ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 2 บทที่ 32 สังหารสวนกลับนักฆ่าเลเวลร้อย

            แต่พอคิดไปคิดมาเขาก็เริ่มทำใจให้สงบลงได้

            อย่างไรเสียตอนที่เขาต่อสู้กับเย่เฟยเมื่อครู่ก็ได้สร้างความโกลาหลครั้งใหญ่ทั้งแสงศักดิ์สิทธิ์และเพลิงศักดิ์สิทธิ์ที่พุ่งว่อนไปมาอย่างบ้าคลั่งนั้นดูราวกับกำลังจุดพลุฉลอง

            ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้นอกจากคนตาบอดแล้ว ก็คงยากที่จะไม่ให้ใครสังเกตเห็น

            “ช่างเถอะ ไว้มีเวลาค่อยหาคำตอบแล้วกัน”

            เพื่อป้องกันไม่ให้ไพ่ตายของตนเองถูกเปิดเผย

            ลู่เซิ่งทำได้เพียงข่มความอยากรู้อยากเห็นในใจอย่างฝืนทนเขาเพียงขยับจิตเพื่อสั่งสลายร่างจำลองของกาเบรียลทันที

            เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นเขาก็ไม่คิดจะรีรออยู่ที่เดิมอีกต่อไป และเตรียมตัวจะรีบจากไปโดยเร็ว

            ทว่าในตอนนั้นเองเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

            ปัง!

            เสียงทึบดังขึ้นกลางอากาศอย่างกะทันหัน

            ทันใดนั้นตรงจุดที่เย่เฟยเพิ่งสิ้นชีวิตไปสิ่งของจำนวนมหาศาลก็ร่วงกราวจากความว่างเปล่าออกมาราวกับข้าวโพดคั่วนอกจากอุปกรณ์สวมใส่ที่มีสีสันแตกต่างกันไปแล้ว ยังมีทั้งโพชั่น ม้วนคัมภีร์ไปจนถึงเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยน ชุดเครื่องนอน และข้าวของจุกจิกอื่นๆ อีกมากมายซึ่งดูหลากหลายจนละลานตาไปหมด

            “เวรเอ๊ย นี่คงไม่ใช่ของในช่องเก็บของไอ้เย่เฟยนั่นหรอกนะ”

            เมื่อเห็นภาพตรงหน้าลู่เซิ่งก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบัน หากผู้ใช้อาชีพเสียชีวิตลงพื้นที่ในช่องเก็บของติดตัวจะพังทลายลงทันทีและสิ่งของที่เก็บไว้ภายในจะถูกดรอปออกมาทั้งหมด

            เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งก็อดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้างออกมา

            “หึๆ นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีลาภลอยแบบนี้ด้วย!”

            เนื่องจากเวลากระชั้นชิดลู่เซิ่งจึงไม่มีเวลามาตรวจสอบสิ่งที่ได้รับอย่างละเอียดเขาจัดการกวาดไอเทมที่ดรอปจากเย่เฟยทั้งหมดลงในช่องเก็บของติดตัวของตนเองก่อนจะหมุนตัวจากไปและหายลับเข้าไปในบึงน้ำที่รกครึ้มด้วยพรรณไม้จนไม่เหลือร่องรอยในเวลาอันรวดเร็ว

            ...

            ในขณะเดียวกันณ ที่ทำการเมืองตงหลิน ภายในห้องทำงานที่ตกแต่งอย่างหรูหราของท่านนายกเทศมนตรี

            เซี่ยมู่เซินนั่งไขว่ห้างพิงพนักเก้าอี้ทำงานในมือถือแก้วไวน์ทรงสูงดีไซน์ประณีตพลางจิบไวน์รสเลิศอย่างสำราญใจและทอดสายตาชมทัศนียภาพยามค่ำคืนของเมืองที่มองเห็นได้สุดลูกหูลูกตาจากริมหน้าต่างช่างเป็นชีวิตที่เปี่ยมสุขเสียจริง

            ทว่าในจังหวะนั้นเอง

            “คุณนัตสึอากิ [*] เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!”

            ปึง!

            จู่ๆประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรง

            ตามมาด้วยชายชุดดำที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาเซี่ยมู่เซินพร้อมกับตะโกนเสียงดัง

            “หือ? คุณอามาดะ? มีเรื่องอะไรถึงทำให้คุณลนลานขนาดนี้?”เซี่ยมู่เซินขมวดคิ้วมุ่นทันที

            “เย่... เย่เฟยครับ ในระบบเพื่อนของผม ชื่อของเย่เฟยกลายเป็นสีเทาไปแล้ว!”ชายที่ชื่ออามาดะเหงื่อท่วมกายพลางละล่ำละลักบอก

            “ว่าไงนะ? สีเทางั้นเหรอ?”

