยาะมุมปาก
จากนั้นก้าวฉับไวสองก้าว ยกมือขึ้นชกออกไปหนึ่งหมัด
เขาเหมือนกับอสรพิษออกจากโพรง ทั้งหน้าเนื้อใจเสือและโหดเหี้ยม ไม่ให้โอกาสหลินอวิ๋นสักนิด
ทว่าเมื่อมังกรคลั่งลืมตาตื่น พยัคฆ์ร้ายกลับขุนเขา เขาจะขวางได้หรือ!
เสียงสายลมที่เคยได้ยินมาก่อนดังขึ้น ชั้นเมฆหมุนตลบที่เคยเห็นเกิดขึ้นอีกครั้ง นั่นคือมังกรเหินออกจากมหาสมุทร นั่นคือพยัคฆ์คำรามฟ้าคราม…
นั่นคือมังกรจากวายุ พยัคฆ์จากเมฆา เมฆลมประสานกัน มังกรพยัคฆ์สำแดงเดช!
หลินอวิ๋นเดินหน้าหนึ่งก้าว พายุและเมฆรวมกันในพริบตา สั่นสะเทือนพลังที่คุมขังเขาแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนจะชกหมัดออกไป แสงสีแดงราวกับเปลวไฟลุกโชตช่วง ดวงตาขยับแสงวูบวาบ ตรงระหว่างคิ้วมีประกายคมกริบทำตัวระราน
เขาที่อัดอั้นมานานคำรามด้วยความบ้าคลั่งทีหนึ่ง ระบายความไม่ยอมและโกรธเกรี้ยวออกมาทั้งหมด
ปึง!
สองหมัดปะทะกัน เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้น
โจวอวิ๋นที่พุ่งเข้ามาอย่างฉับไวถูกชกกระเด็นไป ส่งเสียงร้องดังไม่ขาด
-โปรดติดตามตอนต่อไป-