หลังจากฉินลู่ทำการกระตุ้นด้วยเข็มฝังเข็มไปประมาณ3 นาที ลุงเมิ่งก็ค่อยๆ ได้สติ
“ว้าว...”
พอเห็นว่าลุงเมิ่งลืมตาตื่นขึ้นมา ทุกคนที่มุงอยู่ต่างพากันร้องว้าวด้วยความตกตะลึงสายตาที่มองฉินลู่ก็เปลี่ยนแปลงไปทันที
ฉินลู่เห็นว่าลุงเมิ่งตื่นขึ้นแล้ว จึงรีบถามไถ่ด้วยความกังวลว่า“ลุงเมิ่งเป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้รู้สึกไม่สบายตรงไหนไหมครับ”
ลุงเมิ่งกวาดสายตามองบริเวณรอบๆ จากนั้นก็มาหยุดอยู่ที่ฉินลู่ลุงเมิ่งพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่กลับถูกฉินลู่ใช้แรงกดตัวเอาไว้ก่อน“ตอนนี้สภาพร่างกายของลุงยังไม่แน่นอน ดังนั้น อยู่ในท่านอนไว้ก่อนจะดีกว่า”
ลุงเมิ่งพยักหน้า จากนั้นก็พูดอย่างอ่อนแรงว่า“ขอบใจนายมากนะเสี่ยวฉิน คราวนี้ก็ยังเป็นนายที่ช่วยฉันไว้อีกแล้วสินะ”
“อย่าพูดแบบนี้สิครับ ลุงบอกผมมาหน่อยว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”ฉินลู่ส่ายหน้าไปมาเบาๆ จากนั้นก็จับมือลุงเมิ่งพร้อมถาม
พอฉินลู่ถามจบ น้ำตาของลุงเมิ่งก็ไหลรินออกมาทันที
ลุงเมิ่งรู้สึกว่าตัวเองโดนรังแก
เขาเปิดร้านอาหารเล็กๆ โดยไม่มีเรื่องข้องแวะกับใครแต่มักมีคนมาหาเรื่องตลอดตอนนี้ทุกคนในครอบครัวก็อยู่ได้ด้วยการเปิดร้านอาหารร้านนี้แต่กลับมาถูกพวกอันธพาลทำลายข้าวของจนพังเละหมดแล้วไม่รู้ว่าต้องใช้เงินมากเท่าไรเพื่อบำรุงและซ่อมแซมร้านนี้แถมตอนนี้ลุงเมิ่งเองก็ไม่มีเงินเหลือที่จะไปซ่อมแซมร้านแล้วด้วย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าหากเจ้าของตึกรู้เข้าล่ะก็ จะต้องเรียกค่าเสียหายจากเขาไม่น้อยแน่
ลุงเมิ่งยิ่งคิดยิ่งเป็นทุกข์ ยิ่งคิดยิ่งน้อยใจยิ่งคิดก็ยิ่งสิ้นหวัง สุดท้ายเขาจึงปล่อยโฮออกมา
ทุกคนที่มุงดูอยู่ต่างก็หันมามองหน้ากัน ฉินลู่เองก็ทำอะไรไม่ได้
“ลุงเมิ่ง ไม่ต้องร้องแล้วนะครับตอนนี้ลุงบอกผมหน่อยว่าลุงเจ็บตรงไหนบ้าง” ฉินลู่พยายามพูดปลอบใจลุงเมิ่งแต่ก็ไม่ได้ผลอะไรเลย
“เฮ้อ”
ฉินลู่ถอนหายใจออกมาหนึ่งที จากนั้นก็พูดกับลุงเมิ่งว่า “มองตาผม”
ลุงเมิ่งได้ยินก็หันมามองฉินลู่ จากนั้นก็หลุดเข้าไปในภวังค์ทันทีอารมณ์ความรู้สึกเริ่มดีขึ้น น้ำตาก็หยุดไหลด้วย
“ลุงเมิ่ง ตอนนี้บอกผมมาหน่อยว่าลุงเจ็บตรงส่วนไหนบ้าง”เนตรวงแหวนของฉินลู่ได้ผลปุ๊บ เขาก็ทวนคำถามซ้ำทันที
ลุงเมิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชี้ไปที่หัวไหล่ของตัวเองและพูดว่า“รู้สึกเจ็บนิดหน่อยตรงหัวไหล่”
ฉินลู่รีบขยับเข้าไปตรวจดูบาดแผลตรงหัวไหล่ของลุงเมิ่งพบว่ามีแผลยาวอยู่บริเวณด้านหลังหัวไหล่ สันนิษฐานว่าอาจถูกตีด้วยของแข็ง และบนของแข็งนั้นอาจจะมีปลายแหลมด้วยจึงทำให้เกิดรอยบาดจนผิวหนังเปิดออกและเป็นสาเหตุที่ทำให้ลุงเมิ่งมีเลือดออกที่หัวไหล่เป็นจำนวนมาก
