หลังจากสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับขุมกำลังเผ่าปีศาจจนหมดสิ้น เย่หยุนซียังสอบถามจิ่วซวงถึงข้อมูลของเผ่าเทพสวรรค์ด้วยเหมือนกัน เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างให้ถ้วนถี่
ซึ่งแน่นอนว่าทางด้านของธิดามารจิ่วซวงก็มิได้ปฏิเสธ และอธิบายข้อมูลของเผ่าเทพสวรรค์ที่นางรู้ทั้งหมดให้บุรุษหนุ่มได้ฟังจนกระทั่งเขารู้แจ้งกระจ่างทุกข้อสงสัย
“ที่แท้โครงสร้างการปกครองของเผ่าเทพก็มิได้แตกต่างอะไรจากเผ่าปีศาจสักเท่าไหร่ อำนาจสูงสุดอยู่ที่ราชวงศ์เทพแห่งชีวิต และมีเผ่าเทพสุริยัน เผ่าเทพจันทรา เผ่าเทพนภา และเผ่าเทพวารีเป็นบริวาร” เย่หยุนซีสรุปความเพียงสั้นๆหลังจากวิเคราะห์ข้อมูลทุกอย่างจนหมดสิ้น
ผู้เป็นธิดามารยิ้มๆ “มันก็จริงอย่างที่ท่านกล่าวมา.........แต่ท่านพ่อของข้าเคยเล่าให้ฟังว่า เผ่าปีศาจมีการปกครองที่เด็ดขาดกว่าเผ่าเทพมาก”
“เนื่องจากอำนาจสูงสุดของเผ่าปีศาจเป็นของราชวงศ์ปีศาจแห่งความตายแต่เพียงขุมกำลังเดียวเท่านั้น ผิดกับเผ่าเทพที่มีการจัดตั้งสภาขึ้นเพื่อใช้ตัดสินใจร่วมกันในเรื่องต่างๆ”
เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มบาง “หากมองจากสายตาข้า การปกครองแบบเผ่าเทพมันดูจะยุติธรรมกว่าไม่ใช่หรือไง แล้วไฉนเจ้าจึงทำท่าทางราวกับเผ่าของตนเองชนะในด้านนี้”
จิ่วซวงเมื่อได้ยินก็หัวเราะร่าในทันที ก่อนที่จะเอ่ยปากตอบกลับอย่างฉะฉาน “ท่านพ่อบอกว่า จริงอยู่ที่การปกครองแบบเผ่าเทพดูมีความยุติธรรม แต่ทว่ามันก็มีช่องโหว่ตรงที่มีการกระจายอำนาจมากเกินไป ดังนั้นมันจึงสามารถกลับคำตัดสินจากขาวเป็นดำ จากผิดเป็นถูก และจากดีเป็นร้ายได้ถ้าหากมีผลประโยชน์มากพอ”
“ส่วนการปกครองแบบเผ่าปีศาจถึงแม้จะดูไม่ยุติธรรม แต่ด้วยความที่พวกเรามีผู้นำที่เก่งกาจและเด็ดขาดทุกๆด้าน ทำให้ปีศาจทุกตนเคารพ เชื่อมั่น และยำเกรงราชวงศ์อย่างสุดหัวใจ”
“โอ่ว ที่แท้พวกเจ้าก็มิได้ภาคภูมิใจในระบอบการปกครอง แต่กลับภาคภูมิใจในตัวของผู้นำที่เก่งกาจ” เย่หยุนซีสามารถตีความได้ในทันทีหลังจากได้รับฟังทุกอย่าง
หลังจากสิ้นสุดบทสนทนานั้น! ทั้งสองนัดแนะกันเล็กน้อยเพื่อความแนบเนียนในการปลอมตัวของบุรุษหนุ่ม ก่อนจะพุ่งตรงเข้าสู่กลุ่มของเผ่าปีศาจผู้พิทักษ์ที่บัดนี้กำลังเขม็นกับกลุ่มของเผ่าเทพนภา
“ท่านพี่จิ่วเยว่ น้องกลับมาหาท่านแล้วเจ้าค่ะ” ดรุณีน้อยจิ่วซวงแผดเสียงตะโกนดังลั่นทันทีที่มาถึงที่หมาย ส่งผลให้สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ตัวของนางและเย่หยุนซี
“นะ นั่นมันท่านธิดามาร จิ่วซวง นี่!” เหล่าขุมกำลังปีศาจต่างอุทานออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
ซึ่งในเสี้ยววินาทีต่อมานั้น! เงาร่างของยอดสตรีสุดแสนเย้ายวนสายหนึ่งก็พลันพุ่งเข้าสวมกอดจิ่วซวงด้วยความห่วงใย นางไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นหัวหน้ากลุ่มของเผ่าปีศาจผู้พิทักษ์ ทั้งยังเป็นพี่สาวของจิ่วซวงนาม จิ่วเยว่
“เจ้าเด็กดื้อ ในที่สุดก็เจอเจ้า”
