บทที่ 12 เด็กน้อยคนนี้ช่างน่าสนใจจริง ๆ
ในสายตาของชิวหลินรุ่ย เซี่ยมู่นิ่งสงบเยือกเย็น และยังมีประกายแวววาวที่ไม่ค่อยปรากฏในดวงตา ซึ่งหาได้ยากยิ่งในเด็กทั่วไป
เขาไม่คาดคิดว่าจะมีเด็กอายุห้าขวบที่สามารถอยู่ต่อหน้าเขาได้อย่างใจเย็นและเป็ปกติ ไม่ใช่เพราะไร้เดียงสา ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เห็นได้ชัดว่าเซี่ยมู่ฉลาดหลักแหลมกว่าเด็กปกติ
ก็แค่เฉลียวฉลาดก่อนวัยอันควรไปหน่อย
จากนั้นการกระทำของเขาก็ยังทำให้แม้แต่ตัวเขาเองยังคิดไม่ตกว่าเหตุใดอยู่ ๆ กลับอนุญาตให้เซี่ยมู่มานอนด้วย หรือเพราะแท้จริงแล้วเขาไม่อาจละสายตาไปจากเด็กน้อยผู้น่ารักคนนี้ได้กันแน่?
เมื่อมองดูเซี่ยมู่ที่กำลังจะหลับตานอน ชิวหลินรุ่ยก็อดถามไม่ได้
“ไม่เป็ห่วงท่านแม่เ้าหรือ?”
เซี่ยมู่ตอบโดยไม่ลืมตา “ตอนนี้เื่ราวยังไม่กระจ่าง ท่านคงไม่ทำอะไรนางหรอก”
ชิวหลินรุ่ยรู้สึกสนใจจึงถามต่อด้วยน้ำเสียงเฉยชาว่า “แล้วถ้าข้าจะแยกเ้ากับท่านแม่เ้า เ้าจะว่าอย่างไร?”
เซี่ยมู่พลิกตัวหันหลังให้เขา “เื่ของพรุ่งนี้ ก็ค่อยว่ากันพรุ่งนี้”
ชิวหลินรุ่ยมองดูร่างน้อย ๆ ของเด็กน้อยตรงหน้า ความรู้สึกประหลาดก็เกิดขึ้นในหัวใจ ทั้งสงสาร ทั้งชื่นชม เขารู้สึกว่าเขากำลังหลงใหลเด็กคนนี้มากเหลือเกิน อยากจะกอดเขาแน่น ๆ แล้วก็นอนหลับไปด้วยกัน
แต่น่าเสียดายที่เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของเขาเอง แม้จะหลงใหลมากเพียงใดแต่ก็เป็ได้เพียงเท่านี้
ชิวหลินรุ่ยถอนหายใจแล้วห่มผ้าให้เซี่ยมู่เรียบร้อยก่อนจะนอนลง แต่ก็นอนไม่หลับ เพราะเขายังคงกังวลอยู่ว่าจะจัดการกับลู่จือฉิงอย่างไรดี
จริงอย่างที่เซี่ยมู่พูด ตอนนี้เขาทำอะไรนางไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ชิวหลินเหม่าเขียนจดหมายมาท้าทายเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่สามารถปล่อยพวกนางไปได้เพราะความจริงยังไม่ปรากฏ หรือไม่แน่ชิวหลินเหม่าอาจจะพูดความจริง
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่้าให้พวกนางอยู่ในจวน เพราะไม่ว่าจะได้เห็นใครคนใดคนหนึ่งหรือแม้แต่เพียงนึกถึงก็จะพลอยทำให้เขานึกไปถึงชายาของเขาที่จากไปแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เคยคิดถึงอยู่บ้างแต่เมื่อเทียบกับพวกนางที่ยังมีชีวิตอยู่ความทรมานในใจก็ช่างสาหัสเสียเหลือเกิน
ช่างน่าปวดหัวจริง
……
รุ่งเช้าวันต่อมา
เซี่ยมู่เพิ่งตื่นขึ้นมาก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่ไม่เป็มิตร จะเป็ใครไปได้นอกจากชิ่วหลินรุ่ย
เด็กน้อยไม่เข้าใจ เมื่อคืนนี้เขายังดูอ่อนโยนอยู่เลยทำไมตอนเช้าถึงกลายเป็ูเาน้ำแข็งไปได้? สายตาที่มองมาทำไมถึงดูเ็าขึ้นด้วย?