            เซี่ยมู่เซินหน้าถอดสีเขาแทบจะรีบตรวจสอบระบบเพื่อนของตนเองตามสัญชาตญาณและก็พบว่าชื่อของเย่เฟยได้กลายเป็นสีเทาไปแล้วจริงๆ

            สิ่งนี้ทำให้หัวใจของเขาแทบจะกระดอนขึ้นมาอยู่ที่ลำคอ

            เพราะบนดาวสีน้ำเงินแห่งนี้การที่ชื่อเพื่อนในระบบกลายเป็นสีเทามีความเป็นไปได้เพียงสองอย่างเท่านั้นอย่างแรกคืออีกฝ่ายจงใจลบเพื่อนออก

            แต่เย่เฟยคือคนสนิทที่เป็นดั่งมือขวาของเซี่ยมู่เซินแล้วเขาจะกล้าลบชื่อเซี่ยมู่เซินออกได้อย่างไร?

            ส่วนความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ...เย่เฟยตายแล้ว และได้ออฟไลน์ไปตลอดกาล

            เมื่อคิดถึงจุดนี้เซี่ยมู่เซินก็ไม่อาจเก็บงำความตื่นตระหนกไว้ได้อีกต่อไปเขาผุดลุกขึ้นยืนแล้วแผดเสียงอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เรื่องนี้...มันเป็นไปไม่ได้ ลู่เซิ่งมันก็แค่พาลาดินในอาชีพสายสนับสนุน แถมเพิ่งจะเปลี่ยนอาชีพได้แค่สามวันมันจะมีปัญญาฆ่าเย่เฟยได้ยังไง”

            “เอ่อ...”

            อามาดะขมวดคิ้วพลางเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิง“คุณนัตสึอากิ คุณคิดว่าจะเป็นไปได้ไหมครับที่ข้างกายลู่เซิ่ง...จะมีคนคอยช่วย?”

            “แกหมายความว่ายังไง...” เซี่ยมู่เซินหรี่ตามองถาม

            “ผมได้ยินมาว่าไอ้แก่สวี่ว่านเฉิงคนนั้นช่วงหลายวันมานี้คอยพูดจาเข้าข้างลู่เซิ่งมาตลอดเป็นไปได้ไหมว่าเขาจะแอบลงมือช่วยเหลือลู่เซิ่ง...”

            แต่อามาดะยังพูดไม่ทันจบเซี่ยมู่เซินก็พูดขัดขึ้นทันควัน

            “ไม่มีทาง! สวี่ว่านเฉิงเป็น 'จอมเวทอาคม' ที่เปลี่ยนอาชีพครั้งที่สี่แล้ว ใต้ข้อจำกัดของกฎเขาไม่สามารถเข้าไปในแผนที่เลเวลต่ำพวกนั้นได้หรอก”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เสริมขึ้นอีกว่า “อีกอย่างด้วยประสบการณ์ของเย่เฟย เขาไม่มีทางลงมือกับลู่เซิ่งต่อหน้าสวี่ว่านเฉิงเด็ดขาด”

            “แต่ถ้าไม่มีคนช่วย แล้วเย่เฟยตายได้ยังไงล่ะครับ?” อามาดะถามต่อ

            “เรื่องนั้น...”

            เซี่ยมู่เซินไม่ได้ตอบในทันทีแต่เขากลับเงยหน้าขึ้นพร้อมแค่นยิ้มเย็นชา “ดูเหมือนฉันจะมองคนพลาดไปสินะลู่เซิ่งคนนี้... เห็นทีว่าจะไม่ใช่พาลาดินทั่วไปเสียแล้ว”

            “ไม่ใช่พาลาดินทั่วไปเหรอครับ?”

            อามาดะถามออกไปตามสัญชาตญาณ“คุณนัตสึอากิหมายความว่า...เขาเป็นผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะอย่างนั้นเหรอ?”

            “มีความเป็นไปได้สูงมาก! ไม่อย่างนั้น ลำพังแค่พาลาดินอย่างมัน จะไปมีปัญญาสังหารเย่เฟยข้ามระดับได้ยังไง?”

