ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    ลู่จือชิงเปิดไพ่ลับ

    บนสนามประลอง

    หลังจากที่เสินเถียนเปิดเผยพลังที่แท้จริงของตัวเอง เขาก็โจมตีใส่ลู่จือชิงอย่างต่อเนื่องจนทำให้ลู่จือชิงถึงกับต้องแสดงสีหน้าจริงจังออกมา

    “ เจ้าหมอนั้นถึงกับแสดงสีหน้าจริงจังเลยงั้นหรอ? แสดงว่าเจ้าเสินเถียนนั้นคงแข็งแกร่งไม่ใช่เล่นๆ ” โอวหยางจิงหานพึมพำเบาๆ 

    แม้ว่าพลังยุทธ์ของโอวหยางจิงหานกับลู่จือชิงจะแตกต่างกันถึงสองขั้นย่อยแต่ทว่าความแข็งแกร่งของลู่จือชิงก็ถูกโอวหยางจิงหานยอมรับว่าเป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในบรรดารุ่นเยาว์ทั้งหมด ซึ่งน้อยครั้งที่ลู่จือชิงจะแสดงสีหน้าจริงจังและเคร่งเครียดในการต่อสู้

    ซึ่งมันมักจะปรากฏขึ้นในตอนที่ลู่จือชิงประลองกับโอวหยางจิงหานเท่านั้น ซึ่งนั่นก็บ่งบอกได้ว่าโอวหยางจิงหานสามารถกดดันจนทำให้ลู่จือชิงเอาจริงได้ เพียงแต่ครั้งนี้ลู่จือชิงต้องเอาจริงกับเสินเถียนซึ่งเป็นชายหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน 

    โอวหยางจิงหานจึงเพิ่มเสินเถียนเข้าไปในรายชื่อที่น่าสนใจทันที

    บนสนามประลอง ลู่จือชิงผู้ที่ได้รับฉายาว่าปราชญ์กระบี่น้อยถูกเสินเถียนรุกไล่จนต้องถอยหนีอย่างต่อเนื่อง ฉากนี้สร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกๆคนเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้ชื่อเสียงของเสินเถียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในฐานะอัจฉริยะผู้หนึ่ง 

    “ บัดซบ! ” ลู่จือชิงถึงกับสบถออกมาเพราะเขารู้ได้ว่าเสินเถียนนั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ ดีไม่ดีอาจจะไม่แพ้โอวหยางจิงหานเลยด้วยซ้ำ 

    “ นี้ๆปราชญ์กระบี่น้อยถ้าหากมีอะไรดีๆก็รีบนำออกมาแสดงให้ข้าเห็นหน่อยสิ ไม่อย่างนั้นเจ้าจะพ่ายแพ้ทั้งๆทีไม่ได้แสดงฝีมือหรอกนะ ” เสินเถียนยิ้มร่าและใช้ทวนมังกรสวรรค์ไล่ต้อนลู่จือชิงอย่างต่อเนื่อง

    ลู่จือชิงหรี่ตาลง ถ้าหากสายตาของลู่จือชิงสามารถสังหารเสินเถียนได้คาดว่าป่านี้เสินเถียนคงถูกสังหารไปไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้ว

    “ ในเมื่ออยากตายนักข้าจะจัดให้ตามคำขอ ตอนแรกข้าคิดว่าจะเอาความสามารถนี้ไปสู้กับโอวหยางจิงหานและหนานหมิงแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเจ้าอยากจะกลายเป็นคนทดลองเป็นเพียงแรก ” ลู่จือชิงคำรามลั่น

    ทันใดนั้นออร่าของลู่จือชิงก็ปะทุกขึ้นอย่างรุนแรง กลิ่นอายของเขาพุ่งทะยานจนทะลุปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางไปแล้ว 

    เวลานี้รอบตัวของลู่จือชิงพลันปรากฏปราณกระบี่สีทองขึ้นมาหลายสิบเล่ม แถมออร่าของเขายังทำให้พื้นสนามประลองต่างก็ถูกตัดด้วยกระบี่

    ปราณกระบี่สีทองส่องแสงแวววาวพร้อมกับเสียงดังราวกับเสียงกลองศึก แถมมันยังมีออร่าสีขาวดูงดงามราวกับกระบี่ของเซียน กลิ่นอายของกระบี่ก็ยิ่งทำให้ดูเก่าแก่และโบราณเป็นอย่างมาก

