...หวังอี้นั่งอ่านตำรานั้นอย่างตั้งใจและอ่านซ้ำไปมาอยู่1 เดือนเต็ม โดยทุกๆคืนศิษย์พี่ในร่างเงาที่ใกล้จะเลือนหายก็จะช่วยอธิบายให้เขาเข้าใจ
“ข้ายังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี”
หวังอี้พูดขณะเล่นหมากรุกกับศิษย์พี่ๆยิ้ม
“ทฤษฎีคือเงา ประสบการณ์คือแสงเ้าเพียงอ่านตำราย่อมไม่เข้าใจถ่องแท้”
แล้วศิษย์พี่ก็เอามือมาลูบคางตัวเองและทำหน้านึกๆ
“จะว่าไปผิดที่ข้าด้วยล่ะ”
“สัจธรรมจริงๆนั้นไม่สามารถส่งต่อด้วยคำพูดได้”
“คำพูดอธิบายเป็เพียงนิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์”
“ข้าบอกสิ่งที่ข้ารู้ทุกอย่างให้เ้าตรงๆจนกลายเป็ว่าเ้ามองแต่นิ้วข้า จนเ้าไม่เงยหน้าขึ้นไปมองความยิ่งใหญ่ของดวงจันทร์ด้วยตาตนเอง”
แล้วศิษย์พี่ก็เขกหัวตัวเอง
“ข้าตื้นเขินเอง ความรู้ไม่ใช่สินค้าที่จะหยิบยื่นให้กันได้ง่ายๆด้วยประโยคบอกเล่า”
“ความรู้ที่ได้มาง่าย มักจะไม่หยั่งรากลึกไปถึงจิติญญา”
“ข้ามาเฉลยให้เ้ามากไป ตอบทุกคำถามที่เ้าถาม โดยลืมไปว่าข้าอายุ1,000 ปี แต่เ้าแค่ 15 ปีประสบการณ์ต่างกันมาก จนทำให้เ้าไม่พยายามฝึกฝนและเดินไปหาคำตอบนั้นด้วยตนเอง”
หวังอี้พูดบ้าง
“คนทั่วไปมักอยากหาทางลัดและให้ใครสักคนมาชี้นิ้วบอกสูตรสำเร็จให้”
“แต่ความจริงเต๋ามักจะโยนปัญหาที่อธิบายไม่ได้มาให้”
“เพื่อเตือนสติว่าความรู้ที่ไม่ได้ค้นพบด้วยตนเองย่อมไร้ซึ่งความหมาย”
ศิษย์พี่อ้าปาก
“โห! คำพูดเ้าช่างคมนัก”
“ข้าเปล่า ตำราเล่มนี้เขียนไว้ต่างหาก”
“เขายังบอกด้วยว่า หากเข้าใจอะไรด้วยตนเองได้ จงให้รางวัลตัวเองด้วยเป็ขนมเคลือบน้ำตาลหรือบะหมี่อร่อยๆใส่เครื่องทุกอย่างสักชาม”
“ตาเฒ่าผู้แต่งหนังสือนี่ดูท่าจะตัดกิเลสเื่ของกินไม่ได้เนอะ”
“ข้าก็ว่างั้นแหละ”
หวังอี้หยิบป้ายหยกและถุงสมบัติออกมา
“ข้ารับปากเซียนหญิงผู้วายชนม์ไว้ว่าจะนำป้ายหยกนี้ไปคือคนรักของนางที่เมืองหลวง”
ศิษย์พี่ชี้ไปที่ถึงสมบัติ
“นางบอกว่าถุงสมบัตินั้นต้องคืนด้วยไหม?”
