บทที่ 59 ต้มปลาผักกาดดอง สิ่งปลอบประโลมใจคน
หลินซื่อที่เห็นทั้งสองคุยกัน จึงได้ยกน้ำชาร้อน ๆ มาให้หลี่เจิ้ง
หลี่เจิ้งจึงรับมาด้วยรอยยิ้มใจดีทันที “อ่า ดี ดี ดี หลังจากที่ดื่มชาของเจ้าเข้าไปแล้ว ข้าไม่อาจลิ้มรสชาอื่นได้อีกเลยจริง ๆ”
หลินซื่อที่ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมา “ท่านลุง หากท่านชอบ ตอนกลับก็นำไปด้วยสักหน่อยเถอะ ชาพวกนี้ข้าเป็นคนคั่วเอง ท่านไม่ต้องเกรงใจ”
หลังจากรู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำ ได้รับการยอมรับ หลินซื่อก็รู้สึกอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก ก่อนจะรีบกลับเข้าห้องครัวไปเตรียมห่อใบชาให้กับหลี่เจิ้งจำนวนหนึ่ง
“ชานี่มารดาของเจ้าทำเองเลยหรือ” หลี่เจิ้งคาดไม่ถึงว่าหลินซื่อจะเก่งกาจถึงเพียงนี้
หน่วนเป่าเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “ใช่แล้ว ตั้นแม่ของหน่วนเป่าเก่งที่ฉุด”
ความจริงแล้ว นางมีชาวิญญาณที่ดีกว่านี้อยู่ แต่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจดื่มได้ นางที่ยังเด็กเองก็ดื่มไม่ได้เช่นกัน น่าเสียดายยิ่งนัก
หน่วนเป่ายังรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ชามีกลิ่นหอม เป็นเพราะว่าบ้านของพวกเขามีน้ำทิพย์ พอเอาชามาชงย่อมมีรสชาติหอมหวานติดปลายลิ้น
หลี่เจิ้งรับชากลับไปอย่างมีความสุข จากนั้นหลินซื่อก็กลับเข้าห้องครัวไปพร้อมกับหน่วนเป่าที่อยู่ในอ้อมแขน ก่อนจะวางนางลงบนเก้าอี้ แล้วรีบทำผักดองต่ออย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้ เซียวหย่งฝูกำลังมุ่งหน้าไปยังแปลงผักเพื่อดูพืชผักของเขา
“หน่วนเป่า พรุ่งนี้พวกเราต้องรีบตื่นเช้าเพื่อเข้าไปในเมือง คืนนี้เจ้าต้องรีบนอนนะรู้หรือไม่”
หลินซื่อเป็นห่วงบุตรสาวคนนี้มาก จะมีเด็กน้อยบ้านใดที่ออกไปวิ่งเล่นกลางดึกบ้าง นางยังเคยถูกผีเฒ่าตนหนึ่งเข้าฝันมาร้องทุกข์ใส่อีกด้วย
เช่นนี้แล้ว นางจะควบคุมเจ้าตัวน้อยนี่ได้อย่างไร?
