“บ่มเพาะพลังเทวะ? ควบรวมบุปผาธาตุ?”
อวี๋จื่ออวี๋ชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความฉงน
บุปผาธาตุนั้นเขาพอจะเข้าใจบ้าง
แต่คำว่า ‘พลังเทวะ’กลับไม่ใช่คำที่จะเอ่ยถึงกันได้ง่ายๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเหนือธรรมชาติปัจจุบันคำว่า‘พลังเทวะ’ ได้ถูกแต้มสีสันด้วยความลึกลับที่ยากจะบรรยาย
“ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นหากพลังเทวะที่ข้าบ่มเพาะขึ้นมามีอานุภาพเพียงหนึ่งหรือสองส่วนของที่ข้าจำได้มันก็เพียงพอที่จะทำให้ข้าไร้เทียมทานในโลกใบนี้แล้ว”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำแววตาฉายประกายความร้อนแรง
ในตำราโบราณกล่าวไว้ว่าในโลกนี้มีสามสิบหกพลังเทวะ
สามสิบหกพลังเทวะนี้มุ่งตรงสู่ต้นกำเนิดของสรรพสิ่งปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกเรื่องราวและสรรพสิ่งล้วนอยู่ภายในนั้น
หากคนธรรมดาได้รับมาเพียงหนึ่งอย่างและฝึกฝนจนบรรลุพวกเขาอาจจะถึงขั้นเข้าสู่สภาวะอัศจรรย์จนเรียกได้ว่าเป็น‘เทพเซียน’
และก่อนหน้านี้ ชิงเอ๋อร์ได้กล่าวถึง‘กระแสพลังวิญญาณคลั่ง’
ที่บอกว่าก่อนหน้านี้โลกอยู่ในยุคเสื่อมของพลังวิญญาณ
หากเป็นเช่นนั้น ในยุคที่เก่าแก่กว่านั้นย่อมต้องมี ‘ยุคปาฏิหาริย์แห่งเซียน’ ที่รุ่งโรจน์อย่างแน่นอน
ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องราวของ‘พลังเทวะ’ ที่บันทึกไว้ในตำราโบราณย่อมเป็นเรื่องที่มีความจริงปนอยู่บ้าง
แม้แต่ตอนนี้เมื่อลองคิดไตร่ตรองก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้มาก
อย่างเช่นหนึ่งในสามสิบหกพลังเทวะที่เรียกว่า ‘ผลิบานชั่วพริบตา’ที่สามารถทำให้มวลบุปผาผลิบานหรือเหี่ยวเฉาได้ในพริบตาหรือทำให้พืชพรรณเจริญเติบโตและออกผลได้อย่างรวดเร็ว
พลังเทวะเช่นนี้มีความคล้ายคลึงกับพรสวรรค์ประจำตัวของเขาอย่าง ‘ฟื้นฟูขั้นสุดยอด’อยู่บ้าง
แน่นอนว่า ‘ฟื้นฟูขั้นสุดยอด’ในตอนนี้ ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นพลังเทวะหากเทียบกับคำพูดของคนโบราณ นี่เป็นเพียงวิชาสามัญเท่านั้น
“เฮ้อ...”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจยาวเพื่อระงับความตื่นเต้นในใจดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย
ไม่ว่าพลังเทวะจะเป็นไปอย่างที่เขาคิดหรือไม่...
สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการบ่มเพาะพลังเทวะให้สำเร็จ
มีเพียงการบ่มเพาะพลังเทวะเท่านั้นที่จะทำให้หลุดพ้นจากสภาพการ‘ถูกผนึก’ ในร่างหินนี้ได้และมีเพียงการบ่มเพาะพลังเทวะเท่านั้นที่เขาจะก้าวหน้าไปได้อีกขั้นหรือเข้าสู่จุดสูงสุดของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองเพื่อมุ่งสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สาม
เมื่อคิดได้ดังนั้นสติของอวี๋จื่ออวี๋ก็จมดิ่งลงสู่ร่างหลักเพื่อค้นหาพลังเทวะที่ดูเลือนรางราวกับกลุ่มควัน
......
