BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    64 : พบเจอ และ แยกจาก (จบช่วง 2)

           

    64 : พบเจอ และ แยกจาก



     

            แสงแดดยามเช้าลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้  ส่องใบหน้าซีดเซียวบนเตียงนั้นให้มีสีสันขึ้น  มือบางพยายามบีบมือของอีกฝ่ายที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างให้กำลังใจ

            “เนียร์”  เสียงที่เรียกฟังดูอ่อนแรง  เอลมองหน้าอีกฝ่ายแล้วความเป็นห่วงก็ฉายชัดออกมาทางสีหน้าและแววตา  จึงเรียกชื่ออีกฝ่ายอีกครั้ง  พลางบีบมือให้แน่นยิ่งขึ้นด้วย

            “..........”

            มีแต่ความเงียบตอบกลับมา  จนเอลไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี  เธอเม้มปาก

            “...ไม่ว่ายังไง  ฉันก็ขอบอกว่าฉันไม่เคยคิดโทษเธอเลยนะ”  เอลรีบพูด  ช่วงชิงโอกาสที่ยังเหลืออยู่นี้ไว้  “และเนียร์...เธอต้องไม่ยอมแพ้นะ”  ประโยคหลังเน้นดังขึ้น  จนมือที่เอลบีบอยู่เกิดแรงกระตุกขึ้นมา

            “...เอล...”

            “สัญญานะว่าเธอต้องปลอดภัย  ทุกคนต้องไม่เป็นอะไร”

            เนียร์ฟังสัญญาพลางกะพริบตาปริบๆ  เป็นครั้งแรกที่เอลให้เธอสัญญาด้วยสีหน้าดุดันแบบนี้  จนเกือบเหมือนจะเป็นคำสั่งมากกว่าคำขอร้อง

            “แน่นอนอยู่แล้ว”  เนียร์รับคำมั่น  แต่กระนั้นสีหน้าเป็นห่วงก็ยังไม่หายไปจากใบหน้าหวาน  และยังคงมองตามเนียร์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มจนกระทั่งเนียร์ออกจากห้องผู้ป่วยไป

             



     

            กิลรออยู่ข้างหน้าโรงพยาบาล  ซึ่งเป็นจุดป้ายรอรถเมล์  ทั้งคู่ต้องนั่งรถตู้ไปหาพวกเกลตามสถานที่ที่นัดแนะกันไว้เมื่อเช้านี้ซึ่งไม่ไกลจากตรงนี้สักเท่าไหร่  เด็กหนุ่มมองหน้าอีกฝ่ายแล้วทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง  แต่เพียงแป๊ปเดียวรถตู้ที่รอก็มาถึงทำให้ต้องเก็บคำนั้นไว้ก่อนที่ทั้งคู่เข้าไปนั่งตรงเบาะคู่

            พบสบโอกาส  รถเริ่มเคลื่อนตัว  กิลก็ค่อยๆ เอ่ยออกมาว่า  “นึกว่าเธอจะไม่ยอมปล่อยให้เพื่อนอยู่คนเดียวซะอีก”

            “...อีกเดี๋ยว  เอลก็จะไม่ได้อยู่คนเดียวแล้วล่ะ”  เนียร์พูดเสียงเรียบ  ศอกวางพนักยันคางตัวเองไว้  เสมองออกไปนอกหน้าต่างที่แล่นฉิวไปตามเส้นทางในเมือง  ก่อนจะพูดโดยไม่หันมามอง  “นายต่างหาก  ไม่อยู่พักต่อรึไง  แผลยังไม่หายดีไม่ใช่เหรอ”

            ฝ่ามือยกลูบบ่าที่มีผ้าพันแผลโผล่แลบออกมา  ก่อนจะขยับคอเสื้อตัวเองให้ปิดผ้าพันพวกนั้นให้มิด 

            “หนักกว่านี้ก็เคยเจอมาแล้ว”

            “ก็เลยจะบอกว่าแผลแค่นี้มันเด็กๆ งั้นสิ”  เนียร์ทำเสียงประชด  “บอกไว้ก่อน  ฉันไม่ว่างปกป้องนายหรอกนะ”