    หนานหมิงและหม่าซีเยว่มองดูลู่จือชิงด้วยแววตาประหลาดใจ เพราะทั้งสองรู้ดีว่ากลิ่นอายกระบี่ของลู่จือชิงคือสิ่งใด

    “ นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าเด็กคนนี้จะมีแก่นแท้กระบี่ด้วย ” หม่าซีเยว่ที่นั่งอยู่พึมพำออกมา

    คนอื่นๆที่อยู่รอบๆพากันแสดงสีหน้าสงสัย

    “ พี่สาวหม่าแก่นแท้กระบี่คือสิ่งใดหรือ? ” หนานหลินถามขึ้นด้วยความสงสัย

    คนอื่นๆที่อยู่ใกล้ๆต่างก็ตั้งใจฟังทันที ไม่เว้นแม้กระทั้งหนานเฟยหยุนและซวีลั่ว

    “ แก่นแท้กระบี่หรือที่เรียกง่ายๆว่าจิตวิญญาณแห่งกระบี่ ซึ่งคนๆนั้นจะสามารถเข้าสู่แก่นแท้ของกระบี่ได้ซึ่งแก่นแท้กระบี่จะทำให้ผู้ที่มีแก่นแท้กระบี่ทำให้สามารถเรียนรู้วิชากระบี่ได้อย่างรวดเร็วและบรรลุได้ง่ายๆ แถมการโจมตีด้วยกระบี่ก็จะทรงพลังเป็นอย่างมาก นอกจากนี้พวกเขายังมีทักษะพิเศษอีกด้วย ถ้าหากพวกเขาสามารถปลุกแก่นแท้กระบี่ของตัวเองได้สำเร็จ ซึ่งของเจ้าเด็กที่ชื่อหม่าซีเยว่น่าจะเป็นกระบี่สีทองที่อยู่รอบๆตัวของเขา 

    ดูท่าว่าหลังจากนี้เจ้าหนูที่ชื่อว่าเสินเถียนจะต้องแย่เป็นแน่ แม้ว่าเจ้าหนูเสินเถียนจะแข็งแกร่งกว่าเจ้าหนูลู่จือชิงแต่เมื่อแก่นแท้กระบี่เปิดขึ้น ความแข็งแกร่งของลู่จือชิงจะพุ่งทะยานแม้กระทั้งสามารถต่อสู้ได้ทัดเทียมกันปราช์ยุทธ์ขั้นสูงเลยทีเดียว ถ้าหากสหายของข้าที่เป็นเซียนกระบี่เห็นเข้าล่ะก็เขาน่าจะรับตัวเจ้าหนูนี้เป็นศิษย์แน่นอน  ” หม่าซีเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ

    เมื่อได้ยินที่หม่าซีเยว่กล่าวขึ้น ทุกๆคนต่างก็มองไปที่ลู่จือชิงด้วยแววตาจริงจังขึ้นมา โดยเฉพาะเหล่ากองกำลังชั้นยอดไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์เหยียนหรือห้าตระกูลใหญ่ต่างก็จับจ้องไปที่ลู่จือชิงตาเป็นมัน ราวกับว่าพวกเขาพบกับหยกชั้นดีที่ยังไม่ได้เจียระไน

    พวกเขาต่างก็ครุ่นคิดถึงการที่จะดึงตัวลู่จือชิงเข้าร่วมกับพวกเขาให้ได้ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการไหนก็ตาม 

    [ นายท่าน! ถ้าหากให้เซียงอวี้ฝึกฝนลู่จือชิงล่ะก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกลายเป็นเซียนกระบี่คนต่อไปก็ได้ ] เสียงของหม่าซีเยว่ดังขึ้นที่ข้างหูของเขา

    หนานหมิงที่นั่งอยู่ที่ม้านั่งเขาครุ่นคิดก่อนที่จะส่งกระแสจิตกลับไปหาหม่าซีเยว่ว่า [ เช่นนั้นเจ้าก็ไปบอกเซียงอวี้ว่าพบเจอต้นกล้าชั้นดีที่เหมาะแก่การเป็นมือกระบี่ ถ้าหากสนใจก็สามารถมารับตัวไปเป็นศิษย์ได้ ] 

