แน่จริงก็เข้ามา! หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าจะสั่งสอนขยะอย่างพวกเจ้าเอง

    บทที่ 33 คนบ้าสองคน

            เสิ่นจื่อโยวไม่มีเวลาจะไปนั่งวิเคราะห์ว่าบุรุษสองคนนี้กำลังคิดสิ่งใด

            ในแววตาที่นางใช้จ้องมองไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉระคนไปด้วยไอสังหารเย็นชา

            หากผู้อื่นไม่ล่วงเกินข้าข้าย่อมไม่ล่วงเกินผู้อื่นแต่หากผู้อื่นล่วงเกินข้าข้าย่อมตอบแทนอย่างสาสม!

            ไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉพยายามสังหารนางและมารดาแล้วคราเล่าพวกเขาได้แตะต้องเส้นตายของเสิ่นจื่อโยวแล้ว...หากทำให้กระต่ายตื่นตระหนกมันย่อมกัดคนได้นับประสาอะไรกับเสิ่นจื่อโยวที่แต่ไรมาก็ไม่ยอมรับบทคนอ่อนแอปล่อยให้ผู้อื่นรังแกตามอำเภอใจ!

            “เสี่ยวโยว พอแล้ว”

            น้ำเสียงอ่อนโยนดังขึ้นจากด้านหลังซูหวั่นเยว่ตบไหล่ของเสิ่นจื่อโยวเบา ๆ

            “ท่านแม่?”

            เสิ่นจื่อโยวหมุนตัวกลับไปมองซูหวั่นเยว่ด้วยสายตาที่คล้ายไม่เข้าใจนัก

            “เสี่ยวโยวอย่างไรพวกเขาก็เป็นลูกหลานของตระกูลไป๋และตระกูลอู๋ด้วยกำลังความสามารถของเราในยามนี้ยังไร้หนทางที่จะต่อกรกับสองตระกูลนี้ที่สำคัญวันนี้พวกเขาได้รับการสั่งสอนเพียงพอแล้วพวกเราเองก็ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด เจ้าอย่าได้บีบคั้นผู้อื่นจนไร้ที่ยืน”ซูหวั่นเยว่เกลี้ยกล่อมอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนละมุน

            ยันต์ในมือเสิ่นจื่อโยวมีอานุภาพร้ายแรงไม่เพียงแต่ระเบิดพวกบ่าวไพร่ของตระกูลไป๋และตระกูลอู๋จนสะอาดเกลี้ยงเกลา แม้แต่ไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉยังพลอยได้รับผลกระทบไปด้วยอวัยวะภายในของพวกเขาล้วนบาดเจ็บสาหัส

            พวกเขาจำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงอย่างน้อยสิบวันหรือครึ่งเดือนไม่สามารถลุกเดินเหินได้ในช่วงเวลานี้

            สำหรับเสิ่นจื่อโยวแล้วถึงแม้ในคราแรกคล้ายจะตกอยู่ในสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำทว่าทันทีที่ทุกอย่างคลี่คลายก็อย่าได้กล่าวถึงอาการบาดเจ็บเลยแม้แต่เสื้อผ้าเครื่องประดับของนางก็ยังไร้ซึ่งร่องรอยเสียหายอันใดยังคงสะอาดไร้มลทิน

            เช่นนี้แล้วนางจึงถือเป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่แล้ว

            ที่สำคัญที่สุดก็คือซูหวั่นเยว่ไม่อยากให้บุตรสาวเปลี่ยนเป็นคนที่มีแต่ความอาฆาตแค้นในดวงตาสายตาอำมหิตของเสิ่นจื่อโยวเมื่อครู่พาให้หัวใจของผู้คนประหวั่นพรั่งพรึง

            แท้จริงแล้วบุตรสาวไปประสบเหตุการณ์ใดมาจึงได้เปลี่ยนเป็นคนโหดเหี้ยมเช่นนี้

            ซูหวั่นเยว่มิได้รู้สึกหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงของเสิ่นจื่อโยวทว่านี่กลับทำให้นางรู้สึกปวดใจ

            ในอดีตบุตรสาวของนางต้องได้รับความอยุติธรรมมามากเป็นแน่ยามนี้จึงได้มีอุปนิสัยเช่นนี้?

            เสิ่นจื่อโยวเห็นชัดถึงความกังวลในดวงตาของมารดาแววสังหารในนัยน์ตาของเสิ่นจื่อโยวซึ่งค่อยๆมอดลง

            มารดากล่าวได้ถูกต้องยามนี้พลังบำเพ็ญเพียรของญาติผู้พี่เฟยอวี่เพิ่งฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ในอดีตของตระกูลซูยังไม่ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกครั้งการล่วงเกินตระกูลใหญ่สองตระกูลนี้จะชักนำความเดือดร้อนที่ไม่จำเป็นมามากมาย

            ถึงแม้ความคิดของนางกับเสิ่นจื่อโยวจะต่างกันทว่าสุดท้ายเสิ่นจื่อโยวก็ตัดสินใจที่จะทำตามคำกล่าวของมารดา

            ครานี้นางจะยังไม่เอาชีวิตของสองคนนี้เพื่อความสุขเพียงชั่วขณะแต่กลับต้องแลกมาด้วยความเดือดร้อนกองโตนี่เป็นเรื่องที่ไม่ควรค่า

            นางเดินไปหยุดข้างกายไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉก่อนจะแปะยันต์ลงบนร่างของพวกเขาคนละใบ

            “ยันต์สองแผ่นนี้คือยันต์วจีหากพวกเจ้ากล้าพาคนตระกูลไป๋และตระกูลอู๋มาสร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเราอีกข้าจะสั่งให้ยันต์สองแผ่นนี้ทำงานทำให้พวกเจ้าตายโดยไม่เหลือร่าง!”