            “ก็ไม่เคยบอกว่าต้องให้เธอปกป้อง”  กิลสวนกลับ  แต่น้ำเสียงไม่ได้ขุ่นเคืองอย่างที่คิด  “ดูแลเพื่อนตัวเองไปเถอะ  จะได้ไม่ต้องมานั่งหมดอาลัยตามอยากแบบนี้ทีหลัง”

            เนียร์มุ่นคิ้ว  ค้านในใจว่าไม่ได้หมดอาลัยสักหน่อย  ก็แค่...รู้สึกผิดกับหงุดหงิดตัวเองนิดหน่อยก็เท่านั้นเอง

            เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมกับแรงสั่งบริเวณต้นขา  ไม่ใช่ของเนียร์แน่นอน  เป็นเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ นั่นเองที่เป็นคนหยิบออกมา  มองเบอร์ที่ขึ้นโชว์ด้วยแววตาประหลาดใจอยู่เพียงครู่ก่อนกดรับ

            “ครับ?”

            สีหน้าตอนพูดนั้นแทบไม่เปลี่ยนก็จริง  แต่เนียร์ก็ยังจับบางอย่างในน้ำเสียงได้  จนกระทั่งเมื่อกิลเก็บโทรศัพท์ของเอลลงกระเป๋ากางเกงแล้ว  ถึงได้ถาม

            “ใครโทรมาน่ะ”

            “...พวกเกลน่ะ  แค่ถามว่าอีกนานมั้ยกว่าพวกเราจะไปถึง”

            “10 นาทีก็ถึง”  เนียร์เผลอตอบโดยอัตโนมัติ  แม้คนถามจาะวางสายไปแล้วก็ตาม  “โทรมาแค่นี้เนี่ยนะ”

            “ถามหน่อย”

            “อะไร?”

            “ถ้าสมมติว่าเธอถูกท่านตนัยควบคุมขึ้นมาได้จริงๆ จะทำไง”

            “ขออนุญาตเปลี่ยนคำถามได้มั้ย”  ถามกลับแบบหวังลึกๆ แต่สีหน้าจริงจังของอีกฝ่ายบอกแทนว่าไม่ได้  เนียร์ถอนหายใจยาว

            ตามจริง  ถ้าเป็นก่อนหน้านี้สักวัน  เธอคงโกรธกับคำถามนี้  แต่หลังจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา  ทำให้เธอเริ่มไม่มั่นใจ

            “เอาจริงๆ ก็ไม่รู้หรอกว่าจะทำไง  ถ้าฉันถูกควบคุมจริงก็คงทำอะไรไม่ได้  คำถามนั้นควรถามพวกนายดีกว่าว่าจะเอาไงกับฉัน”

            เป็นจริงดั่งเนียร์ว่า  หากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมาล่ะก็  ท่านตนัยต้องใช้ให้เนียร์กำจัดทุกคนที่ขวางทางแน่นอน  และกิลก็นึกภาพไม่ออกเลยด้วยว่าจะมีเพื่อนของเธอคนไหนกล้าทำร้ายเธอ

            “ต้องเลวร้ายมากแน่”  เนียร์ยืนยันสถานการณ์ด้วยตัวเอง  “เป็นฉัน...ฉันคงไม่กล้าทำอะไรเพื่อนแน่  แต่ถ้าถูกควบคุม  ฉันคงไม่ลังเลที่จะลงมือ”  เนียร์มือสั่นขึ้นมา  แค่คิดว่าทุกคนจะถูกฆ่าด้วยมือนี้  ฝันร้ายในฝันก็ราวกับจะตามหลอกหลอนและก้าวออกมาสู่ความเป็นจริง

            “ควบคุมตัวเองให้ดี  อย่าปล่อยให้ท่านตนัยแทรกแซงเข้ามาในจิตใจได้”  กิลแนะนำ  แต่คำพูดมักง่ายกว่ากระทำเสมอ

            เนียร์เลื่อนสายตามามองกิล  นานจนเขารู้สึกได้จนต้องมองตอบ

            “นายบอกว่านายมีหน้าที่ปกป้องฉัน  ปกป้องผู้ใช้พลังจากธรรมชาติใช่มั้ย”

            กิลไม่เข้าใจว่าเธอจะเอาเรื่องที่เขาเคยพูดไว้มาถามย้ำอีกทำไม  แต่ก็พยักหน้าตอบกลับไปด้วยสายตามั่นคงต่อคำพูดนั้น  ทว่ามันกลับวูบไหวไปเมื่อถูกอีกประโยคถัดมาสั่นคลอน

            “ฆ่าฉัน  ถ้าฉันถูกตนัยควบคุม”

            กิลไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาต้องมาได้ยินประโยคนี้ซ้ำครั้งที่สองภายในสองวัน  ครั้งก่อนเขาเชื่อใจเธอว่าเธอจะต้องควบคุมตัวเองได้  แต่ครั้งนี้...  “นั่นไม่ใช่....”