รอยเลือดในที่เกิดเหตุก็เป็นเลือดที่ไหลออกมาจากหัวไหล่ของลุงเมิ่งทั้งหมด
ฉินลู่เช็กอาการบาดเจ็บเสร็จก็หันไปพูดกับผู้คนที่ยืนอยู่ด้านหลังตัวเองว่า “พอจะมีใครไปซื้อผ้าพันแผลสัก 2 ม้วนกับน้ำเกลือล้างแผล แอลกอฮอล์และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้นต่ำจากร้านยาใกล้ๆ ได้บ้าง”หญิงวัยกลางคนที่คุยกับฉินลู่เมื่อตอนแรกเดินออกมาพูดกับฉินลู่ว่า “ฉันไปเอง” จากนั้นเธอก็เบียดฝูงชนออกไป วิ่งไปหาร้านยาที่อยู่ใกล้ๆ ทันทีในระหว่างที่ฉินลู่กำลังรออยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเด็กสาวคนหนึ่งวิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามากอดร่างของลุงเมิ่งไว้แล้วร้องไห้เสียงดัง“เอ่อ?”ฉินลู่อึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นก็ถามอย่างแปลกใจว่า “สวัสดีจ้ะคนสวย เธอคือ”เด็กสาวที่น้ำตาท่วมหน้าเงยหน้าขึ้นมาพูดกับฉินลู่ว่า “ฉันเป็นลูกสาวของเขา ใครทำร้ายพ่อของฉันจนเป็นถึงขนาดนี้”“อ้อ!” ฉินลู่ตรัสรู้ทันที “ที่แท้เธอก็คือลูกสาวของลุงเมิ่งนี่เอง”“ใครมันมาทำร้ายพ่อของฉันจนเจ็บถึงขนาดนี้”
“พวกนักเลงกลุ่มหนึ่งน่ะ” ฉินลู่พูด “ตอนนี้แจ้งความไปแล้ว เดี๋ยวทางตำรวจก็น่าจะเข้ามาช่วยจัดการเอง”
“พวกมันอีกแล้ว!” เด็กสาวพูดด้วยความเกลียดชัง
ฉินลู่ทำได้แค่พูดปลอบใจว่า“เดี๋ยวทางตำรวจก็ไปจัดการพวกมันเอง เธออย่ากอดแน่นนักสิ ตอนนี้สภาพร่างกายลุงเมิ่งค่อนข้างแย่และอาจจะมีอาการบาดเจ็บภายในด้วย”
เด็กสาวได้ยินดังนั้นก็รีบคลายมือออกจากลุงเมิ่งทันทีจากนั้นก็พูดอย่างโมโหว่า “ฉันไม่เชื่อพวกตำรวจหรอก ถ้าตำรวจช่วยได้จริงๆพ่อของฉันก็คงไม่ต้องมาถูกพวกนักเลงรังแกวันเว้นวันแบบนี้หรอก”
ฉินลู่เองก็ไม่มีอะไรจะแย้งคำพูดนี้
ไม่นานหญิงวัยกลางคนที่วิ่งออกไปซื้อผ้าพันแผลกับน้ำยาล้างแผลก็กลับมาเธอยื่นถุงยาในมือให้ฉินลู่
“ขอบคุณครับ” ฉินลู่พูดขอบคุณจากนั้นก็รับเอาถุงยามา ก่อนหยิบขวดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ออกมาเทผสมกับน้ำเกลือล้างแผลจากนั้นก็เขย่าเบาๆ เพื่อผสม
“คนสวย ประคองพ่อเธอขึ้นมาหน่อย จะได้เห็นแผลที่อยู่ด้านหลัง”ฉินลู่พูดสั่งเด็กสาว
เด็กสาวได้ยินก็รีบพยักหน้าเข้าไปประคองตัวลุงเมิ่งขึ้นอย่างระมัดระวัง
เมื่อเด็กสาวเห็นบาดแผลที่หัวไหล่ด้านหลังพ่อตัวเองน้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่
“ไม่เป็นไรนะ นี่เป็นเพียงแผลภายนอกเท่านั้น”ฉินลู่พูดปลอบใจเด็กสาวจากนั้นก็เทราดน้ำเกลือล้างแผลที่ผสมเอาไว้แล้วลงบนปากแผลของลุงเมิ่ง
“ซ่า...”
