บทที่27 ปลูกอะไรดีนะ
ตอนนี้อันผิงชอบออกจากบ้านมายืนมองที่ดินที่ตอนนี้ขึ้นแปลงไว้รอปลูกผัก แน่นอนไม่อยากจะอวดนะนี่คือที่ดินใหม่ของบ้านเธอ ที่ท่านพ่อและท่านแม่ไปซื้อมา เธอได้ยินแว่วๆว่าท่านแม่จะลงผักกาดเขียว และผักกาดขาว ถ้าราคาขายผักสดนั้นดี ก็จะขายไปก่อนแต่ถ้าไม่ดีก็จะนำมาทำผักดอง แน่นอนว่าสูตรนั้นก็คือของเธอ
แน่นอนว่าเธอไม่พลาดที่จะขอพรให้ดินใหม่ของเธอนั้นอุดมสมบูรณ์ปลูกพืชผลเจริญงอกงาม
และอันผิงก็มองหาทางเลือกอื่นไว้ด้วย สมองน้อยๆนึกถึงพืชผักอะไรที่แปลกใหม่ พอนึกถึงผักดอง ก็จะนึกถึงพริก ใช่แล้วเธอยังไม่เคยเห็นพริกเลย
นอกจากมันจะนำมาผสมกับการดองผักได้ ยังนำมาเป็นส่วนผสมของอาหารได้ด้วยอ่านนิยาย ส่วนมากคนที่มายังโลกโบราณนี้ มักจะเข้าไปในเมืองไปร้านที่ขายเมล็ดพืชพันธุ์ และพวกเขาก็ได้เมล็ดมาเพาะปลูก หรือไม่ก็บังเอิญอยู่ใกล้ท่าเรือก็จะมีเมล็ดของพืชผักที่หายากมาขาย หรืออย่างเรื่องนั้น ที่ท่านอ๋องเดินเรือไปนำข้าวของมาจากต่างบ้านต่างเมืองแล้วบังเอิญทำหล่น นางเอกก็ไปเก็บมาได้
แต่อำเภอที่เธออยู่ตอนนี้ ให้ตีหัวได้เลย เมล็ดพืชผักคงมีแค่ที่ชาวบ้านปลูก พวกเขาต้องไม่มีอะไรที่แปลกใหม่อำเภอเจียงใต้เป็นเพียงอำเภอเล็กๆ ส่วนหนึ่งของจังหวัดเจียงใหญ่และค่อนข้างเป็นอำเภอไกลปืนเที่ยง มองไปทางซ้ายก็เขา มองไปทางขวาก็ภูเขาคงไม่มีพ่อค้าคนไหนคิดนำเมล็ดพืชผักแปลกๆ มาขายหรอกมั้ง
สุดท้ายก็เรียกเสี่ยวหลงเป่าออกมาถามดีกว่า
‘เสี่ยวหลงเป่า ถ้าข้าจะขอให้มีต้นพริกขึ้นมาเองได้ไหม’
‘ได้ขอรับ’ ตอบไปพร้อมกับเลียอุ้งเท้าไปด้วยเดี๋ยวนี้ชักจะทำตัวเหมือนจิ้งจอกไปเรื่อยๆขออย่างเดียวอย่านิสัยเหมือนจิ้งจอกเจ้าเล่ห์แล้วกัน
‘ขอบใจ เสี่ยวหลงเป่า เจ้าไปพักผ่อนต่อเถอะ’
เสี่ยวหลงเป่ายังไม่ได้หายไปทันที มันยังเลียขนตัวเองไปเรื่อยๆสงสัยทำแล้วเพลิน อันผิงก็มองเพลินไปด้วย อยากยกมือขึ้นไปลูบ แต่มันคือภาพลวงตาแค่ยื่นมือก็ทะลุผ่านไปแล้ว มองแบบนี้ ฟินกว่าเยอะ
พอมองจนพอใจ อันผิงก็เดินกลับเข้ามาในรั้วบ้านตรงไปสวนดอกไม้ของเธอที่ความเป็นจริงเธอยึดของท่านพ่อมาเป็นของตัวเอง
มองซ้ายมองขวา ไม่เห็นคนในครอบครัวอันผิงจึงขอพรให้มีต้นพริกที่เป็นต้นกล้า แทงขึ้น 3 ต้นเลย แบบว่าขี้เกียจรอ ด้วยเพราะกลัวอันหยางคิดว่าเป็นวัชพืชเธอเลยหาไม้ไผ่ที่ท่านพ่อเหลาไว้ มาปักไว้รอบๆ เพื่อแสดงว่า ต้นนี้อันผิงหวง