            “เชื่อฉัน”  เนียร์ตัดบท  “นายฆ่าฉันได้  นั่นแหละ  คือการปกป้องฉันที่ดีที่สุด”

            “ทำไมถึงเป็นฉัน”  กิลหลบตาเธอ

            “...เพราะนายคงเป็นคนเดียวที่สามารถฆ่าฉันได้โดยไม่เจ็บปวดอะไร”  เนียร์ยิ้ม  “นายไม่ใช่เพื่อน  ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไร  อีกอย่าง....พอจบเรื่องนี้  ท่านเดสิตของนายก็คงมีคำสั่งให้ฆ่าฉันอยู่ดี” 

            กิลอยากค้าน  คำตัดสินของท่านเดสิตใช่ว่าจะต้องสั่งฆ่าเสมอไป  อีกทั้ง  เนียร์เอาอะไรมาตัดสินว่าเขาจะไม่รู้สึกอะไรยามลงมือฆ่าเธอ 

            การฆ่าคน...ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่  ย่อมมีความรู้สึก  แต่พอคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากเนียร์ถูกควบคุมจริง  ทำให้กิลต้องตอบไปอย่างเสียมิได้

            “ตกลง”

            เนียร์ไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกไปเองรึเปล่า  ที่รู้สึกคำตอบรับของกิลนั้นเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง  หรือว่า...

            “กิล  นี่นาย...อ๊ะ!”

            จู่ๆ รถตู้ที่ขับมาอยู่ดีๆ และใกล้จะถึงจุดหมายก็หยุดเอาดื้อๆ  และแรงมากเสียจนผู้โดยสารถึงกับกระเด้งไปด้านหน้าราวกับถูกผลัก  เสียงร้องดังระงมก่อนก่นด่าคนขับว่าขับประสาอะไร

            “กรี๊ด!”

            เสียงร้องจากผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างคนขับ  เมื่อมีท่อมไม้เรียวแหลมทะลุกระจกหน้าเข้ามาเสียบเข้าไปในช่องปากอย่างแม่นยำ  ตรึงให้หัวอัยู่กับเก้าอี้  สองแขนตรงพวงมาลัยตกอยู่ข้างตัว

            ผู้ชายที่ด่าคนขับเมื่อครู่ถึงกับพูดไม่ออก  ยังไม่ทันได้รับคำตอบอะไร  ไม้ที่คาอยู่ในปากก็ถูกกระชากกลับออกไปอย่างเร็วและแรง  จนเลือดพุ่งออกมาจากรูนั้นไม่ขาดสาย  สาดกระจายเต็มไปหมด  เลอะผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ และผู้โดยสารที่นั่งอยู่เบาะหลังแถวแรก  และวินาทีต่อมา  ทุกคนในรถก็รับรู้ได้ว่ายานพาหนะที่นั่งอยู่นั้นลอยสูงขึ้นราวกับถูกพายุพัดเหวี่ยงไปมา  รถเอนตะแคงทำให้คนในนั้นเทไปกองอยู่ด้านหนึ่ง

            ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก  แต่กิลก็ยังมีสติพอที่จะใช้แขนตัวเองยันไว้  ขณะแผ่นหลังรับน้ำหนักคนที่หล่นลงมาจากอีกที่นั่งหนึ่ง  ขณะเนียร์ที่เป็นคนอยู่ด้านล่างสุดตอนนี้เบิกตากว้าง 

            ดวงตาสองคู่ที่บัดนี้อยู่ใกล้กันมากสบประสานกัน  ไม่ต้องพูดอะไรออกมา  แต่เข้าใจได้ทันที

            ผู้ใช้พลังจากธรรมชาติอยู่แถวนี้!