ปรากฏฟองฟู่สีขาวบนบาดแผล
ฉินลู่หยิบผ้าก๊อซออกมาเช็ดฟองฟู่สีขาวนั่นจากนั้นก็ล้างแผลซ้ำอีกครั้ง
เมื่อน้ำเกลือล้างแผลหมดขวดแผลที่ด้านหลังหัวไหล่ของลุงเมิ่งก็ไม่มีฟองฟู่สีขาวแล้ว ฉินลู่เปิดขวดแอลกอฮอล์เอามาล้างมือตัวเองและบริเวณรอบๆ แผลของลุงเมิ่ง
“ประคองไว้นิ่งๆ นะ” ฉินลู่กำชับเด็กสาวก่อนล้วงเอาขวดยาหยุนหนานไป๋เย่าจากกระเป๋าออกมา
เปิดขวดยาออก เขาก็บีบยาเม็ดสีแดงที่ใช้รักษาแผลรุนแรงจนละเอียดจากนั้นก็สาดมันลงไปบนปากแผลของลุงเมิ่งตามด้วยเทยาหยุนหนานไป๋เย่าอีกครึ่งขวดจนทั่วบาดแผลแล้วหยิบผ้าพันแผลขึ้นมาพร้อมทำการพันปิดทันที
พอทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ฉินลู่ก็โล่งใจและพูดขึ้นว่า “โอเคแล้วล่ะตอนนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว ลุงเมิ่ง ลองยืนขึ้นหน่อย ค่อยๆ นะครับถ้ายังมีตรงไหนที่รู้สึกเจ็บอยู่ก็บอกผมนะ”
ลุงเมิ่งมองฉินลู่อย่างซาบซึ้ง ก่อนพยักหน้าและลุกขึ้นยืน
“เป็นอย่างไรบ้างครับ รู้สึกว่ามีตรงไหนที่ยังเจ็บๆ อยู่อีกหรือเปล่า”ฉินลู่ถาม
ลุงเมิ่งเดินวนอยู่กับที่ 2-3 ก้าว จากนั้นก็ส่ายหน้าเบาๆ และพูดว่า“ไม่มีแล้ว แต่เจ็บที่แผลนิดหน่อย แล้วก็รู้สึกปวดกล้ามเนื้อด้วยส่วนภายในไม่ได้รู้สึกเจ็บตรงไหนนะ”
ฉินลู่หัวเราะ “ปวดกล้ามเนื้อไม่ใช่ปัญหาครับ ขอแค่ไม่รู้สึกว่าภายในเจ็บก็พอแล้วตอนนี้อาการบาดเจ็บของลุงไม่ถือว่ารุนแรงเพียงแค่ดูแลบาดแผลบริเวณหัวไหล่ด้านหลังให้ดี เปลี่ยนยาเป็นประจำไม่ทำให้แผลติดเชื้อก็โอเคแล้วครับ”
“เฮ้อ...”
ลุงเมิ่งถอนหายใจออกมายาวๆ หนึ่งที จากนั้นก็ลงไปนั่งบนพื้นอีกครั้งและน้ำตาก็เริ่มคลอเบ้าขึ้นมาอีก “ร่างกายของฉันหรือแผลอะไรพวกนี้ไม่สำคัญหรอกตอนนี้ร้านถูกทำลายจนเละ ต่อไปจะเปิดร้านขายกับข้าวได้อย่างไรแล้วถ้าเจ้าของตึกรู้เข้า จะต้องมาขอเงินค่าเสียหายแน่...”
ฉินลู่ทำหน้ายิ้มอย่างขมขื่น “ลุงเมิ่ง ลุงอย่าเพิ่งกังวลเรื่องนี้เลยการค้าขายหรืออะไรก็ไม่สำคัญไปกว่าสุขภาพที่ดีนะครับ”
“ใช่ พี่ชายคนนี้พูดถูก พ่อคะขอแค่พ่อมีสุขภาพดีและไม่เป็นอะไรก็พอแล้ว ส่วนร้านอาหารไว้เราค่อยเปิดก็ได้นี่คะ” เด็กสาวเกาะแขนพ่อไว้และช่วยพูดอีกแรง
“เฮ้อ...” ลุงเมิ่งถอนหายใจอย่างหนักอกออกมาอีกครั้งและไม่ได้พูดอะไรอีก
เด็กสาวก็ทำอะไรไม่ได้ จึงประคองหลังพ่อตัวเองไว้จากนั้นก็หันมาพูดกับฉินลู่ว่า “วันนี้ต้องขอบคุณพี่มากๆ เลยนะ ฉันชื่อเมิ่งเวยพี่ชายชื่ออะไรเหรอ”