เหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง!

    บทที่ 32 ครึ่งก้าวญาณทิพย์(1)

    การต่อสู้ที่ศาลากล้วยไม่ราตรีได้จบลงแล้วอย่างไรก็ตาม ณ จวนอ๋องตอนนี้ยังมีอีกศึกหนึ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ความรุนแรงมีเพียงแค่สายตาและคำพูดไม่กี่คำแต่แรงกดดันในศึกนี้ยังมากกว่าการต่อสู้ของเสวียนเทียนชิงนับร้อยเท่าหากผิดพลาดไปเพียงนิดเดียวนั่นหมายถึงชีวิตของคนนับร้อยพันที่จะต้องเดือนร้อน

                    ท่านหญิงลั่วบุกมาจวนอ๋องด้วยฐานะของนางต่อให้ฉินอ๋องไม่อยากพบนางก็จำใจต้องพบภายในตำหนักใหญ่หนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษนั่งประชันหน้ากันสายตาทั้งสองล้วนคมกริบดุจใบมีดเชือดเฉือนฉินอ๋องเป็นชายวัยกลางคนอายุมากกว่าเสวียนอู่หยางเล็กน้อยสีหน้าท่าทางสงบนิ่งสวมชุดคลุมมังกรม่วงบารมีเปี่ยมล้น

                    “เจ้ากลับไปเถิด เรื่องนี้ข้าตัดสินใจแล้ว”

                    “ฮึ! กระบี่อาญาสำคัญแค่ไหนกลับมาใช้กับเด็กรุ่นหลังคนหนึ่งหากท่านไตร่ตรองดีแล้วก็เตรียมรับมือกับตาเฒ่าพวกนั้นเถอะ!”

                    ท่านหญิงลั่วแค่นเสียงเย็นกล่าวออกมาพลางลุกเดินจากไปเวลาสั้นๆเท่านี้นางมั่นใจว่าเสวียนเทียนชิงจะรับมือไหวถึงได้รีบมาจวนอ๋องเพื่อถามความตอนนี้เดาได้แล้วว่าเรื่องกระบี่อาญาเกรงว่าฉินอ๋องจะแบกรับแทนผู้อื่นอย่างไรก็ตามแม้นางจะเชื่อในตัวเสวียนเทียนชิงแต่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันนางยังต้องรีบกลับไปควบคุมสถานการณ์หากไม่ไหวจริงๆ แม้จะมีปัญหายุ่งยากตามมานางก็คงต้องลงมือเอง

                    “บิดาพยัคฆ์กลับมีบุตรสุนัขขึ้นมาเสียได้ตระกูลฉินพ่ายแพ้ต่อเสวียนก็เพราะคนรุ่นหลังเทียบกันไม่ได้จริงๆ”

                    ท่านหญิงลั่วพึมพำออกมาขณะรีบกลับศาลากล้วยไม่ราตรีคำเปรียบเทียบของนางไม่ใช่ความแข็งแกร่งแต่เป็นสติปัญญาและความคิด มองทั่วแดนเบญจภพจะหาคนรุ่นใหม่ที่เทียบกับเสวียนเทียนชิงได้มีน้อยจริงๆ

                    ขณะเดียวกันหลังจากที่ท่านหญิงลั่วออกจากจวนอ๋องไปได้ไม่นานในตำหนักใหญ่ก็มีองครักของจวนอ๋องเข้ามาในมือของเขาถือกระบี่ทองแดงเล่มหนึ่งประคองยื่นให้กับฉินอ๋อง

                    “หออาญาแพ้แล้วข้อรับ อู๋หลิวเจ้าหออาญากล่าวว่าพันธะได้ถูกลบล้างแล้ว”