            “เนียร์!”  กิลเรียก  เมื่อแรงเหวี่ยงหายไปพร้อมกับความรู้สึกประดุจอยู่ในห้วงสูญญากาศยามร่วงหล่น  อีกไมกี่วินาทีข้างหน้า  รถตู้คันนี้ก็จะถูกบดขยี้ด้วยแรงโน้มถ่วง

            เนียร์คิดถึงน้ำ  ทว่านั่นไม่ทันกาลเสียแล้ว  ภาพพื้นยางสีดำนอกหน้าต่างพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว  เนียร์หลับตาแน่นรอรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

            ทว่าทันทีที่รับรู้แรงกระแทก  กลับไม่รู้สึกว่ามันรุนแรงอย่างที่ควรจะเป็น  เนียร์ลืมตา  พบว่านอกกระจกนั้นเต็มไปด้วยพุ่มไม้หนา  หากสามารถมองออกไปถึงข้างนอกได้  เธอคงจะรู้ว่าก่อนที่รถตู้จะอัดกระแทกกับพื้น  ได้มีพุ่มไม้แทรกตัวขึ้นมาจากรอยแยกของพื้น  ดั่งภาพในวิดีโอเรื่องการดูการงอกของต้นกล้าที่เร่งความเร็วสูงสุด  โตขึ้นรวดเร็วโอบล้อมรถทั้งคันไว้ไม่ให้เป็นอะไร

            เกือบน่าโล่งในอยู่ที่มีคนช่วยไว้ทัน  แต่พอคิดดูอีกที  เนียร์พบว่านี่เป็นสถานการณ์เลวร้าย  ที่ทั้งพวกอั๊คและพวกฟิวส์มาอยู่ที่นี่รวมกัน  นั่นหมายถึงพื้นที่บริเวณนี้กำลังถูกใช้เป็นลานต่อสู้ของผู้ใช้พลัง

            “รีบหนีไป  ออกไปจากรถเดี๋ยวนี้”  เนียร์ตะโกนให้ทุกคนได้ยิน  ทำให้แต่ล่ะคนฟื้นสติตัวเอง

            กิลเป็นคนแรกที่ไปถึงประตู  เอื้อมมือเลื่อนประตูเปิด  และค่อยๆ ช่วยดันผู้โดยสารคนอื่นๆ ปีนออกไป

            ผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าถัดจากเนียร์  กำลังใช้แขนยังตัวออกไป  ตอนนั้นเองมีเสียงดังเฟี้ยวของบางอย่างแหวกผ่านอากาศ  แล้วผู้ชายคนนั้นก็หล่นออกไปข้างนอกได้สำเร็จ...เพียงแค่ครึ่งตัว  ขณะที่ท่อนล่างร่วงทับผู้หญิงที่อยู่ข้างใต้  เธอร้องกรี๊ดลั่น

            เนียร์ถึงกับตาค้าง  เมื่อเจอฉากนี้ต่อหน้าเต็มๆ ตา  ความโกรธพุ่งขึ้น  ฝากให้กิลช่วยพาคนอื่นหนีไป  ในขณะที่ตัวเองก้าวข้ามขึ้นไป

            “เธอจะทำอะไร”  กิลเบิกตากว้างกับการกระทำที่เหมือนฆ่าตัวตาย

            “ฉันจะดึงความสนใจจากพวกนั้นเอง”  เนียร์ปัดมือที่บ่าออก  และขึ้นมายืนอยู่เหนือรถตู้ที่ล้มตะแคงได้อย่างง่ายดาย  ทำให้คนที่กำลังจะตวัดเสี้ยวลมมาทางนี้อีกครั้งถึงกับชะงัก  ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์

            “ท่านทั้งหลาย”  ดีมทำเสียงตื่นเต้นระทึกราวกับพิธีกรรายการ  แล้วผายมือกว้าง  “แขกพิเศษที่เรารอคอยได้มาถึงแล้ว”