เซียวหย่งฝูเองก็จัดการไม่ได้ เขาบ่นไม่หยุดว่าตนเองควรจะใส่ใจลูก ๆ มากกว่านี้
แต่การเอ็นดูหน่วนเป่ามาก ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร หลินซื่อไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับหน่วนเป่าที่น่ารักอย่างไรดี
หน่วนเป่าที่กำลังเล่นของเล่นที่ได้มาจากหลีซู่ เมื่อได้ยินคำพูดของมารดาจึงหันศีรษะไปแล้วส่งยิ้มให้ “ตั้นแม่อย่ากังวลไปเยย คืนนี้หน่วนเป่าจะนอนดี ๆ”
ดูสิ! ความคิดเช่นนี้ ใครจะไปน่ารักเกินกว่านางกัน
หลังจากที่ทำผักดองเสร็จไปหลายไหและใส่น้ำลงในไหปิดไว้แน่นแล้ว เซียวหย่งฝูก็กลับมาฮัมเพลงเบา ๆ อีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าใบหน้าของหลินซื่อมีเหงื่อผุดออกมา เขาก็รีบเข้าไปช่วยย้ายทันที
“ท่านอารมณ์ดีมากหรือ” หลินซื่อเหลือบมองสามีจากด้านข้าง
เซียวหย่งฝูที่ได้ยินคำพูดเหน็บแนมจากประสบการณ์อันโชกโชนของเขา จึงรีบส่ายศีรษะอย่างรวดเร็ว “ผักในทุ่งเจริญเติบโตไวมาก ต้นข้าวเองก็เช่นกัน”
“ดูจากแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น คาดว่าหากเราเก็บเกี่ยวผลผลิตอีกครั้งในช่วงเดือนสิบ เราก็จะมีเสบียงอาหารมากพอ ใจของข้าก็ไม่วิตกแล้ว”
เมื่อหลินซื่อได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีจริง ๆ
“วันนี้อารมณ์ดีมาก คืนนี้เรามากินอาหารดี ๆ กันเถอะ”
เมื่อหลินซื่อคิดว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี ปลาที่เลี้ยงอยู่ในอ่างดินก็สดใหม่ “คืนนี้กินต้มปลาผักกาดดองกันเถอะ”
“หน่วนเป่าชอบกินปลาที่สุด” เจ้าตัวน้อยปรบมืออย่างยินดี
“ข้าผู้เฒ่าเองก็ชอบกินปลาเช่นกัน” ผู้เฒ่าเซียวอุ้มเสี่ยวลิ่วอยู่ในอ้อมแขน ใครจะคิดว่าเสี่ยวลิ่วที่เห็นหน่วนเป่าจะร้องเรียกหาทันที
“พี่จ๋าว กอด!” เสี่ยวลิ่วเอื้อมมือออกไป หน่วนเป่าที่เห็นดังนั้นจึงหยิบของเล่นออกจากกระเป๋าแล้วยื่นส่งไปให้เขา
“มาเล่นกันเถอะ”
สิ่งที่เสี่ยวลิ่วชอบคือการป้ายน้ำลายของเขาไปบนหน้าของหน่วนเป่าที่สุด ช่วยไม่ได้เพราะหน่วนเป่าตัวหอมเกินไป
ผู้เฒ่าเซียววางเสี่ยวลิ่วลงข้าง ๆ หน่วนเป่า แน่นอนว่าเด็กน้อยหันมากอดหน่วนเป่าหมับและเริ่มปฏิบัติการแทะแก้มกลมป่องของเด็กสาวทันที
หน่วนเป่าพยายามดันน้องชายออกไปสองสามครั้งแต่ไม่เป็นผล นางอยากร้องขอความช่วยเหลือ แต่ตอนนี้ผู้เฒ่าเซียวไปฆ่าปลา ส่วนเซียวหย่งฝูกำลังล้างผัก มือของหลินซื่อเองก็กำลังถือตะหลิว
หน่วนเป่าจึงต้องหาทางด้วยตนเองแล้ว
ผู้เฒ่าเซียวได้ยินมาจากบุตรชายของเขาว่าต้นข้าวเจริญเติบโตอย่างดี คาดว่าจะสามารถนำไปทำสุราได้ถึงสองจิน
“ตั้นปู่ ดื่มนี่สิ” หน่วนเป่าแอบหยิบสุราขวดเล็กออกมา ท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ก่อนจะเปิดฝาและส่งให้ผู้เฒ่าเซียวดม