เวลาผ่านไปสามวันอย่างรวดเร็ว
และในช่วงสามวันนี้ขุนเขาแห่งหมอกก็ได้กลายเป็นจุดสนใจของมหาชน
ทั้งปรากฏการณ์ภาพมายาต้นไม้เทพเทียมฟ้าและมงกุฎต้นไม้ที่เปล่งรัศมีแสงห้าสีท่ามกลางม่านหมอกเป็นสิ่งที่ยากจะปกปิด
ผู้คนในเมืองใกล้เคียงหลายเมืองต่างก็ได้เห็นกับตาตนเอง
ด้วยเหตุนี้ ข่าวลือต่างๆ จึงเริ่มหนาหูขึ้น
บางคนบอกว่า ‘มันคือร่องรอยอารยธรรมโบราณที่เปิดออกและมีมรดกอันล้ำค่าซ่อนอยู่ภายใน’
บางคนบอกว่า ‘มันคือต้นไม้จิตวิญญาณที่เพิ่งตื่นรู้หากใครได้พบเจอ จะต้องก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติได้อย่างแน่นอน’
......
แน่นอนว่ามีความคิดเห็นหลากหลายเกิดขึ้นแต่ที่น่าเชื่อถือที่สุดคือเรื่องร่องรอยอารยธรรมโบราณและต้นไม้จิตวิญญาณ
ที่ว่าร่องรอยอารยธรรมโบราณนั้นเป็นเพราะในช่วงนี้ทฤษฎี ‘กระแสพลังวิญญาณคลั่ง’ที่ศาสตราจารย์คนหนึ่งเสนอมานั้นกำลังเป็นที่นิยมผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าในยุคโบราณมี ‘ยุคปาฏิหาริย์แห่งเซียน’อยู่จริง
และสำหรับทฤษฎีนี้ทางเบื้องบนก็ให้การยอมรับโดยปริยาย
เพียงเพราะทฤษฎีนี้ทำให้มนุษย์นับไม่ถ้วนมองเห็นความหวัง
‘เทพเซียน’
คือคำที่เลือนรางที่สุดแต่กลับตราตรึงใจคนได้มากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นการมีอายุยืนยาวนิรันดร์หรือพลังอำนาจมหาศาล ล้วนเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนเกิด‘ความหวัง’
เมื่อเทียบกับ‘ทฤษฎีวันสิ้นโลก’ หรือ ‘มหันตภัย’ ที่น่าหดหู่ ทฤษฎี ‘กระแสพลังวิญญาณคลั่ง’นี้สามารถปลุกใจผู้คนได้มากกว่า
ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงเริ่มเชื่อว่าในโลกนี้มี ‘ร่องรอยอารยธรรมโบราณ’ส่งผลให้ฐานะของนักโบราณคดีหรือแม้แต่นักขุดสุสานนั้นสูงขึ้นตามไปด้วย
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อมีคนไปพบของดีในสุสานหลวงโบราณแห่งหนึ่งจริงๆ ได้ยินว่าเป็นดาบหินเพียงฟันลงไปครั้งเดียว แม้แต่หินแกรนิตที่แข็งแกร่งก็ยังเปราะบางราวกับเต้าหู้รอยตัดเรียบกริบราวกับกระจก
และเรื่องนี้ก็ได้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับทฤษฎีกระแสพลังวิญญาณคลั่งเป็นอย่างมาก
ส่วนเรื่องต้นไม้จิตวิญญาณที่ตื่นรู้นั้นกล่าวให้ชัดคือพืชกลายพันธุ์ชนิดหนึ่งที่กำลังเลื่อนระดับ
แต่ไม่ว่าพืชกลายพันธุ์จะเลื่อนระดับไปไกลแค่ไหนมันก็ยังคงเป็นพืช
และในฐานะพืชคาดว่าทุกส่วนในร่างกายของมันย่อมเป็นสมบัติล้ำค่า
ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงเรียกมันว่า‘ต้นไม้จิตวิญญาณ’ ซึ่งความหมายนั้นก็เป็นที่เข้าใจกันดีในหมู่คนทั่วไป
......
ในตอนนั้นเอง ณเนินเขาแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากขุนเขาแห่งหมอก
“ฉันถามหน่อย นี่ก็สามวันแล้วทำไมถึงยังไม่มีใครออกมาเลยล่ะ?”
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเงยหน้ามองขุนเขาแห่งหมอกที่อยู่ไม่ไกลพลางถามอย่างสงสัย
สามวัน... ผ่านไปสามวันเต็มๆ
มีคนไม่ต่ำกว่าสองพันคนเดินทางมาถึงชายขอบของขุนเขาแห่งหมอก
นี่ขนาดรัฐบาลประกาศกฎอัยการศึกห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่มีพลังเหนือธรรมชาติออกจากเมืองแล้วนะ
ไม่อย่างนั้นคาดว่าคงมีคนแห่กันมาเป็นหมื่นเป็นแสนแน่นอน
เรื่องนี้โทษใครไม่ได้เลย เพราะปรากฏการณ์‘ภาพมายาต้นไม้เทพเทียมฟ้าและรัศมีแสงห้าสีจากมงกุฎต้นไม้’ ในคืนนั้นมันช่างน่าตกใจเกินไปจนดึงดูดผู้คนมามากมาย
และมนุษย์น่ะ...
