“รังนกนางแอ่นมีประโยชน์นะเจ้าคะ เป็นยาบำรุงร่างกาย”
“ผู้ใดบอกเจ้าว่ามันสามารถบำรุงร่างกายได้”
ตั้งแต่เกิดมาหวังซื่อไม่เคยเห็นผู้ใดนำรังที่สร้างมาจากน้ำลายของนก มาทำเป็นยาบำรุงร่างกาย สิ่งใดที่ว่าดีถ้าวังหลวงมี ตำหนักของมารดานางย่อมได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย นางกลับไม่เคยเห็นรังนกแบบนี้มาก่อน
เคยมีตำราเล่มหนึ่งบอกเอาไว้ว่ารังของนกนางแอ่นสามารถนำมาบำรุงร่างกายได้ ข้าเคยอ่านเจอแต่มันเป็นตำราที่เก่าแก่มาก
“ตำราของผู้ใด แล้วท่านหมอหญิงทราบหรือไม่ว่ารังนกนี้บำรุงร่างกายได้”
หวังซื่อเหมือนมารดาทั่วไปที่ห่วงบุตร กลัวว่าบุตรจะนำของมีพิษมากินมั่วซั่วจนเป็นภัยต่อตนเองและผู้อื่น
“ฮูหยิน เจ้าอย่ากังวลมากจนเกินไป ตำราแพทย์เก่าแก่เล่มนั้นอยู่ในห้องตำราของสกุลฮั่ว ในตำราบอกว่ารังนกนางแอ่นสามารถบำรุงร่างกายได้จริง แต่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ทราบเรื่องนี้ ผู้ที่ทราบมีเพียงเฉพาะกลุ่มเท่านั้น”
ฮั่วหมิงจูกะพริบตาปริบๆ นางไม่เคยบอกเลยว่าตนเองอ่านตำราเล่มใด ไฉนท่านพ่อถึงได้บอกว่านางอ่านตำราจากห้องตำราของสกุล นี่ท่านพ่อช่วยนางจากการซักถามของท่านแม่หรือ ยกนิ้วเล็กขึ้นลูบปลายคางอย่างครุ่นคิด
“เป็นเด็กเป็นเล็กคิดอันใดให้มากความ เจ้าจะจัดการกับรังนกพวกนี้ยังไง มีแต่ขนสกปรกชะมัด” ฮั่วหนานอันปัดมือบุตรสาวออกจากคางน้อยๆ ของนาง
“ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ท่านกลับไปล้างเนื้อล้างตัวแล้วอ่านตำราเถิด ข้าจะจัดการด้วยตนเอง พอทำความสะอาดมันเรียบร้อยแล้ว ข้าจะตุ๋นรังนกให้ท่านบำรุงร่างกาย ท่านพ่อจะได้ฉลาดสอบเป็นขุนนางผ่านฉลุย”
ฮั่วหมิงจูยืนกอดอก มั่นใจว่ารังนกจะช่วยบำรุงร่างกายได้ดี ตำแหน่งบุตรสาวขุนนางอยู่ไม่ไกลเกินอื้อมแล้ว
“ถ้ารังนกช่วยให้สอบผ่าน พ่อคิดว่าเจ้าจะกลายเป็นเศรษฐีตัวน้อย จนผู้คนทั่วใต้หล้าอิจฉา”
ขบขันกับคำพูดที่เกินจริง ทั่วต้าฉีมีคนต้องการเป็นขุนนางอยู่ทุกหนแห่ง ถ้ารังนกช่วยได้จริง ต่อให้ขายบ้านขายที่นา เพื่อนำเงินมาซื้อรังนก คนพวกนั้นต้องทำมันอย่างไร้ข้อกังขา
คนในบ้านฮั่วยกเว้นฮั่วหนานอัน ช่วยฮั่วหมิงจูทำความสะอาดรังนกนางแอ่นที่นำกลับมา
ใช้เวลาเพียงวันเดียวย่อมจัดการรังนกหนึ่งกระเป๋าผ้าไม่หมด ฮั่วหมิงจูจำต้องแบ่งทำทีละเล็กละน้อย สลับกันไปดูแลคนป่วยอย่างอาจารย์ของนางที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง
โอวหยางเพ่ยเพ่ยวิงเวียนศีรษะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กินยาพักผ่อนเพียงวันเดียวก็หาย แต่เจ้าเด็กน้อยกับมารดาของนางเป็นห่วงตนจนเกินไป เทียวมาดูแลอยู่ทุกครึ่งชั่วยาม
หลังหายจากอาการป่วย วันต่อมาโอวหยางเพ่ยเพ่ยต้องปวดหัวหนัก เพราะรับรู้ว่าลูกศิษย์แอบลักลอบเข้าไปเก็บรังนกในถ้ำ ลูกศิษย์บอกว่ารังนกมีประโยชน์ สามารถบำรุงร่างกายได้ และตอนนี้นางก็ตุ๋นมันมาให้กับตนเพื่อบำรุงร่างกาย
“หากท่านอาจารย์ไม่กล้ากลืนมันลงท้อง ศิษย์จะกินให้ท่านดูก่อน” ฮั่วหมิงจูกลัวว่าคนตรงหน้าจะไม่มั่นใจว่ามันกินได้ จึงต้องการกินเป็นตัวอย่าง
“ไม่ต้องหรอก เจ้านำมันมามอบให้ข้า แสดงว่ามันคือของดี”
ตั้งแต่รู้จักกันมา โอวหยางเพ่ยเพ่ยคิดว่านางรู้จักเด็กน้อยคนนี้ดี
อย่าคิดว่าฮั่วหมิงจูเหมือนเด็กลูกหลานชาวบ้านธรรมดาทั่วไป เด็กน้อยที่เกิดในสกุลชนชั้นสูงมักเฉลียวฉลาดและพบเจอโลกกว้างมากกว่าเด็กในชนบท