ผู้เฒ่าเซียวที่ได้กลิ่น น้ำลายก็ไหลออกมาทันที “ไอ้หยา สวรรค์ กลิ่นสุรานี่ปลุกตัวตะกละในท้องของปู่เจ้าให้ตื่นขึ้นมาเสียแล้ว”
เขาเทสุราออกมาเพียงจอกเล็ก ๆ และดื่มมันลงไป “นี่มัน… หลังจากนี้ข้าคงไม่อาจดื่มสุราดาษดื่นทั่วไปได้แล้วจริง ๆ”
หน่วนเป่าคลี่ยิ้มและปีนเข้าไปในอ้อมแขนของผู้เฒ่าเซียว ก่อนจะหาท่านั่งที่สบายแล้วทิ้งตัวลงไป “ตั้นปู่ หน่วนเป่าเตรียมให้ท่านโดยเฉพาะเชียวนะ!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า… หน่วนเป่าช่างเป็นหลานที่กตัญญูที่สุดจริง ๆ”
ความสัมพันธ์ของสองปู่หลาน กลมเกลียวกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทางด้านหลินซื่อกำลังแล่ปลาออกเป็นแผ่นบาง ๆ คลุกเคล้าด้วยไข่ขาว เกลือ และสุราสำหรับปรุงอาหาร
เมื่อน้ำมันร้อนก็ใส่พริกไทย กระเทียมสับ ขิงสับลงไปผัดจนมีกลิ่นหอม ตามด้วยกะหล่ำปลีที่เซียวหย่งฝูล้างเอาไว้ลงไปผัดจนมีกลิ่นหอมอีกหน่อย แล้วค่อยเทน้ำตามลงไป
หัวปลา กระดูกปลา และหางปลาถูกใส่ลงไปในหม้อเพื่อปรุงรส
บ้านทั้งหลังจึงเต็มไปด้วยกลิ่นหอมหวน ทำเอาหน่วนเป่ากับผู้เฒ่าเซียวต่างพากันกลืนน้ำลายของตัวเองอึกใหญ่
เซียวหย่งฝูกลับมาจากด้านนอก ในมือยังถือกบเอาไว้ด้วยสองสามตัว “ตงเหมย พวกเราเอาเจ้าพวกนี้มาผัดพริกแล้วยกขึ้นโต๊ะเป็นกับแกล้มเถอะ”
ตอนที่หลินซื่อรู้ว่าต้องทำอาหารเพิ่ม นางก็สั่งให้เซียวหย่งฝูลงไปห้องใต้ดิน “ไปเอาปวยเล้ง แครอท แล้วก็ตับหมูชิ้นที่ตุ๋นไปครั้งที่แล้วมา แล้วข้าจะทำอาหารที่เอาไว้กินตอนดื่มสุราให้ท่านเอง”
เซียวหย่งฝูยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่ละสายตา “อืม ได้เลย”
เมื่อหลินซื่อเห็นว่าหัวปลาใกล้สุกแล้ว นางก็ใส่เนื้อปลาลงไป ช้อนฟองออกและตักออกมาเล็กน้อยเพื่อชิมรส
อืม ไม่เลว เป็นอีกวันที่ฝีมือของนางก้าวหน้า
นางเลือกเนื้อปลาส่วนที่ไม่มีก้างออกมาก่อนสำหรับลูกทั้งสองของนาง มีหน่วนเป่าที่เป็นนักชิมตัวยงเช่นนี้ ครั้งนี้หลินซื่อจึงต้องใช้ปลาไปถึงหกตัว
ไม่อยากเชื่อเลยว่าเท่านี้ก็ยังไม่พอ!
จากนั้น นางก็สับพริกวางลงบนตัวปลาที่พวกเขาจะกิน แล้วปรุงรสอีกครั้งด้วยน้ำมันร้อน
“ซ่า”
หน่วนเป่าที่ยืนอยู่ตรงประตู มองดูแผ่นหลังที่กำลังยุ่งวุ่นวายของมารดา เมื่อเห็นรอยยิ้มอันอบอุ่นระหว่างเซียวหย่งฝูกับหลินซื่อ หัวใจของหน่วนเป่าก็รู้สึกอิ่มเอมและอบอุ่น
บรรดาพี่น้องทั้งหลายต่างทยอยกลับมาจากสถานศึกษา หานเหนียงเองก็ติดตามฉีสือเยี่ยนมาด้วยเช่นกัน ทั้งลานบ้านจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนาน
ภายใต้แสงอาทิตย์ตกดิน ควันไฟจากห้องครัวก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