            ยันต์วจี ความหมายเช่นนามคือสามารถใช้ ‘เสียง’ สั่งการได้

            ด้วยพลังการบำเพ็ญเพียรของเสิ่นจื่อโยวในยามนี้นางยังไม่สามารถวาดยันต์ที่มีอานุภาพระดับนี้ได้ยันต์สองแผ่นนี้เป็นยันต์ที่นางหามาได้จากในกล่องยันต์พระราชทาน

            เดิมทีในกล่องมียันต์เพียงไม่กี่แผ่นนางยังคิดที่จะใช้อย่างมัธยัสถ์ คาดไม่ถึงว่าครานี้ต้องนำมาใช้กับสองลูกหลานผู้มากลากดีนี้นางให้ค่าพวกมันเกินไปแล้ว!

            “ท่านแม่ พวกเราไปกันเถิด”

            เสิ่นจื่อโยวคล้องแขนของซูหวั่นเยว่แล้วยิ้มให้นาง

            รอยยิ้มนี้มิใช่รอยยิ้มเย็นชารอยยิ้มดูแคลน หรือรอยยิ้มหยันแต่เป็นรอยยิ้มที่แฝงด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนดุจลมในฤดูวสันต์ที่ช่วยขจัดความเหน็บหนาวทำให้ทุกสรรพสิ่งได้ตื่นรู้ เป็นพลังที่ทำให้หมู่มวลบุปผาผลิบาน

            ทั้งไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉต่างพากันตกตะลึง

            ถึงแม้บนร่างจะปรากฏความเจ็บปวดอย่างรุนแรงถึงแม้สตรีที่อยู่เบื้องหน้านี้จะเป็นตัวการของต้นเหตุทว่าในชั่วขณะนี้พวกเขากลับลุ่มหลงอยู่ในความอ่อนโยนของเสิ่นจื่อโยว

            เสิ่นจื่อโยวปรายตามองพวกเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับซูหวั่นเยว่

            ทั้งไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉต่างแสดงสีหน้าว่างเปล่าพวกเขามองตามแผ่นหลังของเสิ่นจื่อโยวด้วยอารมณ์เซื่องซึม จนกระทั่งนางหายลับไปตรงสุดทางเดินเล็ก

             

            • • •

             

            เกิดเรื่องใหญ่กับคุณชายใหญ่แห่งตระกูลไป๋และหลานชายสายตรงของตระกูลอู๋แล้ว!พวกเขาถูกโจมตีจากบุคคลที่ไม่ทราบแน่ชัดในสถานที่ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์บรรดาบ่าวไพร่ล้วนตายจนหมดสิ้น!

            ข่าวนี้แพร่กระจายในแวดวงขุนนางชนชั้นสูงอย่างรวดเร็วยิ่งร่ำลือก็ยิ่งห่างไกลจากความเป็นจริง

            ผู้คนต่างคาดเดาว่าเป็นใครกันที่อาจหาญล่วงเกินตระกูลไป๋และตระกูลอู๋ที่ในมือต่างกุมอำนาจใหญ่ในเวลาเดียวกัน

            นายท่านผู้เฒ่าของทั้งตระกูลไป๋และตระกูลอู๋ต่างเดือดดาลยิ่งนักพวกเขาประกาศกร้าวว่าจะต้องจับตัวเจ้าสารเลวคนนี้มาฉีกร่างเป็นชิ้น ๆ!

            น่าเสียดายก็เพียงพวกเขาต่างไม่สามารถดึงข้อมูลใดจากปากของไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉออกมาได้ชายหนุ่มสองคนนี้ราวกับสูญเสียความทรงจำในเวลาเดียวกันครั้นกลับถึงบ้านก็ขังตนเองอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมออกมา

            นายท่านผู้เฒ่าทั้งสองต่างร้อนรนจนริมฝีปากพุพองแล้ว

            พวกเขาทำได้เพียงเชิญท่านหมอมาดูอาการให้กับลูกชายหลานชายสุดที่รักให้เขียนใบสั่งยาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บภายใน

            ทว่าท่านหมอกลับกล่าวว่านี่คืออาการปกติของผู้ที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงจำเป็นต้องพักฟื้นสักระยะหนึ่ง