    [ รับทราบเจ้าคะนายท่าน ] หม่าซีเยว่ตอบกลับ จากนั้นนางก็หยิบเอานกกระดาษสีทองออกมาและส่งไปหาเซียงอวี้ทันที

    เวลานี้โอวหยางจิงหานและเหล่าศิษย์ของสถาบันต่างๆพากันมองไปที่ลู่จือชิงด้วยแววตาประหลาดใจ พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าลู่จือชิงยังมีไพ่ลับแบบนี้อยู่ด้วย 

    “ ช่างเป็นปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งจริงๆ นึกไม่ถึงเลยว่าลู่จือชิงจะเก็บไพ่นี้เอาไว้ตลอดเวลาและไม่เคยใช้ออกมา ถ้าหากข้าต้องสู้กับลู่จือชิงในยามนี้คงต้องใช้พลังทั้งหมดในการเอาชนะ ต้องแบบนี้สิถึงจะเป็นคู่ต่อสู้ที่คู่ควรกับข้าโอวหยางจิงหาน ”  โอวหยางจิงหานหรี่ตาลงและมองไปที่ลู่จือชิงที่มีกระบี่สีทองหมุนอยู่รอบๆ

    เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์อัจฉริยะพากันมองไปที่ลู่จือชิงพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล เพราะพวกเขาสัมผัสได้ว่าตอนนี้ลู่จือชิงไม่ใช่คนที่พวกเขาจะสามารถต่อสู้ได้อีกต่อไปแล้ว ถ้าหากต้องเจอกันจริงๆพวกเขาคงถูกจัดการในไม่กี่ลมหายใจเป็นแน่

    บนสนามประลอง เสินเถียนจ้องมองไปที่ลู่จือชิงด้วยแววตาจริงจัง เขาสัมผัสได้ถึงอันตรายจากกระบี่สีทองรอบๆตัวของลู่จือชิง

    “ ตาย! ” ลู่จือชิงคำรามพร้อมกับชี้ปลายกระบี่ไปหาเสินเถียน

    จากนั้นปราณกระบี่สีทองนับสิบก็พุ่งใส่เสินเถียน

    “ หายไปให้หมด! มังกรสวรรค์พิโรธ ” เสินเถียนคำรามพร้อมกับระเบิดพลังทั้งหมดของตัวเองออกมาและใช้ท่ามังกรสวรรค์พิโรธซึ่งเป็นท่าที่ทรงพลังและรุนแรงกว่าท่ามังกรสวรรค์เสียอีก

    จากนั้นมังกรสีครามและมีสีทองปะปนเล็กน้อยแถมยังมีขนาดใหญ่กว่ามังกรครามจากทักษะมังกรสวรรค์ถึงหนึ่งเท่าก็พุ่งออกมาจากปลายทวนของเสินเถียน

    ลู่จือชิงหรี่ตาลงพร้อมกับแสดงสีหน้าจริงจังขึ้นมา เพราะเขาสัมผัสได้ว่าทักษะมังกรสวรรค์พิโรธของเสินเถียนทรงพลังเป็นอย่างมาก แม้กระทั้งยังทรงพลังกว่าทักษะบางอย่างของโอวหยางจิงหานเสียอีก สมกับที่เป็นมังกรสวรรค์พิโรธจริงๆ แต่ทว่าเขาก็มั่นใจว่าปราณกระบี่ของเขาจะต้องไม่แพ้ทักษะมังกรสวรรค์พิโรธของเสินเถียนอย่างแน่นอน

    นอกจากนี้ทักษะของเสินเถียนเป็นทักษะเดี่ยวแม้ว่าพลังโจมตีจะรุนแรงแต่มันก็ไม่สามารถเทียบได้กับปราณกระบี่ของลู่จือชิง 

    ลู่จือชิงบังคับปราณกระบี่ออกเป็นสามส่วนและพุ่งเข้าหาเสินเถียนคนละทิศทาง โดยทิศทางแรกจะเป็นการปะทะกันระหว่างมังกรสวรรค์พิโรธกับปราณกระบี่สี่เล่ม ส่วนอีกสองทิศทางก็จะแบ่งเป็นปราณกระบี่ทิศละสามเล่มพุ่งใส่เสินเถียน