เซี่ยมู่ก้มลงสวมเสื้อผ้าเองโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาสบตากับชิวหลินรุ่ย ทำราวกับว่าเขาเป็อากาศไปเลย วิธีรับมือกับคนที่ชอบเรียกร้องความสนใจ ก็แค่ทำเป็ไม่สนใจเขารับรองว่าเขาจะต้องหัวเสียแน่ ๆ!
ชิวหลินรุ่ยไม่ใส่ใจและพูดอย่างเฉยเมยว่า “นับจากนี้ไปถือว่าเ้ากับลู่จือฉิงได้แยกจากกันแล้ว”
เซี่ยมู่ชะงักไปชั่วครู่ แต่ก็ตั้งหน้าตั้งตาใส่เสื้อผ้าต่ออย่างรวดเร็ว
ชิวหลินรุ่ยยังคงพูดต่อไป “ข้าสั่งให้คนนำตัวนางไปขังไว้ที่เกาะกลางทะเลสาบและคอยส่งอาหารไปให้ทุกวัน ส่วนเ้าต้องอยู่ที่นี่กับข้า”
เซี่ยมู่เอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย “บังเอิญจริง นางว่ายน้ำไม่เป็เสียด้วย”
ชิวหลินรุ่ยไม่ตอบเพียงแค่มองเซี่ยมู่ที่ดูสุขุมอย่างเงียบ ๆ เขาเริ่มสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าธรรมชาติแบบไหนกันที่สามารถสร้างเด็กที่สุขุมเช่นนี้ได้? เ้าตัวน้อยคนนี้ช่างน่าสนใจจริง ๆ
และอีกอย่างที่เขาให้เซี่ยมู่ยังอยู่ที่นี่ก็เป็เพราะเมื่อเทียบกับลู่จือฉิงที่พูดไม่ค่อยรู้เื่แล้ว คำพูดของเซี่ยมู่นั้นน่าเชื่อถือกว่าและเด็กน้อยคนนี้เป็คนที่ตรงไปตรงมา เขาอาจจะได้ข้อมูลที่น่าพอใจบ้าง
่บ่ายเวลานี้ลู่จือฉิงกำลังด่าทออ๋องรุ่ยอยู่ที่เกาะกลางทะเลสาบ ขณะที่เซี่ยมู่กลับนั่งมองชิวหลินรุ่ยอ่านตำราอย่างเงียบ ๆ ด้วยสายตาที่ไร้เดียงสา
ชิวหลินรุ่ยวางม้วนตำราลงแล้วหันไปมองเซี่ยมู่ด้วยความแปลกใจ สามชั่วยามแล้วนะ เด็กคนนี้ยังนั่งเฉย ๆ ได้ตั้งสามชั่วยามแถมยังดูสงบสุขสบายใจอีก ความอดทนอดกลั้นเช่นนี้หากเทียบกับเขาแล้วก็ไม่ได้ด้อยกว่าเลย
ช่างน่าสนใจยิ่งนัก
ทันใดนั้นเขาก็ถามขึ้นมาลอย ๆ ว่า “พ่อของเ้าเป็ใคร?”