            ตกลงเช่นนั้นก็ให้พวกเขาพักรักษาตัวเสียก่อน

            นายท่านผู้เฒ่าทั้งสองต่างกลัวว่าจะเป็นการกระตุ้นบุตรชายหลานชายสุดที่รักได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอีกครั้งดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงยุติความคิดที่จะค้นหาตัวเจ้าสารเลวนี้มาแก้แค้นชั่วคราว

            ต่างก็หลงนึกว่าลูกหลานของพวกเขาจดจำรูปลักษณ์ของเจ้าสารเลวนี้ไม่ได้และไม่อยากเอ่ยถึงทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเจ้าสารเลวนี้ ดังนั้นจึงเก็บตัวเงียบ

            ทว่าความเป็นจริงกลับต่างไปจากที่พวกเขาคาดเดามากนัก

            ทั้งไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉไม่ได้เลือกที่จะลืมเรื่องราวในวันนั้นในทางตรงกันข้ามในระหว่างที่พวกเขากำลังนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงนั้นพวกเขากลับเกิดความฝันเดียวกันคราแล้วคราเล่า

            ในภวังค์ฝันนั้นพวกเขาได้หวนกลับไปยังวันนั้นเสิ่นจื่อโยวดึงแผ่นยันต์ออกมา พิรุณโลหิตโปรยปรายเต็มผืนฟ้า

            ในพิรุณสีแดงฉานนั้นผ้าคลุมหน้าเนื้อบางเบาของเสิ่นจื่อโยวหลุดลอยไปท่ามกลางสายลมเผยให้เห็นใบหน้างดงามชวนตะลึง

            เสิ่นจื่อโยวยังคงมองมาด้วยสายตาเย็นเยียบราวกับพวกเขาเป็นเพียงมดตัวน้อยที่อยู่บนพื้น

            ในภวังค์ฝันจากนั้นพวกเขากดร่างของเสิ่นจื่อโยวลงใช้กำลังฝืนครอบครองนาง

            ถูกต้องนี่ก็คือความปรารถนาที่แท้จริงที่เกิดในก้นบึ้งของจิตใจของไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉ

            พวกเขาต่างปรารถนาที่จะครอบครองคนผู้นี้อย่างสมบูรณ์ทำให้นางเปิดเผยสีหน้าไม่ยินยอมและอับอายใต้ร่างของตนถูกบีบคั้นจนต้องจำยอมเผยท่วงทำนองครวญครางที่ไพเราะที่สุดออกมา

            ดังนั้นทุกคราที่ไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉตื่นขึ้นมาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโมโหเพราะพวกเขาไม่อยากยอมรับว่าตนเองต่างถูกเสิ่นจื่อโยวล่อลวงเข้าแล้ว

            ทั้งที่นางเป็นคนทำร้ายตนจนมีสภาพน่าสังเวชเช่นนี้!

            ทว่าทุกคราที่ถึงยามหลับไหลพวกเขากลับอดคาดหวังที่จะได้พบกับภาพความฝันอันหวานล้ำนั้นอีกคราไม่ได้

            สุดท้ายเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาจำต้องลุกขึ้นจากเตียงทั้งสองคนจึงจำเป็นต้องปฏิบัติภารกิจหนึ่งโดยมิได้นัดหมาย...

            จากนั้นพวกเขาก็สั่งให้คนไปสืบเรื่องของเสิ่นจื่อโยว

            ทันทีที่สั่งให้ทำการตรวจสอบพวกเขาจึงได้ค้นพบว่าตั้งแต่ที่เสิ่นจื่อโยวและซูหวั่นเยว่ไปจากจวนตระกูลเสิ่นเบาะแสของพวกนางก็แปรเปลี่ยนเป็นสิ่งลี้ลับ

            แม้แต่พวกคนตระกูลเสิ่นที่โกรธแค้นพวกนางเข้ากระดูกก็ยังสืบหาที่พำนักของพวกนางไม่ได้

            มีเพียงสิ่งเดียวที่รู้ก็คือทุกครึ่งเดือนเสิ่นจื่อโยวจะไปที่ร้านขายยันต์แห่งหนึ่งเพื่อทำการส่งมอบยันต์ขั้นต้นที่นางวาดขึ้นด้วยตนเอง

            “ทุกวันที่หนึ่งและวันที่สิบห้าหรือ?”

            รอยยิ้มบิดเบี้ยวปรากฏบนใบหน้าซีดขาวของไป๋จื่อหางเขาหัวเราะรำพันกับตัวเองประหนึ่งเสียสติ

            “ดีมาก เยี่ยมยอดยิ่งนัก...วันที่สิบห้าของเดือนนี้ใกล้เข้ามาแล้ว...”

            ในเมื่อหาที่พำนักของเสิ่นจื่อโยวไม่พบเช่นนั้นเขาก็จะไปดักพบนางที่ร้านขายยันต์

            แต่ที่ทำให้ไป๋จื่อหางคาดไม่ถึงก็คืออู๋จวินไฉสหายรักของเขาเองก็มีความคิดนี้เช่นเดียวกัน

    คล้ายกับเรื่องแน่จริงก็เข้ามา! หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าจะสั่งสอนขยะอย่างพวกเจ้าเอง ที่คุณอ่าน