    เสินเถียนเห็นปราณกระบี่ของลู่จือชิงแยกออกจากกันเขาก็เข้าใจความคิดของลู่จือชิงได้ทันที

    “ เหอะคิดว่าลูกไม้แค่นั้นจะทำอะไรข้าได้? ” เสินเถียนเหยียดหยามทันที แต่ทว่าดวงตาของเขาก็ต้องเบิกกว้างเพราะจู่ๆปราณกระบี่ของลู่จือชิงก็รวมกันเป็นสามเล่มอย่างน่าอัศจรรย์

    ปราณกระบี่สีทองมีขนาดใหญ่กว่าหนึ่งจั้งเศษทั้งสามเล่มมีพลังอำนาจสูงกว่าเดิมหลายเท่า

    กระบี่ตรงกลางใหญ่ที่สุดเนื่องจากรวมปราณกระบี่ถึงสี่เล่มด้วยกัน ส่วนอีกสองเล่มด้านข้างแม้ว่าจะมีขนาดใหญ่แต่ก็เล็กกว่าปราณกระบี่ตรงกลางอยู่เล็กน้อย

    “ กระบี่รวมหนึ่ง ” ลู่จือชิงที่อยู่อีกฝั่งของเสินเถียนทำสัญลักษณ์มือเป็นรูปกระบี่พร้อมกับดวงตาของเขามีสัญลักษณ์กระบี่เล็กๆและดวงตามีสีทองจางๆทำให้เขาดูเหมือนกับเซียนกระบี่ตัวจริง

    เมื่อเห็นว่าดวงตาของลู่จือชิงมีสัญลักษณ์รูปกระบี่สีทองอยู่หม่าซีเยว่ถึงกับแสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างมาก

     “ นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าหนูนี้จะเบิกเนตรกระบี่เทวะได้ ” หม่าซีเยว่อุทานออกมา

    หนานหมิงที่ได้ยินถึงกับมองไปที่ลู่จือชิงด้วยความประหลาดใจ

    คนอื่นๆเองก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที พวกเขาอยากรู้ว่าอะไรคือเนตรกระบี่เทวะ

    “ เนตรกระบี่เทวะคือเนตรที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่งสำหรับมือกระบี่ ถ้าหากสามารถเบิกเนตรกระบี่เทวะได้จะทำให้พลังการต่อสู้สูงขึ้นมาก แม้กระทั้งต่อสู้ข้ามระดับก็ยังทำได้ ทักษะกระบี่ทั้งหมดจะถูกยกระดับขึ้นหลายขั้นพลังทำลายรุนแรงมากกว่าเดิมมาก

    เนตรกระบี่เทวะนี้ไม่สามารถเบิกได้ง่ายๆเพราะต้องเป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านกระบี่ที่สูงมากและเป็นคนที่มีโชคอย่างมหาศาลจึงจะสามารถปลุกได้ ในอนาคตเจ้าหนูนี้คงจะเป็นมือกระบี่ที่ทรงพลังอย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ เพียงแต่เนตรนี้กินพลังเยอะมากเช่นกัน เจ้าหนูนั้นน่าจะใช้ได้อีกไม่นาน ” หม่าซีเยว่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    แม้ว่าในตอนที่ลู่จือชิงมีแก่นแท้กระบี่ก็ไม่ได้ทำให้นางตกใจมากนัก เพราะแก่นแท้กระบี่สามารถสืบทอดกันได้ แต่เนตรกระบี่เทวะนี้ไม่สามารถสืบทอดได้จำเป็นต้องใช้พรสวรรค์ที่สูงมากจริงๆ แม้กระทั้งเซียงอวี้ที่เป็นเซียนกระบี่ของศาลาชุนหมิงก็กว่าจะเบิกเนตรกระบี่ได้ก็อายุมากกว่าสามสิบปีด้วยซ้ำ 

    แต่ลู่จือชิงในตอนนี้อายุเพียงแค่ยี่สิบต้นๆเท่านั้น ในอนาคตความสำเร็จของเขาจะต้องไม่ต่ำกว่าเซียงอวี้อย่างแน่นอน