หลังจากนั้นก็ใช้พรค้นหาข้อมูลของพริกขึ้นมาอ่านเพื่อเป็นความรู้ในการเพาะเมล็ด จึงได้รู้ว่าต้นพริกที่เธอใช้พรขอต้องใช้เวลาอีก 1เดือนกว่ามันจะโตและออกผล แต่หลังออกผลจะอยู่ได้ราวๆ 3 เดือน ถ้าเทียบกับฉั่งฉิก ถือว่าพริกแม้จะใช้เวลานานแต่ก็ยังไม่ต้องรอนานเท่าสมุนไพรฉั่งฉิก
หลังจากนี้ ก็รอต้นพริกโต ออกผล พอสุกค่อยแกะเอาเมล็ดมันออกมาเพื่อนำเมล็ดไปเพาะเป็นต้นอ่อนต่อไป ตอนนี้แค่ย้ำกับอันหยางว่า ห้ามถอนทิ้งก็พอ
อันหยางก็เหมือนนกรู้
“น้องสาวทำอะไร”
“ข้ากันที่ไว้ให้ผักขึ้นตรงนี้ ห้ามพี่ใหญ่ถอนเจ้าค่ะ”
เขาชะโงกหน้าดู อาจเพราะไม่ใช่ลักษณะที่เคยเห็นมาก่อนเขาเลยไม่ได้เอ่ยอะไร
“แน่นอนว่าพี่ใหญ่ไม่ถอนอะไรที่น้องสาวเก็บไว้มักเป็นโชคของครอบครัวตลอด”
สีหน้าของเขาค่อนข้างแสดงความคาดหวังไม่น้อยแน่นอนเขาคาดหวังได้ถูกต้อง เพียงแต่อันผิงไม่รู้จะพูดบอกเขาอย่างไร นอกจากยิ้มและพยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าเก่งที่สุด” และชมตัวเองให้คนเป็นพี่ชายฟัง
“ใช่แล้ว ข้าต้องไปบอกท่านพ่อและท่านแม่ห้ามมายุ่งกับแปลงดอกไม้ของน้องสาว”
ว่าเสร็จเขาก็วิ่งหายไป
ท่านพ่อท่านแม่ไม่ได้ว่าอะไรก็คงคิดว่าพักหลังอันผิงมักโชคดีในเรื่องพืชผัก จึงปล่อยไป แม้จะมามองดูต้นพริกของอันผิงแม้สีหน้าจะแสดงออกว่าคงเป็นแค่หญ้าทั่วๆ ไปก็ตามแต่ด้วยเลี้ยงลูกมาแบบลองผิดลองถูก เลยรอให้ต้นหญ้านั้นใหญ่ค่อยบอกตอนนั้นก็ยังไม่สาย
และอีก 1 สัปดาห์ต่อมา แปลงผักนอกบ้านก็เขียวขจีไปด้วยต้นกล้า ครอบครัวอัน และครอบครัวจาง จึงมาแยกต้นกล้าที่ถี่ๆ ออกไปจากนี้อีกหนึ่งถึงสองเดือนก็รอเก็บเกี่ยว
อ้อเธอยังไม่ได้เล่าใช่ไหมว่า ท่านพ่อจะเป็นอาจารย์ประจำหมู่บ้านแล้วเก็บค่าเล่าเรียนเดือนล่ะ 100 อีแปะ ส่วนกระดาษ ค่อยเก็บเพิ่มแล้วเอามาหารกับจำนวนนักเรียนอีกที
อันผิงค่อนข้างเห็นด้วย ประเด็นสำคัญคือ ท่านพ่อไม่ต้องจากไปไหนไกลๆแม้เงินจะไม่เท่าพวกอาจารย์จากสถานศึกษา แต่ถ้านับหลายๆ หัวก็คือมีเงินเดือนหนึ่งเกือบ 1 ตำลึงเงินเชียวนะบวกกับรายได้เดิมคือเขียนเอกสารต่างๆ ให้ชาวบ้านรายได้รวมส่วนนี้ถือว่าอยู่ได้อย่างสบายเลยนี่ต้องขอบคุณผลพลอยได้จากการให้ชาวบ้านเพาะเห็ดบัวด้วยจึงทำให้พวกเขามีความคิดพอจะส่งลูกหลานไปเรียน