“ไม่ได้พูดครับ”
ศิษย์พี่อารมณ์ดีรีบเอาของในถุงสมบัติออกมา โดยไม่รู้ว่าหวังอี้เก็บไว้โดยไม่เปิดดูเลยว่าข้างในมีอะไร(คือหวังอี้ตั้งใจจะยกคืนให้คนรักท่านเซียนหญิงไปพร้อมป้ายหยกเขาจึงไม่ละลาบละล้วงดูว่าข้างในมีอะไรบ้าง)
ของในถุงสมบัติมีไม่กี่อย่างและเป็สมบัติเซียนที่หาซื้อได้ทั้งสิ้นศิษย์พีทำหน้าจ๋อยๆแล้วเก็บใส่กระเป๋าสมบัติเช่นเดิม
“นึกว่าจะมีของดีอะไรบ้างซะอีก”
“นี่แสดงว่าเ้าอสูรหมาป่าพูดเป็ความจริงนางคงถูกคนอื่นฆ่าตายมาก่อนแล้ว คนพวกนั้นย่อมค้นเอาสมบัติมีค่าไปแล้ว”
“งั้นเ้าไปเมืองหลวงพรุ่งนี้เลยแล้วกัน ไปหาประสบการณ์บ้างจ้าหนู”
หวังอี้พยักหน้าและตื่นเต้น เพราะเขาเองก็เกิดและโตมาในเมืองเล็กๆแห่งนี้ยังไม่เคยไปที่เมืองหลวงเช่นกัน
(หวังอี้เป็เด็กกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีวิต มีคุณปู่เลี้ยงดูเขามาจนถึงอายุ12 ปีคุณปู่ก็จากไปด้วยความชรา นั่นทำให้หวังอี้มาสมัครเข้าสำนักเซียนหลังจากนั้น1 ปีตอนอายุ 13 ปี)
ศิษย์พี่กำชับ
“อย่าเชื่อคนง่ายล่ะและอย่าบอกความลับหรือเื่ส่วนตัวของเ้าให้ผู้ใดฟัง”
“ครับศิษย์พี่”
“มีเงินไหม?”
“พอมีนิดหน่อยครับ”
ศิษย์พี่เดินเข้าไปห้องตำราลับกดกลไกเล็กๆที่ซ่อนตรงผนังแล้วช่องเล็กๆก็เปิดออก ในนั้นมีทองคำก้อนเล็กๆ 2 ก้อน
“เอานี่ไปเป็ค่าใช้จ่าย แต่ให้แยกกระเป๋ากันเก็บอย่าเอาไว้ที่เดียวกันล่ะ”
“ได้ครับ ขอบคุณครับ”
ตอนเช้าหวังอี้ก็เริ่มออกเดินทาง
หวังอี้เดินเท้ามาเรื่อยๆ 1 เดือน ไกลถึง 900 ลี้(450 กิโลเมตร)ก็มาถึงเมืองหลวง
เมืองหลวงไม่ได้มีขนาดใหญ่มากอย่างที่คิดแต่กำแพงเมืองนั้นสูงใหญ่กว่าเมืองข้าเป็ไหนๆ ดูท่าราชวงศ์และขุนนางพวกนี้จะกลัวตัวเองเป็อะไรเอามากๆ
ดูฮ่องเต้สิ เขาขังตัวเองอยู่ในวังนั่น เพราะกลัวตายหากเป็ข้าคงไม่ยอมเอาอิสระภาพของขาที่จะเดินเที่ยวไปไหนก็ได้มายอมแลกกับอำนาจเช่นเขา
หวังอี้ไม่ใส่ชุดสำนักเมฆาขาวเขาใส่ชุดชาวบ้านธรรมดาเก่าๆของตนเองมา ข้างเอามากระบี่ไม้ไผ่ติดมาด้วยนั่นทำให้เขาถูกมองดูถูกบ้างนิดหน่อย แต่ก็ช่วยให้เป็เป้าหมายของพวกโจรหรือมิจฉาชีพ
เขาเลือกนอนโรงเตี้ยมราคาถูกที่เก่าและโทรมทั้งๆที่จริงๆทองคำที่ศิษย์พี่ให้มานั้นพอจ่ายให้เขานอนที่พักหรูหราได้ดูท่าหวังอี้จะเข้าใจวิถีเต๋าตามตำรานั้นมาบ้างแล้ว
เมืองหลวงแต่กลับมาขอทานเยอะกว่าบ้านข้าอีก