                    ฉินอ๋องเหลืบตามองกระบี่อาญาครู่หนึ่งดวงตาของเขาทอแสงเล็กน้อยมองผ่านตัวกระบี่ด้านนอกทะลุเข้าไปก่อนจะเห็นว่าในแถวอักขระที่เรียงกันอยู่นั้นมีอักขระตัวหนึ่งถูกลบออกไปก่อนที่จักรพรรดิไท่ผิงจะรวมแผ่นดินสถาปนาราชวงศ์ใหม่นั้นตระกูลฉินเคยปกครองแผ่นดินมาก่อนอีกทั้งหนึ่งในหัวหอกคนสำคัญของจักรพรรดิได้ผิงก็คือคนแซ่ฉิน

                    จักรพรรดิไท่ผิงมอบกระบี่อาญาให้กับตระกูลฉินทั้งยังตั้งเป็นตระกูลอ๋องสืบทอดบรรดาศักดิ์ด้วยที่สำคัญเพื่อเป็นการให้เกียรติต่อราชวงศ์เก่าจักรพรรดิไท่ผิงได้ให้เหล่าบริพานในตอนนั้นลงนามสัญญาในกระบี่อาญาหากเห็นกระบี่อาญาไม่ว่าจะเป็นใดที่ลงนามสัญญาในตอนนั้นจะต้องทำตามคำขอของตระกูลฉินครั้งหนึ่งนี่ก็คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ตระกูลฉินยืนหยัดอยู่ได้ทุกวันนี้

                    “เจ้าพูดว่าหออาญาแพ้?”

                    “ใช่ขอรับเหตุการณ์ทั้งหมดไม่แน่ชัดแต่เจ้าหออาญาลงมือด้วยตัวเองขัดต่อกฎของเสวียนอู่หยางจึงได้นำคนของหออาญาถอยออกมาจากศาลากล้วยไม่ราตรีคาดว่าคนของหออาญาพ่ายแพ้ให้กับเสวียนเทียนชิงขอรับ”

                    ฉินอ๋องละสายตาจากกระบี่อาญาพลางล่าวขึ้นสายตาของเขามองลอดออกจากตำหนักใหญ่ไปทางเมืองหลวงนภาครามเรื่องคราวนี้เป้นอย่างที่ท่านหญิงลั่วกล่าวไว้ ตาเฒ่าเหล่านั้นรับมือยากจริงๆยิ่งไปกว่านั้นคือเสวียนเทียนชิงเอาชนะคนของหออาญาได้หรือว่าเขาจะบรรลุขั้นปรมาจารย์แล้ว?

                    “ส่งลู่ป๋อไปสำนักผิดที่หอบรรพชนข้าไปจะเมืองหลวงสักพัก จนกว่าข้าจะกลับมาห้ามตระกูลฉินยุ่งเกี่ยวกับเสวียนเทียนชิงอีกหากฝ่าฝืนรับโทษสถานหนักไม่มีละเว้น!”

                    ***

                    ฉินอ๋องออกจากจวนทางท่านหญิงลั่วก็กลับถึงศาลากล้วยไม้ราตรีพอนางฟังสาวใช้รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจแต่สุดท้ายก็หัวเราะออกมาหลังจากสั่งคนให้จัดการเรื่องเสวียนเทียนชิงนางก็กลับตำหนักทันทีการต่อสู้คราวนี้ทำให้เขาจำลองของนางเสียหายไม่น้อยไหนจะเรื่องความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกเอาไว้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยค่อยไปดูเจ้าเด็กนั่นสักหน่อยก็แล้วกัน

                    เรื่องที่เกิดขึ้นในศาลากล้วยไม้ราตรีถูกปิดเงียบมีแค่บุคคลระดับสูงเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้จวนอ๋องเองก็เงียบสงบไร้การเคลื่อนไหวเช่นเดียวกับหออาญาคลื่นสงบเช่นนี้ไม่ใข่ลางบอกเหตุว่าพายุครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นหรอกหรือรอจนผ่านไปสามวันในที่สุดเสวียนเทียนชิงก็ฟื้นได้สติกลับมา

                    “พวกเจ้าเบาหน่อย ข้าบาดเจ็บอยู่นะ!”