แสงไฟสีเหลืองนวลภายในห้องสว่าง ขับไล่ความมืดมิดในห้องไปจนสิ้น และส่องสว่างเข้าไปในหัวใจของหน่วนเป่า
เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้วว่าอาหารของโลกนี้ เป็นสิ่งที่ปลอบประโลมจิตใจมนุษย์ได้มากที่สุด
“หน่วนเป่า มานี่หน่อย” หลินซื่อกวักมือเรียกนางเบา ๆ
เจ้าก้อนแป้งวิ่งเตาะแตะเข้าไปหา หลินซื่อจึงป้อนตับหมูให้นางชิ้นหนึ่ง
“อืม ๆ หอมมากเลย หน่วนเป่าชอบ”
หลินซื่อรู้สึกถึงความอ่อนโยนที่อยู่ในใจ ในยามที่มองไปยังดวงตาที่กำลังยิ้มแย้มของบุตรสาว
นางนำผักปวยเล้งที่ปรุงสุกแล้วใส่ในชามที่มีแครอทหันฝอยและตับหมูแล่บาง ๆ เติมเครื่องปรุงรสด้วยน้ำมันร้อน แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นจึงหยิบตะเกียบคีบมาป้อนให้หน่วนเป่า
“อร่อย อร่อยมาก นี่คืออะไรหรือ”
หลินซื่อหัวเราะ “นี่คือกับแกล้มอย่างไรเล่า”
หน่วนเป่ายกนิ้วโป้งขึ้นมา “อาหารของท่านแม่อร่อยที่สุดในโลกเยย”
หลินซื่ออุ้มหน่วนเป่าเอาไว้ในอ้อมแขน พลางคิดว่าเด็กคนนี้เกิดมาเพื่อเยียวยารักษาพวกเขาจริง ๆ
หน่วนเป่าชอบกินข้าวในมื้อเย็น ดังนั้นหลินซื่อจึงหุงข้าวหม้อใหญ่ ทำให้มีข้าวสีทองอยู่ด้านล่าง ส่งเสียงกรุบกรอบออกมาเมื่อโดนเคี้ยว
หน่วนเป่ากอดชามข้าวใบน้อยของตัวเอง และเริ่มฝังหัวตัวเองลงไปในชามข้าว ในตอนนี้เจ้าก้อนแป้งไม่พูดอะไรทั้งนั้น
หลินซื่อนับจำนวนชามข้าวอยู่หลายครั้ง และพบว่ามีชามข้าวเพิ่มขึ้นมา
“เอ๊ะ! เหตุใดถึงมีชามข้าวเพิ่มขึ้นมาหนึ่งใบได้เล่า” หลินซื่อมองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบว่ามีสิ่งใดผิดปกติ
เป็นเซียวจ้งหลางที่มองอยู่นานแล้วถามขึ้น “ท่านแม่ เสี่ยวลิ่วไปไหนหรือขอรับ”
จากนั้นหลินซื่อก็ตระหนักได้ว่ายังมีคนหายไปอยู่คนหนึ่ง
“เสี่ยวลิ่วล่ะ พวกเจ้าเห็นใครออกไปข้างนอกหรือไม่” หลินซื่อถามอย่างร้อนใจ
หน่วนเป่ายกมือขึ้นพลางกล่าวทั้ง ๆ ที่มีข้าวอยู่เต็มปาก “ตั้นแม่ ข้ารู้ว่าน้องหกอยู่ที่ไหน”
เมื่อเห็นว่าทุกคนมองมา หน่วนเป่าจึงชี้ไปตรงผนังที่อยู่ตรงข้ามโต๊ะ “นั่น อยู่ตรงนั้นไง”
ทุกคนมองตามไปแล้วอุทานออกมา
ตอนนี้เสี่ยวลิ่วถูกห่อด้วยแหจับปลาและแขวนอยู่บนผนังห้อง
สิ่งที่ทำให้ทุกคนพูดไม่ออกก็คือเสี่ยวลิ่วกำลังนอนหลับ และยังคงหลับต่อไป
“นี่ ฝีมือผู้ใดกัน” ผู้เฒ่าเซียวยิ้มออกมาอย่างขมขื่น เขาหันไปมองอยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่เห็นหลานชายสุดที่รักถูกแขวนอยู่บนนั้น
จะบอกว่ารักก็รักนั่นแหละ แต่ก็ไม่ได้มากถึงเพียงนั้น
“หน่วนเป่าทำเอง ฝีมือหน่วนเป่าเอง” หน่วนเป่าชี้นิ้วโป้งเข้าหาตัวเอง ส่วนอีกมือถือชามข้าวเอาไว้และนั่งยอง ๆ อยู่บนเก้าอี้ เนื่องจากเก้าอี้ตัวเตี้ยเกินไป
ดูไปแล้วเหมือนนักเลงตัวน้อยจริง ๆ