เพราะถ้าก่อนหน้านี้พวกเขาสนใจไหนเลยท่านพ่อจะต้องไปเป็นนักบัญชีให้กับเถ้าแก่โหลวหน้าเลือดผู้นั้นเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่หมู่บ้านไม่สบายกว่าเหรอ
พูดถึงเถ้าแก่โหลว หลายวันก่อนที่เข้าไปในเมืองไปเลี้ยงฉลองที่เหลาด้วยเรื่องที่ท่านพ่อหายแล้ว ความจริงเธอก็แค่อยากเข้าไปในเมือง มองหาลู่ทางทำกินจึงได้รู้ข่าวเรื่องเถ้าแก่โหลวหักเปอร์เซ็นต์การทำเห็ดบัวหักแบบว่าผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านหยางเป็นนักบุญไปเลย
แต่ครั้นจะไปขอพร ให้เถ้าแก่โหลวขาดทุนจากการเพาะเห็ดก็กลัวว่าชาวบ้านที่รับทำนั้นจะได้ผลกระทบ สงสัยคงต้องปล่อยไปแบบเลยตามเลยบางอย่างก็ต้องปิดตาข้างหนึ่ง
แต่จะว่าไป ระบบก็ทำดี เพราะพวกนักล่าที่ตามล่าพ่อลูกหยางล้วนไปเกี่ยวข้องกับกิจการเถ้าแก่โหลวทั้งนั้น เธอหมุนหน้าเป็นวงกลมเพื่อขอบคุณระบบที่ส่งบทลงโทษไปให้เถ้าแก่โหลว ถือว่าเป็นกรรมติดจรวด
และยังดีที่เธอเคยขอพรเรื่องความปลอดภัยไว้เถ้าแก่คนนี้น่าจะเป็นพวกคนพาล ไม่สำนึกบุญคุณโดยแท้ ดูจากที่เป็นลมสลบไป 1ชั่วยามนั้น ถ้าไม่สำนึกอีก ก็จงเป็นลมต่อไป
เมื่อท่านพ่อจะไปดูเรือนสถานศึกษาที่อยู่ลานกลางหมู่บ้านอันผิงจึงร้องขอตามไปด้วย ตอนแรกก็เดินพูดเจื้อยแจ้ว สงสัยพูดมาก เลยหอบเหนื่อยท่านพ่อจึงอุ้มขึ้นมาขี่คอ ด้วยความตกใจ จึงกรี๊ดสุดเสียงสร้างเสียงหัวเราะให้กับอันหยาง และท่านพ่อไปอีก
แต่ว่าความรู้สึกนี้คือนานแล้ว ทำให้นึกถึงพ่อในโลกก่อนเวลาไปเที่ยวสวนสนุก พ่อที่โลกก่อนก็จะอุ้มเธอในท่าขี่คอเหมือนกัน
ว่าแต่ วิวข้างบนนี้ดีเหลือเกิน บางครั้งการเป็นเด็กนี่ก็ดีเนอะ
ช่วงเวลาเกือบเดือนเรือนไม้ไผ่เสร็จไปเยอะแล้วรอมุงหลังคาหญ้าฟางก็ใช้ได้แล้ว ท่านพ่อวางอันผิงลงบนพื้น เธอจึงเดินสำรวจรอบๆ โรงเรียนด้วยความสนใจโลกนี้ยังไม่มีตะปูเพื่อตอกไม้กับไม้เข้าด้วยกันแต่พวกเขาก็สามารถสร้างเรือนขึ้นมาได้
เธอล่ะนับถือภูมิปัญญาของคนยุคนี้เสียจริงพวกเขาสร้างเรือนเหมือนเล่นตัวต่อเลโก้เลย และไม่ใช่แค่เธอที่สนใจอันหยางก็เหมือนกัน แต่เขาเดินเข้าไปถามลุงๆ ทั้งหลายเลยด้วยความเป็นลูกชายของอาจารย์ที่จะมาสอนลูกๆ ของพวกเขา พวกลุงๆ ทั้งหลายจึงอธิบายให้อันหยางฟัง
ด้วยความที่อันหยางเป็นเด็กฉลาดอยู่แล้ว เขาจึงไม่ถามซ้ำๆหรือทำสีหน้าไม่เข้าใจอะไร คำถามของเขาเป็นลำดับขั้นตอนอันผิงจึงเดินไปหาคนเป็นพี่ เพื่อฟังด้วยบ้าง แน่นอนว่าเธอไม่ได้เข้าใจหรอกก็แค่ฟังไปอย่างนั้น