ขอทานแต่ละคนนั่งห่างกันพอดิบพอดี ราวกับแบ่งอาณาเขตไว้แล้ว เด็กตาบอดนั่งตรงสะพาน คนแก่ขาขาดอยู่หน้าร้านชา ส่วนหญิงอุ้มเด็กจะอยู่ใกล้ตลาด ไม่มีใครแย่งที่กันเลยแม้แต่คนเดียว ราวกับเป็ขบวนการเดียวกัน
คนพวกนี้มีวาจาและภาพลักษณะดึงดูดใจให้คนมอบเศษเหรียญยิ่งนัก
หวังอี้นึกถึงเด็กขอทานที่หลอกเขาซื้อซาลาเปาเขาจึงแค่มองคนเหล่านี้โดยไม่คิดจะทำทาน
เย็นๆใกล้ค่ำผู้คนออกมาเดินไปมาเพราะแดดไม่ร้อนแล้วร้านค้าหลายร้านก็ยังเปิดขายอยู่ หวังอี้นั่งที่ระเบียงห้องชั้นสองมองดู
“ถนนนี้แปลกดี มีทั้งคนยากจนและเศรษฐี แต่พวกเขากลับทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตน”
“ดูเกี้ยวขุนนางคนนั้น เขาใช้เกี้ยวแสดงฐานะ
มนุษย์กลับเอาตัวเองขังอยู่ในเกี้ยวและจวนใหญ่โต ทั้งที่ร่างกายคนเรา หากได้เดิน ได้หายใจ ได้พักผ่อนตามธรรมชาติ กลับแข็งแรงยืนยาวกว่ามาก
(กฎเลข 8 สุขภาพดีเดิน 8,000 ก้าว + ดื่มน้ำ 8 แก้ว + นอน 8ชั่วโมง ในแต่ละวัน)
เมื่อเห็นสัจธรรมหวังอี้หยิบหนังสือเล่มนั้นมาอ่านปรัชญาเต๋าสักพักจึงนั่งสมาธิเข้าฌานก่อนนอน
เช้าวันรุ่งขึ้นหวังอี้เดินไปบ้านชายคนรักที่ท่านเซียนหญิงบอกเขาในฝันปรากฏว่าที่นั่นคือจวนขุนนาง เขาเคาะประตูใหญ่หน้าบ้าน สักครูมาคนรับใช้มาเปิด
“มาหาใครเ้าหนู”
“ข้านำสิ่งของหญิงคนรักของคุณชายไป๋มามอบคืนให้ครับ”
“พูดอะไรของเ้า นายหญิงภริยาคุณชายยังไม่ตายมั่วแล้วไปไกลๆ”
แต่ก่อนจะปิดประตูหวังอี้ก็เอาป้ายหยกให้ดูคนรับใช้ตาเบิกโพลงวิ่งกลับข้าไปในบ้านโดยที่เปิดกระตูแง้มไว้อย่างนั้น
สักพักพ่อบ้านก็เดินมา เขามาพร้อมชายกำยำอีก 2 คน
“ป้ายในมือเ้าได้มาจากไหนเ้าหนู?”
“ได้มาจากศพนางที่ตายในป่าครับ”
พ่อบ้านเหงื่อออกหวังอี้รู้สึกว่าใบหน้าเขามีความลับซ่อนอยู่ รู้สึกไม่ชอบมาพากล จึงถอยหลัง 1 ก้าว
แล้วก็จริงพ่อบ้านสั่งชายกำยำตระครุบหวังอี้ๆขว้างก้อนหินใส่แล้วรีบวิ่งหนี
ดีว่าหวังอี้ตัวสูงขายาวแถมผอมแห้งเขาวิ่งเร็วมากจนชายร่างกำยำตามไม่ทันและยอมกลับไปโดนพ่อบ้านดุ
โดยไม่รู้ตัวว่าหวังอี้แอบลอยตัวมองเขาอยู่จากมุมกำแพงบ้านข้างๆแห่งหนึ่ง
วันรุ่งขึ้นคุณชายไป๋ออกจากบ้านพร้อมภริยาเพื่อไปส่งนางเลือกเสื้อผ้าในร้านหรูหราหวังอี้ที่รออยู่อาศัยจังหวะนี้เข้าประชิดตัว
เพื่อไม่ให้เสียเวลาและรอคุณชายไป๋จะถามเขารีบเอาป้ายหยกนั้นให้คุณชายไป๋ดูซึ่งเขาเห็นก็มีน้ำตาไหล (ภรรยาเขาลองชุดอยู่ด้านใน)
“เ้าหนู...เ้าไปเจอที่ไหน?”
