มารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม

    บทที่ 65 พระอาจารย์ฝึกยุทธ์

    องค์ไทเฮาทรงคิดอยากจะแทรกแซงเรื่องในเรือนหลังของบ้านขุนนาง หากคนทั่วไปได้ยินก็จะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กของสตรี แต่หากเป็นขุนนางรวมไปถึงผู้มีอำนาจสูงสุดของแคว้นอย่างเซียวฉีฮ่องเต้ย่อมจะไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก ยิ่งขุนนางผู้นั้นคือแม่ทัพใหญ่ของแคว้นและเป็นผู้ที่มีอำนาจทางการทหารสูงสุดเอาไว้ในมือ การจัดการขององค์ไทเฮายิ่งทำให้เซียวฉีฮ่องเต้เกิดความขุ่นเคืองพระทัย

    เซียวฉีฮ่องเต้ไม่เพียงเขียนราชโองการตำหนิแต่ยังสั่งกักบริเวณพระราชมารดาอย่างไม่มีกำหนด ลดตำแหน่งท่านหญิงของเสิ่นหว่านอวี๋โทษฐานที่นางประพฤติตนไม่เหมาะสม แม้ว่านางจะตายไปแล้วแต่ก็ยังทรงเรียกคืนทรัพย์สินทั้งหมดของนางในจวนท่านหญิงกลับคืนวังหลวงทั้งหมด เหลือแค่เพียงจวนร้างอันว่างเปล่าให้แก่ไป๋หลินเพียงเท่านั้น

    จวนชิ่งกั๋วกงทั้งรู้สึกเสียหน้าและรู้สึกเสียใจเรื่องการตายของเสิ่นหว่านอวี๋ ยามนี้ยังอกสั่นขวัญหายกับการลงพระราชอาญาของเซียวฉีฮ่องเต้ ยิ่งเมื่อเซียวฉีฮ่องเต้ทรงสืบพบว่าคุณหนูแปดอย่างเสิ่นหว่านหรู คือสตรีที่ผ่านการเฟ้นหามาอย่างดีของจวนชิ่งกั๋วกงเซียวฉีฮ่องเต้ก็ทรงพิโรธเป็นอย่างมาก

    “รับสตรีจากหอนางโลมที่มีหน้าตาคล้ายฮูหยินจวนแม่ทัพมาเป็นบุตรสาวบุญธรรม คิดจะส่งนางเข้าไปในจวนแม่ทัพเพื่อคอยปรนนิบัติโดยไม่สนหน้าตาของจวนชิ่งกั๋วกง ท่านกั๋วกงท่านคิดจะอธิบายเรื่องนี้กับข้าอย่างไร” คำถามประโยคนี้ของเซียวฉีฮ่องเต้ทำให้ชิ่งกั๋วกงที่นั่งอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่น ในใจของเขาหาได้หวาดกลัวความตาย แต่เขาหวาดกลัวว่าเซียวฉีฮ่องเต้จะทรงยัดเยียดข้อหากบฏให้แก่จวนชิ่งกั๋วกงแล้วทำให้คนในจนชิ่งกั๋วกงทั้งเก้ารุ่นของเขาต้องถูกประหารอย่างเสื่อมเกียรติ

    “ขอฝ่าบาททรงมีพระเมตตา กระหม่อมก็แค่เห็นว่าสตรีนางนั้นมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับจ้าวฮูหยิน กระหม่อมจึงรับนางมาเป็นบุตรสาวบุญธรรมตั้งใจจะส่งนางเข้าจวนแม่ทัพเพื่อผูกสัมพันธ์กับจวนแม่ทัพเอาไว้” ชิ่งกั๋วกงเอ่ยออกมาตามตรงแล้วก็เงยหน้ามองพระพักตร์ของเซียวฉีฮ่องเต้เพื่อแสดงความจริงใจ

    “ฝ่าบาท! กระหม่อมทำเช่นนี้ก็เพื่อฝ่าบาทนะพ่ะย่ะค่ะ หลายปีมานี้กระหม่อมเป็นแค่เพียงกั๋วกงที่ไร้อำนาจทางทหาร ฝ่าบาทเองก็ทรงมีกองกำลังอยู่ในพระหัตถ์ไม่มาก กระหม่อมเกรงว่าวันหน้าแม่ทัพจ้าวจะเอาใจออกหากจึงได้คิดจะใช้กลยุทธ์สาวงามเพื่อซื้อใจเขา เรื่องนี้องค์ไทเฮาก็ทรงเห็นด้วย ที่ทรงช่วยเหลือกระหม่อมด้วยการพยายามยัดเยียดสตรีผู้นั้นเข้าจวนแม่ทัพก็ล้วนเป็นเพราะคำถึงฝ่าบาททั้งนั้น” เมื่อชิ่งกั๋วกงเอ่ยเช่นนี้เซียวฉีฮ่องเต้ก็ฉวยม้วนคัมภีร์ข้างพระวรกายขว้างลงไปจนกระทบกับร่างของชิ่งกั๋วกงที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่พอดี