            เซี่ยมู่เซินพึมพำกับตัวเอง“มิน่าล่ะ ตอนที่อยู่ในบึงทมิฬไอ้หมอนี่ถึงสามารถเลื่อนระดับรวดเดียว 20 เลเวลได้ภายในครึ่งชั่วโมงแม้แต่หลี่เทียนหัวยังเทียบมันไม่ได้ ที่แท้ก็เป็นผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะนี่เอง”

            “คุณนัตสึอากิ ในเมื่อลู่เซิ่งคนนี้ก็เป็นผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะเหมือนกันงั้นเราควรลองดึงตัวเขามาเป็นพวกดูไหมครับ?”

            ในตอนนั้นเองอามาดะก็ได้เอ่ยถามขึ้นอีกคำถามหนึ่ง

            “ไม่จำเป็น!”

            เซี่ยมู่เซินส่ายหัวพลางเอ่ยเสียงหนัก“ต่อให้ลู่เซิ่งจะเป็นผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะและมีพรสวรรค์การต่อสู้ที่แข็งแกร่งแค่ไหนแต่ยังไงเขาก็ยังเป็นพาลาดินที่หนักไปทางสายสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นพลังรบหรือศักยภาพในอนาคตก็ไม่มีทางเทียบติดกับอาชีพลับอย่างหลี่เทียนหัวได้เลย”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เสริมด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจยิ่งขึ้นว่า “อีกอย่างจากการเฝ้าสังเกตในช่วงที่ผ่านมา ฉันพบว่าหลี่เทียนหัวคนนี้แม้ภายนอกจะดูเหมือนสุภาพบุรุษ แต่ความจริงแล้วกลับมีนิสัยแฝงไปด้วยพิษร้ายทั้งยังเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง”

            “คนประเภทนี้แหละที่ซื้อตัวง่ายที่สุดขอเพียงแค่เราช่วยเขากำจัดลู่เซิ่งทิ้ง แล้วป้อนผลประโยชน์ให้เขาสักหน่อยการจะทำให้เขามาสวามิภักดิ์รับใช้เราก็เป็นเรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ”

            เมื่อสิ้นคำพูดเซี่ยมู่เซินก็เอ่ยต่อว่า “ส่วนเรื่องลู่เซิ่งนิสัยของไอ้เด็กนี่มันดูพิลึก ดีไม่ดีอาจจะไม่ยอมจำนนง่ายๆแทนที่จะเสี่ยงไปดึงตัวมันมาสู้เอาเวลาไปทุ่มเทจัดการเรื่องหลี่เทียนหัวให้จบจะดีกว่า”

            “สิ่งที่คุณนัตสึอากิพูดมานั้นมีเหตุผลมากครับ”

            เมื่อได้ฟังเช่นนั้นอามาดะก็รีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที

            ในขณะเดียวกันเซี่ยมู่เซินดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง“จริงด้วย เอกสารลับที่ฉันสั่งให้เย่เฟยไปส่งน่ะ เขาส่งไปหรือยัง?”

            “เอ่อ... ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่ทันได้ส่งนะครับ...” อามาดะพึมพำตอบ

            “ว่าไงนะ? ยังไม่ได้ส่ง?”

            เซี่ยมู่เซินหน้าถอดสีทันทีพร้อมอุทานเสียงหลง“แย่แล้ว! ถ้าเอกสารลับนั่นยังอยู่ที่ตัวเย่เฟย หลังจากที่เขาตายมันก็น่าจะตกไปอยู่ในมือของลู่เซิ่งน่ะสิ!”

            “อะไรนะ?”

            อามาดะเองก็ใจหายวาบและถามอย่างร้อนรน“แล้วจะทำยังไงดีครับ ถ้าลู่เซิ่งได้เอกสารลับนั่นไปเขาอาจจะเปิดโปงฐานะของพวกเราได้นะ...”

            “อย่าเพิ่งลนลานไป ตอนที่เขียนเอกสารลับฉบับนั้นฉันรอบคอบเผื่อทางหนีทีไล่เอาไว้แล้ว ใช้ภาษาแม่เขียนเอาไว้ลู่เซิ่งมันก็แค่พวกเรียนห่วย คงไม่มีทางอ่านเนื้อหาข้างในออกหรอกเพราะฉะนั้นตอนนี้เรายังไม่ต้องกังวล” เซี่ยมู่เซินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

             

            เชิงอรรถ

             [*]คุณนัตสึอากิ (夏木君) ในภาษาจีนคือเซี่ยมู่แต่ในบริบทนี้ที่มีอามาดะเข้ามาสนทนา จึงขอทับศัพท์เป็นชื่อที่อ่านตามคันจิ