                    ในห้องพักเสียงชายหนุ่มโวยวายไม่หยุดตัดสลับกับเสียงหัวเราะคิกคักของหญิงสาวเสวียนเทียนชิงร่างกายเปลือยเปล่าขณะที่สาวใช้ทั้งสองกำลังช่วยเขาอาบน้ำล้างตัวหลังการต่อสู้เสวียนเทียนชิงบาดเจ็บสาหัสเพราะแบกรับพลังของกระบี่เคลื่อนสุริยันอีกทั้งเขายังฝืนใช้ปราณพิสุทธิ์ไพรศาลจนหมดร่างกายแม้ได้รับการขัดเกลาจากฟู่หยงจิ้นแต่ก็แค่ในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้นนอกจากฟู่หยงจิ้นแวะเวียนมาป้อนยาแล้วทั้งลู่หยาและชิงเหนียวทำได้แค่เฝ้าดูผู้เป็นนายอยู่ข้างๆ

                    “อ่า...หมดสติไปสามวันเชียวหรือร่างกายข้าเป็นเช่นนี้เกรงว่าต้องพักฟื้นอย่างน้อยก็สิบวัน”

                    หลังอาบน้ำล้างตัวเสร็จสองสาวก็พาน้ายน้อยของพวกนางออกมานั่งรับลมริมธารด้านนอกเสวียนเทียนชิงถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดายตอนนั้นฟู่หยงจิ้นเคยกล่าวว่าจะพักที่ศาลากล้วยไม้ราตรีแค่หนึ่งเดือนเท่านั้นหากเขาต้องพักฟื้นสิบวันกว่าจะหายเป็นปกติฟู่หยงจิ้นก็คงจากไปแล้ว

                    “แค่นี้ก็ทำหน้าตายซากแล้วรึ? เจ้าบาดเจ็บเช่นนี้ก็เพราะทำเกินตัวตอนนี้ในสามลักษณ์ ปราณ กาย จิต ร่างกายของเจ้าถือว่าอ่อนด้อยที่สุดปราณหล่อเลี้ยง จิตเคลื่อนประสาน กายภาชนะอาศัยกายเนื้อของเจ้ายังกล้าฝืนใช้ปราณพิสุทธิ์ไพรศาลขนาดนั้นอีก”

                    เสียงฟู่หยงจิ้นลอยมาแต่ไกลก่อนที่ร่างของเขาจะร่อนลงมาข้างลำธารลู่หยากับชิงเหนีบวคารวะชายชราอย่างนอบน้อบก่อนจะถอยออกไปปล่อยให้เขาคุยกับเสวียนเทียนชิง

                    “ผู้อาวุโส ขอบคุณที่ท่านมีเมตตาช่วยเหลือผู้น้อย”

                    เสวียนเทียนชิงประสานมืออย่างไร้เรี่ยวแรงเพื่อคารวะขอบคุณเขากับการฝืนสังขารคราวนี้เขารู้ดีถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาอยู่แล้วอันที่จริงเสวียนเทียนชิงก็คิดเหมือนกับท่านหญิงลั่วหากหนีได้เขาก็จะหนีตามแผนหากหนีไม่ได้ก็แค่ถ่วงเวลารอจนท่านหญิงลั่วกลับมาก็พอ

                    ทว่าในช่วงเวลานั้นเขาสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจราวกับเปิดโลกใบใหม่ทั้งอารมณ์และจิตใจของเขาล้วนผลักดันจนให้เกิดเรื่องราวเช่นนี้เสวียนเทียนชิงไม่ได้คิดเสียใจกลับกันเขาคิดว่านี่ก็เป็นวาสนาครั้งหนึ่งที่เขาบังเอิญได้พบเจอด้วยซ้ำเงาสีเทาเลือนลางที่มีกลิ่นอายทรงพลังเกินหยั่งและวิชากระบี่เคลื่อนสุริยันอันยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ล้วนมอบประสบการณ์ที่ส่งผลต่ออนาคตของเขาทั้งสิ้น