    เหล่าผู้นำตระกูลใหญ่และจักรพรรดิเหยียนซีเหอต่างก็จ้องมองไปที่ลู่จือชิงด้วยแววตาต้องการตัวเป็นอย่างมาก แต่ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะแสดงออกหน้าออกมาเพราะพวกเขายังไว้หน้าตระกูลหนาน 

    [ บอกให้เซียงอวี้รีบมาที่นี้โดยเร็วที่สุด ข้าต้องการให้เขารับลู่จือชิงเป็นศิษย์และปลุกปั้นให้เขาเป็นเซียนกระบี่คนถัดไป ] หนานหมิงส่งกระแสจิตไปหาหม่าซีเยว่

    [ รับทราบนายท่าน ข้าจะเร่งให้เซียงอวี้มาที่นี้โดยเร็วที่สุด ] หม่าซีเยว่ตอบกลับ 

    บนสนามประลอง

    มังกรสวรรค์พิโรธปะทะกับปราณกระบี่สีทองอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น คนธรรมดาหรือผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำกว่าปรมาจารย์ยุทธ์ที่อยู่รอบๆสนามถึงกับเกิดอาการหน้ามืดและวิงเวียนศีรษะทันที

    เสินเถียนมองไปที่มังกรสวรรค์พิโรธของตัวเองถูกปราณกระบี่ของลู่จือชิงทำลายด้วยแววตาตื่นตระหนก เพราะทักษะมังกรสวรรค์พิโรธถือว่าเป็นท่าไม้ตายประจำตัวของเขาเลยทีเดียว 

    “ บัดซบ! ” เสินเถียนรีบกระโดดขึ้นบนท้องฟ้าและใช้ท่ามังกรสวรรค์พิโรธสามครั้งและปล่อยมันไปสามทิศทางเพื่อทำลายปราณกระบี่ของลู่จือชิง จากนั้นเขาก็พุ่งตัวใส่ลู่จือชิงด้วยความเร็วเพื่อหวังที่จะเอาชนะ

    “ ช้าไปมาก! ” ลู่จือชิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเขาก็วาดกระบี่ไปด้านหน้าช้าๆ 

    เสินเถียนถูกปราณกระบี่ของลู่จือชิงซัดจนกระเด็นไปไกลหายจั้ง จนกระทั้งเกือบจะตกสนามประลองไป

    เวลานี้สีหน้าของเสินเถียนกลายเป็นตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั้งที่มุมปากของเขาก็ยังมีเลือดไหลออกมาอย่างเห็นได้ชัด

    “ แข็งแกร่งมากจริงๆ! ” เสินเถียนมองไปที่ลู่จือชิงด้วยแววตาชื่นชม แต่ถึงแม้ว่าลู่จือชิงจะแข็งแกร่งแต่เขาเชื่อว่าทักษะนี้คงอยู่ได้ไม่นานนัก ถ้าหากยื้อเวลาไปอีกสักหน่อยเขาจะต้องเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน

    เสินเถียนเดินเข้ามาในสนามประลองเล็กน้อยก่อนที่จะยืนอยู่เฉยๆโดยที่ไม่ได้ขยับตัวไปไหน

    ลู่จือชิงมองไปที่เสินเถียนก่อนที่จะเข้าใจได้ว่าเสินเถียนกำลังทำสิ่งใด 

    “ คิดจะถ่วงเวลาสินะ อย่าได้ฝัน! ” ลู่จือชิงเหยียดยิ้มก่อนที่จะพุ่งใส่เสินเถียนด้วยความเร็วสูงสุด 

    แม้ว่าลู่จือชิงจะยิ้มแต่ภายในใจเขารู้ดีว่าเขาคงอยู่ในสภาวะนี้อีกไม่นาน คาดว่าไม่ถึงหนึ่งถึงสองร้อยลมหายใจเท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้วเขาจะต้องรีบจัดการกับเสินเถียนโดยเร็ว

    ตอนนี้ลู่จือชิงอยู่ในสถานะสูงสุด แม้กระทั้งปราชญ์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เขาก็สามารถเอาชนะได้ เพราะฉะนั้นแล้วเสินเถียนที่เป็นปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางจึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของลู่จือชิงแม้แต่น้อย