เป็นพวกที่ไม่เคยขาดความอยากรู้อยากเห็นอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นที่นั่นอาจจะมีวาสนาครั้งใหญ่รออยู่ ใครเล่าจะยอมพลาดโอกาสนี้?
ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดคือในบรรดาสองพันคนนี้ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งฝ่าเข้าไปในขุนเขาแห่งหมอกแล้วแต่กลับมีเพียงไม่กี่คนที่ออกมาได้จริงๆ
แถมคนที่ออกมาได้พอถามอะไรไปก็เอาแต่ส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้เรื่อง
และมีคำอธิบายหนึ่งจากปากที่เหมือนกันคือพวกเขาเดินวนอยู่ในหมอก จนสุดท้ายก็กลับมาอยู่ที่เดิม
ม่านหมอก ม่านหมอก...
มีข่าวลือมานานแล้วว่าหมอกในขุนเขาแห่งหมอกนั้นประหลาดนักและตอนนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องจริง
เรื่องนี้ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อในสิ่งที่คนเหล่านั้นพูดและเลิกที่จะซักถามต่อ
แต่พอนึกถึงเรื่องนี้กลับพบว่ามีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าคิด
‘แล้วคนที่เข้าไปลึกกว่านั้นล่ะหายไปไหนหมด?’
หรือจะบอกว่าไม่มีใครเข้าไปถึงส่วนลึกของขุนเขาแห่งหมอกเลย?
ล้อเล่นหรือเปล่า?
คนที่เข้าไปมีอย่างน้อยเกือบหนึ่งพันคนที่เป็นผู้มีพลังเหนือธรรมชาติถึงแม้ส่วนใหญ่จะอยู่ระดับแรกเริ่มขั้นต่ำ มีระดับกลางบ้างประปรายส่วนผู้แข็งแกร่งระดับสูงนั้นมีเพียงไม่กี่คน
แต่ถึงอย่างนั้นตั้งเกือบพันคนนะจะไม่มีใครเข้าไปถึงส่วนลึกของขุนเขาแห่งหมอกเลยเชียวหรือ?
ในตอนนั้นเองราวกับรับรู้ถึงความสงสัยของชายวัยกลางคน เสียงอธิบายอย่างหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหูว่า
“อย่าลืมสิว่าในขุนเขาแห่งหมอกมีจระเข้ยักษ์บรรพกาลอยู่นะทางรัฐบาลก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่าหากเข้าไปในขุนเขาแห่งหมอกแล้วเกิดความตายขึ้นมาต้องรับผิดชอบตัวเองก็น่าจะรู้อยู่ว่ามันอันตรายแค่ไหน”
“นั่นก็จริง”
ชายวัยกลางคนพยักหน้าเห็นด้วย
ไม่ต้องพูดถึงสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอย่างจระเข้ยักษ์บรรพกาลเลยแค่สัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกก็เป็นอันตรายอย่างยิ่งแล้ว
แถมยังมีข่าวลือว่าในขุนเขาแห่งหมอกเหมือนจะมีสิ่งมีชีวิตประเภทอสูรหมอกอยู่ด้วย
หากข่าวลือไม่ผิดเพี้ยนขุนเขาแห่งหมอกนี้ก็มีอันตรายไม่ธรรมดาจริงๆ
อาจจะถึงขั้นเทียบได้กับเขตอันตรายสีแดงที่เรียกกันว่า‘เขตอันตรายระดับสูงสุด’ เลยก็ได้
แน่นอนว่าหากทุกคนที่อยู่ที่นี่ตายหมดขุนเขาแห่งหมอกแห่งนี้ก็คงจะถูกขนานนามว่าเป็น ‘เขตแดนมรณะ’อย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้นชายวัยกลางคนก็หัวเราะออกมาเบาๆ
จะเป็นไปได้อย่างไร?
เขตมรณะแต่ละที่ล้วนมีความน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริงซ่อนอยู่
ถึงขุนเขาแห่งหมอกจะน่ากลัวแต่ก็คงไม่ถึงขั้นเป็น ‘เขตมรณะ’ หรอก
ไม่อย่างนั้นละก็ เรื่องคงสนุกพิลึก