“คิกคิก พี่สาวข้าเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะเจอท่านเร็วขนาดนี้” จิ่วซวงตอบกลับ ใบหน้าประดับรอยยิ้มแห่งความยินดี
ผู้เป็นพี่สาวเมื่อได้ยินก็ยกมืออันเรียวงามดีดหน้าผากดรุณีน้อยไปหนึ่งที ก่อนจะเหลือบดวงเนตรสีครามจ้องมองเย่หยุนซีซึ่งอยู่ในคราบปีศาจ
“เจ้าเป็นคนที่ดูแลคุณหนูสินะ เอาไว้พอกลับตระกูลข้าจะมอบรางวัลให้อย่างงาม”
“ขอบคุณคุณหนูใหญ่” บุรุษหนุ่มผสานมือคาราวะ พร้อมทั้งเรียกขานอีกฝ่ายตามที่ได้นัดแนะกับธิดามาร
ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมของจิ่วเยว่เผยรอยยิ้มบาง หลังจากนั้นนางก็พลันหันขวับหมุนกายบินทะยานกลับไปยังตำแหน่งเดิมที่เคยอยู่
เย่หยุนซีปรายตามองนางอยู่ชั่วครู่ ถึงแม้จะไม่เห็นรูปโฉมที่แท้จริง แต่เขาก็พอคาดเดาได้ว่าสตรีนางนี้คงงดงามไม่แพ้จักรพรรดินี มู่หลิงเฟย แห่งจักรวรรดินภากระจ่าง
“อะแฮ่ม! พี่ชาย ไฉนถึงจ้องพี่สาวข้าด้วยสายตาแบบนั้น คงไม่ใช่ว่าท่านตกหลุมรักนางตั้งแต่ยังไม่ได้เห็นหน้าหรอกใช่หรือไม่” เป็นจิ่วซวงที่กระซิบถามพร้อมทั้งเผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย
เย่หยุนซีส่ายศีรษะอย่างฉับไว “เจ้าเด็กแก่แดด อย่าได้คาดเอาอะไรมั่วๆ ข้าเพียงแค่อยากรู้ว่าหน้าตาของนางเป็นอย่างไรมันก็เท่านั้น”
“โอ่ว ถ้างั้นข้าขอแนะนำว่าท่านอย่าเห็นเลยจะดีกว่า เพราะท่านพี่ของข้างดงามเป็นอย่างมาก งดงามถึงขนาดที่บุรุษพากันคลุ้มคลั่ง บางคนถึงขนาดนำไปเพ้อฝันเลยก็ยังมี” จิ่วซวงพูดถึงพี่สาวตนเองด้วยความภาคภูมิใจ
มังกรหนุ่มเมื่อได้ยินก็พลันหัวเราะเบาๆ “ฮ่าๆๆ เด็กน้อย พี่ชายคนนี้มีภรรยา 3 คนที่งดงามพอๆกับพี่สาวของเจ้า ดังนั้น! ต่อให้เห็นใบหน้าของนางในระยะประชิด ข้าก็ไม่มีอาการบ้าคลั่งหรือก็เก็บเพ้อฝันตามที่เจ้าบอกหรอกน่า”
ดรุณีน้อยกอดดอกส่ายศีรษะช้าๆ “เป็นไปไม่ได้ บนโลกนี้มีสตรีที่งดงามเทียบเคียงและเหนือกว่าพี่สาวอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น การที่ท่านบอกว่ามีภรรยา 3 คนที่งดงามเทียบเคียงนาง ข้าว่ามันออกจะเกินจริงไปหน่อย”
“ชิ! ยัยเด็กน้อยนี่ หาว่าข้าขี้โม้งั้นหรือ” เย่หยุนซีอุทาน แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรกับจิ่วซวงไปมากกว่านั้น ที่บริเวณด้านหน้าของกองกำลังเผ่าพันธุ์เทพและปีศาจก็บังเกิดการเคลื่อนไหว
หนึ่งชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาในชุดอาภรณ์ทมิฬและหนึ่งสตรีรูปโฉมงดงามอาภรณ์ขาวเคลื่อนกายเข้าใกล้กัน พร้อมทั้งปลดปล่อยพลังมืดและพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาอย่างท่วมท้น
“นั่นคือ องค์ชายกู่เทียนหลง จากราชวงศ์ปีศาจแห่งความตาย ส่วนอีกฝ่ายคือองค์หญิงเหว่ยหยาง จากราชวงศ์เทพแห่งชีวิต” จิ่วซวงแนะนำทั้งสองฝั่งให้เย่หยุนซีรู้จักในทันที ทว่ากลับมิได้อธิบายลงลึกไปกว่านั้น เนื่องจากตัวนางก็ไม่รู้ข้อมูลแน่ชัดเช่นกัน ถ้าหากอธิบายข้อมูลผิดพลาดก็กลัวจะเป็นภัยกับบุรุษหนุ่มในอนาคต