            เมื่อได้ออกมาข้างนอก  เนียร์ก็เห็นว่าภายนอกเป็นอย่างไร

            ถนนเส้นนี้คงเป็นที่ใช้เล่นสาดน้ำในช่วงสงกรานต์แน่  เพราะมีรถกระบะหลายคันจอดทิ้งไว้  และบนกระบะเองก็มีถังน้ำอยู่  ปืนฉีดน้ำหลายอันถูกทิ้งเอาไว้  หากการสาดน้ำถือว่าเป็นการเล่นสงกรานต์แล้วล่ะก็  นี่คงเป็นสงกรานต์ที่สาดกันด้วยเลือด  เมื่อน้ำที่เจิ่งนองอยู่บนพื้นนั้นเป็นน้ำสีแดงข้น  ซากศพผู้คนที่ร่วมเล่นในเทศกาลนอนเกลื่อนเต็มถนนและทางเท้า  รถหลายคันชนกัน  มองดูเหมือนว่ามันเกิดเรื่องขึ้นสักพักหนึ่งแล้ว

            นั่นทำให้ความโกรธของเนียร์ยิ่งเพิ่มขึ้น  แต่หากถามว่าเธอมีแผนรับมือกับเรื่องนี้ยังไง  ความจริงก็คือ...เธอไม่มีแผนอะไรสักนิด  ที่ออกมาแบบนี้ก็แค่เพื่อให้กิลช่วยคนออกไปจากบริเวณนี้อย่างปลอดภัยต่างหาก  ซึ่งกิลก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม  ตอนนี้คนในรถตู้หนีไปได้หมดแล้ว  ขณะที่คนของโรงเรียนเทพาพิทักษ์เริ่มทยอยออกมาโชว์หน้ากันครบห้าคน  ตรงจุดกลางถนนที่ดีมยืนอยู่  มีรถกระบะกันหนึ่งล้มหงาย  เศษกระจกร่วงกราวอยู่ข้างหลัง

            อั๊คมองเนียร์ที่จนบัดนี้ก็ยังไม่แสดงความหวาดกลัวให้เห็น  ก่อนจะส่งสัญญาณไปให้เอม  ซึ่งเด็กสาวรู้หน้าที่ดี  เถาวัลย์แผ่ตัวออกมาจากทางด้านหลังของเธอ  และทั้งหมดนั้นพุ่งตรงไปหาเนียร์ทันที

            เนียร์กำมือแน่น  แต่ในวินาทีนั้นเองที่มีเงาสองร่างผ่านตัวเธอไป  หนึ่งในนั้นตวัดดาบฟันเถาวัลย์เหล่านั้นขาดเป็นท่อนๆ ก่อนที่อีกคนจะจัดการเผามันเป็นเถ้าถ่านในพริบตา

            เด็กหนุ่มดวงตาสีน้ำเงินและเด็กหนุ่มผมส้มสองคนยืนขวางอยู่เบื้องหน้าเนียร์เอาไว้  ราวกับจะไม่ให้สิ่งอันตรายใดๆ ผ่านไปสู่ตัวเธอได้ทั้งนั้น  ไม่กี่วินาทีจากนั้น  เด็กสาวอีกคนที่รวบผมต่ำก็เข้ามาสะกิดขาเธอให้ก้มลงมอง

            “พี่ชายกับเพื่อนเธออยู่ใต้ตึกตรงโน้น  มีโชลดูแลอยู่”  วาลบอกพลางชี้ไปยังตึกที่ว่า

            เนียร์พูดไม่ออกที่เห็นวาลอยู่ที่นี่  อีกทั้งยังไม่มีท่าทีโกรธเคืองอย่างครั้งสุดท้ายที่เห็นอีกต่างหาก  เนียร์ดีใจที่เห็นวาล  แต่ตอนนี้เธอทำแค่พยักหน้าให้แล้วกระโดดลงจากรถตู้เพื่อไปหาพวกเพียว

            ใต้ตึกนั้นเป็นล็อบบี้โรงแรมที่คาดว่าน่าจะเป็นที่ที่นัดพบกันในตอนแรก  และน่าจะเป็นจุดแรกที่ถูกจู่โจมด้วย  เมื่อมันเป็นตึกเดียวที่มีสภาพโทรมที่สุด  ไฟดับ  เพดานถล่มจนโคมไฟดวงใหญ่ร่วงลงมาบนพื้น  เนียร์ไม่อยากสังเกตให้มาก  เพราะไม่อยากรู้ว่ามีใครบ้างที่ถูกโคมไฟนั้นทับ  แต่กระนั้น  นอกจากนั้นแล้ว  เนียร์ก็ยังไม่เห็นใครคนไหนที่ยังมีชีวิตอยู่อีก  จนเธอต้องตะโกนเรียก