เมื่อกลับมาบ้าน อันหยางก็เข้าไปในห้องตัวเอง อันผิงไม่มีอะไรทำเลยตามเข้าไปด้วย ปรากฏว่าเขานั่งวาด วิธีต่อเรือนไม้ไผ่
อ้า พี่ชายเธอ จะต้องเก่งทุกทางใช่ไหม แต่ว่านะ มีพี่ชายที่เก่งและอนาคตสอบขุนนางได้ ชีวิตเธอก็สบายแล้วซิตอนนี้ครอบครัวเธอขาดแค่คอนเนคชั่นคนในเครื่องแบบ จะนับหยางเป่าก็อยู่ไกลเกินอ้างบารมีไม่ได้ เพราะพวกเขาก็ไม่เคยแนะนำตัวเอง
อีกอย่างถ้าแอบอ้างจริงไม่รู้จะได้โชคดี หรือโชคร้ายนี่สิไม่รู้ป่านนี้กลับถึงอ้อมกอดครอบครัว ยังจะมีสายลับแฝงตัวไปลอบจับตัวอีกหรือเปล่า
พอถึงเวลารดน้ำผักตอนเย็นท่านพ่อและท่านแม่จึงออกไปรดน้ำแปลงผักข้างนอก ด้วยจำนวนที่ดินไม่กี่หมู่อาจจะเพราะความเคยชินอยู่แล้ว ใช้เวลาครึ่งชั่วยามก็กลับเข้ามาในบ้านส่วนอันผิงก็ให้อาหารไก่ รดน้ำแปลงดอกไม้ของเธอ
และแล้วก็สิ้นสุดเดือนสุดท้ายของหน้าหนาวอันหยางจึงต้องเตรียมตัวไปสถานศึกษาในเมือง เดิมทีจะมีเด็กในหมู่บ้านไปเรียนด้วยแต่เพราะท่านพ่อเปิดโรงเรียนเสียเอง เขาเลยต้องนั่งเกวียนบ้านเอ้อไป พร้อมกับชาวบ้านที่ต้องเข้าไปในเมืองแทน
ความจริงเขาอยากเข้าโรงเรียนของท่านพ่อ แต่ท่านพ่อและท่านแม่ไม่เห็นด้วยอีกอย่างก็จ่ายค่าเล่าเรียนไปแล้ว ท่านพ่อเลยให้เหตุผลว่าการเรียนที่ดีต้องเรียนรู้จากอาจารย์หลายๆ คนและไปเรียนรู้ว่าระบบของสถานศึกษานั้นเป็นอย่างไร ใช่อย่างที่เจ้าจินตนาการไว้ไหม
และนำสิ่งที่เจ้าได้เห็นมาบอกพ่อพ่อจะได้ปรับปรุงโรงเรียนของพ่อให้เหมือนสถานศึกษาในเมือง แต่อันผิงเพียงคิดว่าท่านพ่อก็แค่หลอกล่ออันหยางเท่านั้นแหละ
เมื่ออันหยางไปเรียน ต้นพริกของอันผิงก็โตแล้ว และเริ่มออกดอกเวลากลับจากเรียนอันหยางจะมาจ้องมองอย่างสงสัยและเดินไปเปิดดูในหนังสือสมุนไพรที่ได้จากท่านหมอ แต่หาไม่เจอ จนมันออกผล จึงเป็นท่านแม่ที่เฉลยว่ามันคือต้นพริก
ความรู้ของท่านแม่ช่างกว้างไกล จนเธออยากใช้พรค้นหาว่าท่านแม่มาจากไหน แต่คิดไปคิดมาชีวิตตอนนี้ก็มีความสุขดี ขืนดูแล้วเห็นดราม่ากลัวว่าคืนนี้จะนอนไม่หลับเพราะเสพเรื่องเศร้า เคยม่ะ อ่านนิยายแล้วสะเทือนใจตามไปในชีวิตจริง จนวิตกกังวลจนนอนไม่หลับ ก็คนมันอิน แต่ครอบครัวเธอก็น่าสงสัยนะไม่งั้นอยู่ดีๆคนที่มีพื้นเพน่าสงสัยจะมาอยู่ที่หมู่บ้านรวมกับชาวบ้านทั่วไปได้อย่างไรถึงจะอยากเผือกแต่ขอผ่านเรื่องนี้ไปก่อนนะ