                    “เอาเถอะๆ เจ้าไม่ต้องหงอยขนาดนั้นแล้วถึงร่างกายเจ้าจะบอบช้ำแต่ก็ยังพอจะฝึกฝนปราณพิสุทธิ์ไพรศาลได้อยู่ เพียงแต่ระหว่างนี้เจ้าโคจรภายในได้อย่างเดียวไม่อาจปล่อยให้กายเนื้อแบกรับพลังปราณแท้ได้จนกว่าจะหายดี”

                    ฟู่หยงจิ้นกล่าวออกมาก่อนจะโยนตำราเก่าให้กับเสวียนเทียนชิงที่ก่อนหน้านี้เสวียนเทียนชิงนึกเสียดายก็เพราะเขาหาตำราเก่าเล่มนี้ไม่เจอและคิดว่าฟู่หยงจิ้นเก็บกลับไปแล้วเรื่องคราวนี้หนักหนาก็จริงแต่เสวียนเทียนชิงรู้ดีว่าด่านสุดท้ายที่ยากเย็นที่สุดในการกลับบ้านของเขาก็คือศึกบนถนนหลวงดังนั้นหากจะมีชัยเหนือศัตรูได้เขาจำต้องบรรลุขั้นปรมาจารย์และวิชาปราณพิสุทธิ์ไพรศาลก็คือความหวังเดียวของเขาตำราเก่าเล่มนี้พิเศษนัก ทุกครั้งที่เขาอ่านมันล้วนเข้าใจเนื้อหาได้อย่างง่ายดายนี่ไม่ใช่เพราะเขาฉลาดล้ำแต่เป็นเพราะตำราเล่มนี้จะแสดงเนื้อหาในระดับที่เขาสามารถเข้าใจได้ออกมาเท่านั้น

                    เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อให้เสวียนเทียนชิงอ่านตำราทั้งเล่มไปกี่รอบก็ไร้ความหมายเพราะหลังจากฝึกเสร็จทุกครั้งที่กลับมาอ่านตำราก็จะมีเนื้อหาที่ลึกซึ้งแสดงขึ้นมาใหม่เสมอพอเป็นเช่นนี้เสวียนเทียนชิงก็จำเป็นต้องฝึกปราณพิสุทธิ์ไพรศาลขั้นแรกให้สำเร็จในตอนที่ยังมีตำราอยู่ถึงจะทะลวงขั้นสู่ระดับปรมาจารย์ได้อย่างราบรื่น

                    “ขอบคุณผู้อาวุโส!”

                    เสวียนเทียนชิงรับตำราเก่ามาอย่างยินดีน้ำกำลังจะลดหากตักได้มากขึ้นสักหน่อยย่อมดีกว่าอยู่แล้วฟู้หยงจิ้นมองชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจออกมา เด็กคนนี้พรสวรรค์สูงส่งยิ่งนักแต่ในโลกนี้คนเช่นเสวียนเทียนยังมีอยู่ไม่น้อยกลับกันแม้ปลายทางคือบัลลังก์สูงสง่าแต่หนทางที่จะก้าวนั้นมีแต่ขวากหนาม!

                    ที่ผ่านมาจะเป็นคนที่พรสวรรค์ฟ้าประทานหรือคนที่วาสนาค้ำฟ้าไม่ว่าจะเป็นคนประเภทไหนก็ล้วนมีแค่หยิบมือเดียวเท่านั้นที่สามารถเติบโตจากอัจฉริยะกลายเป็นยอดคน

                    “ไอ้หนู ข้าจะไม่ถามว่าเจ้าเรียนรู้วิชากระบี่นั่นมาได้อย่างไรแต่เจ้าจงฟังคำเตือนของข้าให้ดี ต่อไปนี้จนกว่าเจ้าจะทะลวงผ่านเหนือกว่าขั้นปรมาจารย์เจ้าห้ามใช้วิชานั้นให้ใครเห็นอีกโดยเฉพาะคนบนสะพานฟ้ายิ่งไม่อาจให้ใครรู้ว่าเจ้าครอบครองวิชานี้ได้!”

    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง! ที่คุณอ่าน