            “เพียว! โม! พวกเธอปลอดภัยมั้ย”

            เศษซากปูนชิ้นใหญ่ร่วงลงมา  แตกกระจายจนฝุ่นคลุ้งหนา  ทำให้เนียร์ปิดตาและไอค่อกแค่ก  ท่ามกลางกลุ่มผู่นละอองนั้นเองที่มีเสียงบางคนดังขึ้น

            “ไม่ได้เจอกันตั้งนาน  ไม่คิดเรียกหาพี่ชายสักคำ  น้อยใจนะนี่” 

            ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนพูดคือใคร  เงาฝุ่นจางหายไปจนเห็นร่างสูงที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้  ด้วยสีหน้าที่ผิดกับคำพูดเมื่อกี้นี้ลิบลับ

            “ยินดีด้วยที่ยังปลอดภัย”  เนียร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ไร้อารมณ์

            “มามะ  ขอพี่ชายกอดให้หายคิดถึงหน่อยสิ”  ทินอ้าแขนกว้างแบบจะเข้ามากอดจริงๆ แบบที่เนียร์เห็น  ถึงกับรีบเบี่ยงตัวหลบ  ตัวเกร็งขึ้นมาด้วยความสยอง 

            ข้างหลังที่ตามมาติดๆ คือคนที่เนียร์หาอยู่  ทั้งเพียวและโมออกมาดูว่าทินเจอใคร  แล้วก็ยิ้มกว้างทันที  ทั้งคู่ดูสบายกันดี  ถึงกับดีมากด้วยซ้ำ  จนเพียวมาถึงก็เข้ามาล็อกคอยีหัวอย่างแรง

            “คราวหน้าแกอย่าได้หลงทางอีกเชียวนะ  นังหมูอ้วน”

            เนียร์ร้องโอ๊ยเป็นการใหญ่  โมต้องเข้ามาช่วย  เพียวถึงได้ยอมปล่อย 

            มันคงเป็นการพบกันที่อบอุ่นมากกว่านี้  ถ้าหลังจากนั้นเนียร์ไม่ได้โดนต้นไม้ประดับตามทางเดินจับขึงตัวไว้แน่นบนกำแพง

            “ทำอะไรน่ะพี่โชล  นั่นเนียร์นะ”  ทั้งเพียวและโมต่างมองผู้ชายที่โผล่มาเป็นคนสุดท้าย

            ใบหน้าของโชลตอนนี้ไม่มีรอยยิ้มสุภาพแบบปกติเดิมอย่างทุกครั้ง  เมื่อไม่มีรอยยิ้มนั้นแล้ว  สีหน้าของเขาก็ดูเย็นชาจนน่ากลัว  เขาไม่สนใจเสียงประท้วงของทั้งคู่  สายตาจดจ้องไปที่เนียร์บนกำแพงเพียงอย่างเดียว  และเนียร์ก็ไม่ดึงดันขัดขืนด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่

            “ที่ว่าเอลถูกยิง  จริงเหรอครับ”

            “...จริง”

            มีก้านไม้ควัดพันรัดรอบคอเนียร์ทันทีที่ได้คำตอบชัดเจน  พันแน่นเสียจนเนียร์หายใจติดๆ ขัดๆ

            “ทั้งที่คุณก็อยู่ตรงนั้นด้วยเนี่ยนะ”  เสียงโชลเริ่มเข้มขึ้น  “ทั้งที่คุณอยู่ด้วย  แต่ก็ยังปล่อยให้เธอถูกยิงงั้นเหรอ”

            “ขอ..ขอโทษนะ”  เนียร์พูดออกมาอย่างยากลำบากเมื่อคอถูกรัดแน่น  แต่ไม่ว่าจะด้วยคำขอโทษนั้นหรือเพราะอะไรก็ตาม  สุดท้าย  โชลก็ยอมปล่อยเนียร์  เขาหันหลังให้ราวกับไม่ต้องการเห็นหน้าเธออีกในเวลานี้  มีทินที่เฝ้ามองอยู่ตบบ่าเขาเบาๆ

            ถึงจะถูกกระทำแบบนั้น  แต่เนียร์ก็ไม่โกรธโชล  เธอเข้าใจความรู้สึกของเขาดี  เพราะเธอเองก็ไม่ต่างกันที่ทั้งที่อยากปกป้องคนสำคัญ  แต่สุดท้ายแล้วก็ทำให้บาดเจ็บอยู่ดี