“นางตายแล้วครับ นางฝากข้าเอามามอบให้ท่าน”
คุณชายไป๋กำป้ายหยกแน่น น้ำตาไหลไม่หยุด เขาเงยหน้ามองหวังอี้ ริมฝีปากสั่นคล้ายอยากพูดบางอย่าง แต่เมื่อเห็นภรรยาตนเดินออกมา สีหน้าเขากลับซีดลงทันที แล้วค่อยๆก้มหน้าหลบสายตาหวังอี้
ภรรยาเขาะโเรียกคนรับใช้ที่มาด้วย 4 คนเข้ามาลากหวังอี้ออกไปทันที
หวังอี้ถูกโยนออกมาจากร้านจนหน้างายก้นกระแทกพื้นผู้คนเดินผ่านไปมามีดูบ้าง แต่ไม่มีใครกล้าจะเข้ามาช่วย
เผอิญเ้าหน้าที่ทางการเดินผ่านมาพอดีภริยาคุณชายรีบออกมาะโเรียก
“จับมันไปด้วย มันเป็ผู้ฆ่าคน!”
เ้าหน้าที่รีบเ้ามาจับหวังอี้ทันที
“ข้าไม่ได้ฆ่าใคร!ข้าแค่เอาป้ายหยกนางมาคืน!”
แต่สกุลไป๋น่าจะเป็ผู้มีอำนาจ หวังอี้ถูกจับส่งทางการศาลพิจารณาตัดสินโทษวันนั้นเลย ภริยาเรียกพ่อบ้านมาเป็พยานร่วมด้วยพวกเขาใส่ร้ายหวังอี้ด้วยความเท็จสารพัด หวังอี้ถอนหายใจมองไม่เห็นคุณชายไป๋
ชายผู้นี้ขี้ขลาดตาขาวเสียจริงน่าสงสารเซียนหญิงท่านนั้นที่ดันมาหลงรักผู้ชายเช่นนี้ เรียนรู้ฝึกเซียนว่ายากลำบากแล้ว แต่ความรักกลับตาบอดเข้าใจได้ยากกว่า
การขึ้นศาลรวดเร็วและการใส่ร้ายทำให้หวังอี้สันนิษฐานว่า คนสกุลไป๋พวกนี้แหละที่ฆ่านางในป่าเพื่อให้ผู้หญิงคนนี้ได้แต่งงานกับคุณชายแทน
ก่อนที่จะถูกทรมานหรือโบย หวังอี้ก็ออกตัวรับสารภาพซะงั้นศาลจึงสั่งเอาเขาไปขังไว้ และรอการปะาในอีก 7 วันข้างหน้า
หวังอี้อยู่ในคุก เขามองแสงจันทร์ลอดผ่านช่องเข้ามาก็ได้แต่สะท้อนใจ
หวังอี้นั่งพิงกำแพงคุก มองแสงจันทร์ที่ลอดผ่านลูกกรงลงมาเป็เส้นบางๆ
เขาเพิ่งเข้าใจในคืนนี้เอง ว่าความอยุติธรรม มีกลิ่นอับชื้นคล้ายคุกเช่นนี้
และความเ็ปบางอย่าง ต่อให้อ่านตำราหมื่นเล่ม ก็ไม่มีวันเข้าใจ หากไม่เคยเผชิญมันด้วยตนเอง
ไม่สามารถมีใครอธิบายความรู้สึกและรายละเอียดได้ด้วยคำพูด
เพราะบางสัจธรรม ต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตเป็ผู้แปลมัน
และบางบทเรียน ก็ต้องจ่ายด้วยเืเนื้อ จึงจะอ่านออก...