    “ชิ่งกั๋วกง ข้าเคยเห็นแก่ที่ท่านคือท่านน้าของข้า แถมท่านยังเป็นบิดาของหว่านโหรวอดีตฮองเฮาของข้า ข้าพยายามลืมตาข้างหลับตาข้างมาโดยตลอดเพื่อจะได้ไม่เห็นการกระทำผิดของท่านและการพยายามแสวงหาอำนาจในทางที่ไม่ควรของจวนชิ่งกั๋วกง แต่ทั้งท่านและคนในจวนก็ยังคงทำให้ข้าผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า” เซียวฉีฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย

    “ท่านน้าครั้งนี้ข้าไม่อาจจะช่วยเหลือท่านได้อีกต่อไปแล้ว ท่านล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินเข้า ก่อนหน้านี้จ้าวถิงฟงเคยเอ่ยคำสาบานต่อข้าแล้วว่าทั้งชีวิตนี้เขาจะจงรักภักดีต่อข้า ขอแค่ข้าช่วยใช้อำนาจที่มีในมือช่วยปกป้องและคุ้มครองคนในครอบครัวของเขาให้อยู่รอดปลอดภัย เขาก็ยินดีจะสละทั้งชีวิตเพื่อช่วยประคับประคองข้าให้นั่งอยู่บนราชบัลลังก์ได้อย่างมั่นคง แต่ยามนี้กลับเป็นเสด็จแม่และท่านน้าที่มุ่งทำร้ายคนในครอบครัวของเขา หากข้าไม่ลงมือทำอะไร ความจงรักภักดีของเขาก็คงจะใช้คำสาบานมาเหนี่ยวรั้งเอาไว้ไม่ได้แล้ว” เซียวฉีฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาแล้วหันไปสั่งให้หลิวกงกงร่างพระราชโองการ

    “ประกาศราชโองการออกไป ชิ่งกั๋วกงสุขภาพทรุดโทรมจำเป็นต้องพักผ่อนร่างกาย ข้าจึงพระราชทานเรือนพักตากอากาศนอกเมืองหลวงให้เขาและครอบครัว หลังจากนี้ให้ทุกคนในจวนชิ่งกั๋วกงไปพักที่เรือนพักที่ข้าพระราชทานให้ ไม่มีกิจธุระอันใดที่สำคัญก็ไม่ต้องเข้าเมืองหลวง” เมื่อเซียวฉีฮ่องเต้ตรัสเช่นนี้ชิ่งกั๋วกงก็ระบายลมหายใจออกมา ถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวงก็ไม่เป็นไร ยามนี้สกุลเสิ่นของเขายังสามารถรักษาชีวิตและรักษาตำแหน่งกั๋วกงเอาไว้ได้ วันหน้าพวกเขาย่อมมีทางที่จะพลิกฟื้นสถานการณ์ได้อีก

    “ขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมจะกำชับลูกหลานให้ดีนับจากนี้ให้อยู่อย่างสงบ” เมื่อชิ่งกั๋วกงเอ่ยเช่นนี้เซียวฉีฮ่องเต้ก็ทรงโบกพระหัตถ์แล้วทรงพระกาสะออกมา

    “ฝ่าบาท นี่คือน้ำสมุนไพรที่ช่วยลดพระอาการพ่ะย่ะค่ะ” หลิวกงกงเอ่ยพลางถวายน้ำสมุนไพรที่ทางสำนักแพทย์หลวงจัดเตรียมเอาไว้ให้ เซียวฉีฮ่องเต้รับไปเสวยแล้วจึงได้ตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงที่ดีขึ้น

    “นักพรตผู้นั้นมีความสามารถทางด้านการแพทย์มากทีเดียวหากไม่ใช่เพราะเขาอาการป่วยทั้งของข้าและองค์ชายสามก็คงจะไม่ดีวันดีคืนเช่นนี้” เมื่อเซียวฉีฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นนี้หลิวกงกงก็พลันยิ้มออกมา

    “ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะท่านแม่ทัพจ้าวและฮูหยินของเขาที่ช่วยแนะนำ น่าเสียดายที่พระนางเสียนเฟยทรงกังวลมากจนเกินไปจนทำให้เรื่องการหมั้นหมายระหว่างองค์ชายสามและคุณหนูสกุลจ้าวกลายเป็นเรื่องที่ยากจะลงเอยไปได้ ฝ่าบาทก็เลยไม่ได้สานสัมพันธ์กับจวนสกุลจ้าวอย่างที่ทรงตั้งพระทัยเอาไว้” เมื่อหลิวกงกงเอ่ยเช่นนี้เซียวฉีฮ่องเต้ก็ทรงพยักพระพักตร์อย่างเห็นด้วย