            “ตอนนี้เอลปลอดภัยดี  เธอรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล”  เนียร์บอกให้ทุกคนได้รับรู้  โดยเฉพาะยิ่งให้โชลได้รู้  ก่อนจะหันมามองที่เพียวกับโม  ซึ่งทั้งสองต่างทำหน้างุนงงที่จู่ๆ เนียร์ก็มาจ้องแบบไม่วางตา

            “ฉันอยากให้พวกแกไปดูแลเอลที่โรงพยาบาล”

            ประโยคนั้น  ขนาดโมที่หัวช้ายังเข้าใจความหมาย  เนียร์กำลังกันพวกเธอออกจากเรื่องพวกนี้อยู่  แม้ว่านี่จะเป็นสิ่งที่เนียร์อยากทำมาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วก็ตาม  แต่ครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างรับรู้ได้ว่าคราวนี้ เนียร์ไม่ได้ออกความเห็นหรือขอร้องอย่างที่ผ่านมา  แต่เป็นคำสั่งที่ต้องทำ

            เพียวมองเนียร์ด้วยสายตาที่เหมือนอยากจะถามว่าเอาจริงงั้นเหรอ  พอได้เห็นเนียร์ไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนใจ  เพียวก็กอดอกเชิดหน้าขึ้น

            “นั่นสินะ  ปล่อยให้เอลอยู่คนเดียวก็คงไม่ดีหรอกมั้ง  ฉันกับโมจะไปอยู่เฝ้าให้เอง”

            โมถึงกับหันขวับมองเพียวอย่างตกตะลึง  นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยอมรับคำง่ายๆ แบบนี้  กำลังจะพูดเลยว่า  วันนี้อะไรเข้าสิงเพียว  ก็ถูกเจ้าตัวลากไปด้วยเสียแล้ว  หากเมื่อรู้ว่าอยู่โรงพยาบาลไหน  แล้วต้องเดินทางยังไง  เพียวก็ถึงกับหันกลับมาตวาดหน้าเขียว

            “บ้าเรอะ! ไกลขนาดนั้นจะให้เดินไปเนี่ยนะ”

            “หวา  จะทำอะไรก็ปล่อยฉันก่อนสิ”  โมรู้สึกเหมือนถูกอีกฝ่ายเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาจนหัวหมุน

            “ก็ตอนนี้มันมีรถวิ่งเข้ามาแถวนี้ที่ไหนกันเล่า  อีกอย่างถ้าขับรถไป  จะเป็นเป้าสายตาซะเปล่าๆ”  เนียร์พยายามอธิบาย  ก่อนให้กำลังใจ  “เอาน่า  อยู่ห่างจากที่นี่ไม่กี่ป้ายรถเมล์เอง”

            “คราวหน้าฉันจะจับแกเชือดทำหมูหันจริงๆ ด้วย  นังหมูอ้วน!”  เพียวพูดทิ้งท้าย  ก่อนจะจากไปพร้อมกับลากโมไปด้วย  ปล่อยให้เนียร์มองพี่ชายตัวเองที่ยืนกอดอกพิงผนังเหมือนกำลังรออยู่เพียงครู่  แล้วเดินผ่านไปโดยไม่พูดอะไร  แต่อีกฝ่ายก็ยังส่งเสียงไล่หลังมา

            “ไม่ง้อให้ไปเฝ้าเอลด้วยเหรอ  ตัวเอง”

            สรรพนามกับน้ำเสียงที่ใช้เรียกทำเอาเนียร์ขนลุก  รู้สึกไม่เจอกันแค่วันเดียว  ทำไมดีกรีความกวนมันเพิ่มขึ้นกันนะ

            “เพราะบางคนมันหน้าด้านหน้าทน  ไล่ยังไงก็ไม่ยอมไป  จนฉันขี้เกียจจะเปลืองน้ำลายไล่”  เนียร์พูด  ทำเป็นไม่สนใจทินอีก  แล้วเข้าไปถามโชล  ทึ่ตอนนี้เขาก็ยังคงไม่ยอมยิ้มให้เธอ

            “พวกเล็ทล่ะ”