สาเหตุที่โอวหยางเพ่ยเพ่ยทราบว่า ฮั่วหมิงจูเกิดมาในสกุลสูงศักดิ์ เป็นเพราะการกระทำและความเฉลียวฉลาดของเด็กน้อยที่แสดงออกมา และบุพการีของเด็กน้อยยังเปล่งประกายไปด้วยกลิ่นอายของผู้สูงศักดิ์
“ใช่เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ไว้ใจศิษย์ผู้นี้ได้ ท่านพ่อของศิษย์ลองดื่มตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ตอนนี้ยังเดินไปไหนมาไหนได้สบาย ไม่ตายแน่นอน แถมท่านพ่อยังชมว่าอร่อยอีกด้วย”
โอวหยางเพ่ยเพ่ยยิ้มขำ “จะไม่อร่อยได้อย่างไร กลิ่นของน้ำตาลอยขึ้นมาแตะจมูกปานนี้” ตักรังนกสีเหลืองทองที่ตุ๋นกับน้ำตาลกรวดเข้าปาก รสหวานเล็กน้อยทำให้รสชาติไม่เลี่ยนจนเกินไป
ฮั่วหมิงจูนั่งเฝ้ารอรับคำชมด้วยตาเป็นประกาย เมื่อเห็นอาจารย์ตักรังนกเข้าปากจนหมดก็แย้มรอยยิ้มออกกว้าง
“ดีหรือไม่เจ้าคะ”
“อร่อยดี แต่มีประโยชน์หรือไม่ต้องลองพิสูจน์หลายครั้ง อาจารย์อยากรู้ว่าเจ้าทราบได้อย่างไรว่ารังนกสามารถกินได้ และช่วยบำรุงร่างกาย”
“ศิษย์เคยอ่านตำราเล่มหนึ่งเจ้าค่ะ ในตำราบอกว่ารังนกนางแอ่นสามารถนำมาบำรุงร่างกายได้” เรื่องโกหก ฮั่วหมิงจูทำมันได้ดีเกินวัย จนไม่มีผู้ใดสงสัย
“จะเป็นไรไหมถ้าอาจารย์ขอยืมตำราของเจ้ามาศึกษา”
ถึงผู้อื่นจะเรียกนางว่าหมอเทวดา แต่โอวหยางเพ่ยเพ่ยกลับรู้ตนเองดีว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างในใต้หล้าที่นางยังต้องเรียนรู้อีกมาก ธรรมชาติกว้างใหญ่ไพศาล นางเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง จะรู้เรื่องราวทั้งหมดคงเกินกำลังและขอบเขตของมนุษย์ธรรมดา
“ตำราไม่ได้อยู่กับข้าเจ้าค่ะ” ฮั่วหมิงจูก้มหน้าเศร้า
โอวหยางเพ่ยเพ่ยเห็นลูกศิษย์ก้มหน้าเศร้ามองพื้น จึงไม่คิดถามให้มากความ ทุกคนล้วนมีเรื่องปิดบัง
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าบอกว่ามันกินได้แถมยังมีประโยชน์ อาจารย์ก็จะเชื่อในตัวเจ้า มีหลายอย่างที่อาจารย์ยังคงไม่รู้ หากเจ้ารู้ สามารถสอนสั่งอาจารย์ได้”
“ศิษย์มิกล้าสั่งสอนอาจารย์เจ้าค่ะ” ฮั่วหมิงจูยกมือขึ้นโบกไปมา นางเป็นเพียงศิษย์ มิกล้าอาจเอื้อมสั่งสอนผู้เป็นอาจารย์
“เด็กอย่างเจ้าเกิดมาเพียงไม่กี่หนาว กลับรู้จักความคร่ำครึ ความรู้มีอยู่ทั่วไป มนุษย์ทุกคนไม่มีผู้ใดรู้ทุกอย่างในใต้หล้า แม้กระทั่งผู้ที่บอกว่าอยู่เหนือทุกคนทั่วแคว้น ข้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ต้องการเรียนรู้สิ่งต่างๆ จะเป็นไรไปถ้าจะเรียนรู้มันจากเจ้า
ผู้มีปัญญามิได้วัดกันที่อายุหรอกนะ บางคนกว่าจะได้เป็นนักปราชญ์ก็ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตจนผมขาวโพลน บางคนเป็นนักปราชญ์ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย”
“ท่านอาจารย์สั่งสอนได้ยอดเยี่ยมมากเจ้าค่ะ ท่านพ่อข้าเคยบอกว่านักปราชญ์แก่ๆ พวกนั้นชอบเลอะเลือน พล่ามเรื่องเหลวไหลจนน่ารำคาญ”
โอวหยางเพ่ยเพ่ยหนังตากระตุกกับคำสอนของฮั่วหนานอัน นางเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใด มารดาของลูกศิษย์ถึงชอบมาปรับทุกข์และกำชับให้นางคอยบอกคอยสอน ยามที่เด็กคนนี้กล่าวในเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควร
แต่ว่าไปแล้ว นักปราชญ์แก่ๆ พวกนั้นก็เป็นอย่างที่ฮั่วหนานอันพูดมานั่นแหละ พวกเขามักระลึกถึงเรื่องราวในอดีต มากกว่าจะนึกถึงเรื่องในอนาคต บางคนยิ่งแก่ยิ่งหัวรั้น
เอาเป็นว่านางจะไม่ก้าวก่ายในคำสั่งสอนของบิดาที่มีต่อบุตร นางจะยึดการสอนเกี่ยวกับความรู้ด้านวิชาแพทย์เท่านั้นพอ