    “ซือหลันก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ทั้งที่ข้ามอบความโปรดปรานให้นางถึงขั้นนี้ แต่นางกลับระแวดระวังภัยจนไม่เห็นความจริงใจของข้า ตอนที่นางลุกขึ้นมาสู้กับหว่านโหรว ข้ายังหลงคิดว่านางจะละทิ้งความระแวดระวังและหันกลับมาต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว สุดท้ายพอนางสามารถกำจัดหว่านโหรวได้ นางก็หันมาระมัดระวังภัยจากข้ามากกว่าเดิม” ถ้อยคำประโยคนี้ของเซียวฉีฮ่องเต้ทำให้หลิวกงกงทอดถอนใจแล้วเอ่ยออกมาตามตรง

    “วังหลวงแห่งนี้มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ไม่น้อย พระสนมที่ได้รับความโปรดปรานล้วนมีจุดจบที่ไม่ค่อยจะดี พระสนมเสียนเฟยจะระมัดระวังก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ถ้าหากการหมั้นหมายขององค์ชายสามกับคุณหนูจ้าวเป็นความตั้งใจขององค์ชายสามเล่าพ่ะย่ะค่ะ พระสนมเสียนเฟยจะทรงขัดพระทัยองค์ชายสามได้หรือ” เมื่อหลิวกงกงเอ่ยเช่นนี้เซียวฉีฮ่องเต้ก็ทรงจ้องมองหลิวกงกงด้วยความไม่เข้าใจ หลิวกงกงจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขบขัน

    “มิใช่ว่าฝ่าบาททรงมีพระทัยให้พระสนมเสียนเฟยตั้งแต่พระนางเข้ามาเรียนเป็นสหายขององค์หญิงกุ้ยอันหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ก็แค่สร้างโอกาสการพบกันให้มากสักหน่อย คุณหนูจ้าวผู้นั้นมีใบหน้างดงามตั้งแต่เด็ก องค์ชายสามก็ทรงมีความงามละม้ายคล้ายพระมารดา เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ เติบโตมาด้วยกันย่อมจะมีความผูกพันลึกซึ้ง วันหน้าฝ่าบาทจะยังต้องกังวลพระทัยว่าจะไม่ได้เกี่ยวดองกับท่านแม่ทัพจ้าวอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ” ถ้อยคำประโยคนี้ของหลิวกงกงทำให้เซียวฉีฮ่องเต้ทรงพระสรวลออกมา แต่แล้วก็ทรงมีพระพักตร์บึ้งตึงขึ้นมาในทันทีเช่นกัน

    “ข้ามีองค์หญิงที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางที่ไหนกัน” เซียวฉีฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาพลางคิดถึงองค์หญิงน้อยของพระองค์ ยามนี้องค์หญิงที่มีพระชนม์มากที่สุดก็แค่สามชันษา จะเรียกจ้าวฉางหนิงมาเรียนเป็นเพื่อนก็ไม่น่าจะเข้าที

    “หาใช่เรียกตัวคุณหนูจ้าวเข้าวังได้เพียงอย่างเดียว ฝ่าบาทก็ทรงใช้ข้ออ้างว่าองค์ชายสามทรงมีพระวรกายอ่อนแอ จึงอยากจะฝากฝังให้ท่านแม่ทัพจ้าวและคนของเขาช่วยเป็นพระอาจารย์ฝึกยุทธ์ให้แก่องค์ชายสามก็ได้นี่พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงอย่าลืมว่ายามนี้ตำแหน่งองค์รัชทายาทยังว่างอยู่ ตำแหน่งองค์ฮองเฮาก็ยังทรงไม่ได้แต่งตั้ง หากส่งองค์ชายสามไปอยู่จวนแม่ทัพไม่เพียงเกี่ยวข้องเรื่องความปลอดภัย แต่ยังเป็นการเตรียมคนและเตรียมการเอาไว้ให้องค์ชายสามในอนาคตอีกด้วย” แม้เซียวฉีฮ่องเต้จะยังทรงไม่ได้เอ่ยพระโอษฐ์แต่หลิวกงกงที่รับใช้เบื้องพระบาทมาตั้งแต่เซียวฉีฮ่องเต้ยังเป็นแค่เพียงองค์ชาย ย่อมจะสามารถคาดเดาได้ว่าในพระทัยเซียวฉีฮ่องเต้ทรงคิดจะฝากฝังราชบัลลังก์ให้พระโอรสพระองค์ใด

    “ดีเช่นนั้นออกพระราชโองการลงไปแต่งตั้งจ้าวถิงฟงแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเป็นพระอาจารย์ฝึกยุทธ์ให้แก่องค์ชายสาม ทุกสามวันองค์ชายสามจะต้องไปอยู่ที่จวนแม่ทัพเพื่อฝึกยุทธ์” เมื่อเซียวฉีฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นนี้หลิวกงกงก็ขานรับแล้วรีบไปดำเนินการในทันที

     

    คล้ายกับเรื่องมารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม ที่คุณอ่าน