เซี่ยมู่กะพริบตาปริบ ๆ “เซี่ยฟู่กุ้ย” เขานึกขึ้นได้ว่าครั้งที่แล้วบอกไปว่าพ่อของเขาออกเดินทางไปไกล แต่ไม่ได้บอกชื่อครั้งนี้จึงพูดชื่อมั่ว ๆ ออกไป
ชิวหลินรุ่ยยิ้มอย่างมั่นใจก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เ้าไม่มีพ่อ”
เซี่ยมู่เผยสีหน้าฉงนเล็กน้อย “ถ้าไม่มีพ่อ ข้าจะเกิดมาได้อย่างไรกันล่ะ?” อืม เวลาโกหกสีหน้าต้องห้ามเผยพิรุธ เื่นี้เขาฝึกฝนมาั้แ่ยังอยู่ในท้องท่านแม่แล้ว
ชิวหลินรุ่ยหัวเราะคิกคักเล็กน้อย “ไม่ต้องเสแสร้งหรอก ประการแรก บุตรกำพร้าที่ไร้บิดามารดาและหญิงม่ายมีน้อยมากที่จะออกมาเดินเล่นข้างนอกเช่นพวกเ้า และประการที่สอง เห็นได้ชัดว่าเ้าได้รับอิทธิพลจากลู่จือฉิงเป็อย่างมาก พฤติกรรมบางอย่างของเ้ากับนางจึงคล้ายคลึงกันแสดงให้เห็นว่าเ้าได้รับการเลี้ยงดูมาจากแม่มากกว่า และสุดท้าย…”
“ตัวเ้ายังไม่รู้ตัวเองเลยล่ะสิ ยามเ้าเหม่อลอยดวงตาเ้าจะเผยให้เห็นถึงความโหยหา ข้าน่ะเคยเห็นแววตานั้นมาแล้ว”
เซี่ยมู่ไม่ได้โต้เถียงกับเขาแต่กลับเลือกที่จะจับประเด็นบางคำพูดของเขาด้วยมุมมองที่แปลกประหลาด แล้วถามกลับ “นั่นหมายความว่าท่านเชื่อที่เราบอกว่ามาจากหมู่บ้านต้าซู่ใช่หรือไม่?”
ชิวหลินรุ่ยพยักหน้าเล็กน้อย “สายสืบมารายงานข่าวก่อนรุ่งสาง บอกว่าหมู่บ้านต้าซู่มีบุตรกำพร้าจริง บันทึกทุกอย่างสอดคล้องกับพวกเ้า ไม่เว้นแม้แต่ชื่อ”
เซี่ยมู่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยราวกับคาดการณ์ไว้แล้ว จึงยิงคำถามที่เขาเป็กังวลที่สุด “เช่นนั้นจะปล่อยพวกเราไปได้แล้วหรือยัง?”
ชิวหลินรุ่ยยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นแฝงความเ้าเล่ห์ไว้ “ไม่ได้”
นี่ก็เป็คำตอบที่เด็กน้อยคาดเดาไว้แล้วเช่นกัน…
แต่เซี่ยมู่ไม่ยอมแพ้เขากะพริบตาปริบ ๆ “แต่ข้าคิดถึงท่านแม่”
“ได้ คืนนี้ข้าจะอนุญาตให้เ้าไปพบนาง” ชิวหลินรุ่ยรับปากพลางคิดว่า เกาะใจกลางทะเลสาบอยู่ไกลไปสักหน่อย ขังไว้ที่สวนสั่วเสวี่ยน่าจะดีกว่า ใกล้กับที่พักของเยว่ชูหลิงพอสมควร ชูหลิงเองก็ดูจะชอบนางไม่น้อย…
เซี่ยมู่กำลังรู้สึกโล่งใจ ชิวหลินรุ่ยก็พูดต่ออย่างเนิบ ๆ ว่า “แม้ว่าจะเป็เช่นนั้นแต่ข้าก็ยังไม่คิดว่านี่จะเป็ความจริงทั้งหมด ตราบใดที่ยังมีข้อสงสัย พวกเ้าก็ยังไปไหนไม่ได้”
เซี่ยมู่ยักไหล่ “ท่านมีอำนาจ ท่านเป็คนตัดสิน…”