            “กำลังพาผู้ปกครองไปหาที่ปลอดภัยกับเกล”  ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายถามต่อ  โชลก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในขณะที่เนียร์สลบไปให้ฟัง  ดูเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานจะมีเยอะกว่านี้  แต่โฃลก็เล่าเฉพาะเรื่องที่ตนัยจับพ่อแม่ของแต่ล่ะคนมาเท่านั้น

            ตอนที่กิลเล่าว่าตนัยเสียคนที่รักไป  ทำให้เนียร์แอบเห็นใจขึ้นมาบ้าง  แต่มาถึงตอนนี้แล้ว  ความเห็นใจเหล่านั้นมันดูงี่เง่าสิ้นดี  ในเมื่อตัวเองเข้าใจความรู้สึกของการสูญเสียคนที่รักไปแท้ๆ แต่เขาก็ยังนำคนรักของผู้อื่นมาเสี่ยงได้อย่างหน้าตาเฉย  เป็นการกระทำที่ไร้จิตใจโดยสิ้นเชิง

            โครม!

            เนียร์สะดุ้งกับเสียงที่มาจากข้างนอก  เกือบจะลืมไปสนิทว่าทิ้งให้สามคนนั้นสู้กับพวกอั๊คอยู่  เธอกับโชลมองหน้ากันก่อนจะพากันวิ่งไปด้านนอกตึก

            มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งมาขวางอยู่ด้านหน้าทางออก  อันเป็นต้นเหตุของเสียงโครมเมื่อครู่นี้  เนียร์กวาดสายตามองไปที่กลุ่มที่สู้กันอยู่กลางถนน  พลันสายตาก็ไปหยุดอยู่ตรงซอกระหว่างตึกหนึ่งแถวนั้น  มีชายหญิงคู่หนึ่งที่คงจะหนีไม่ทันติดค้างอยู่  และคงไม่กล้าหนีไปไหนเมื่อเจอกับคนที่ต่อสู้กันอย่างเหนือมนุษย์มนาแบบนี้

            เนียร์สะกิดแขนโชล  ก่อนจะพยักหน้าไปทางคู่รักตรงโน้น  ก่อนจะถกกันว่าใครจะเป็นคนไปช่วย

            “คุณไปเถอะ”  โชลพูด  “คุณใช้พลังได้ไม่เต็มที่ใช่มั้ยล่ะ  ให้ไปช่วยสู้ตอนนี้คงไม่ไหวมั้ง”

            “นายรู้?”  เนียร์ทึ่ง

            “ก็ตั้งแต่ที่ให้สู้กับพวกเล็ทเมื่อคราวก่อนนั่นแหละครับ”  โชลว่าพลางถอนหายใจ  “ส่วนเงื่อนไขในการใช้พลังให้เต็มที่คงจะเป็นต้องมองสีดำ-แดง ก่อนสินะครับ?” 

            โชลถาม  แต่แค่มองสีหน้าเหวอของอีกฝ่ายที่ประมาณว่า ‘เอ็งรู้เรื่องตรูได้ไง’ แล้ว  ก็พอจะยืนยันข้อพิสูจน์ของเขาได้เป็นอย่างดี

            “ถึงจะไม่รู้ที่มาที่ไปก็เถอะ  แต่ผมคิดว่าการจะมาใช้พลังเต็มที่ภายใต้เงื่อนไขข้อนั้นในเวลาแบบนี้  เห็นทีคงจะไม่ดีสุดๆ  เพราะฉะนั้นให้คุณไปช่วยคนน่ะดีที่สุดแล้ว”  โฃลสรุป  ก่อนนัดแนะว่าเขาจะดึงดูดความสนใจไว้ให้เอง

            ตอนที่โชลวิ่งนำไปก่อน  เนียร์ก็ยิ้มแหยๆ ขณะตามไปด้วย  รู้สึกว่าอีกฝ่ายฉลาดเกินไปจนน่ากลัว  จุดเล็กจุดน้อยก็จับมาโยงกันได้สนิท  แบบที่หากคิดจะปกปิดอะไรนี่คงจะยากแล้วล่ะ




    -----------------------------------------------------------------------------
    ---------------------------------------------



     

     

            เสียงฝีเท้าที่เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรีบเร่งไม่หยุดหย่อน  หางผมแกละต่ำสองข้างสะบัดไปข้างหลัง

            ...ต้องรีบไป

            แม้เหงื่อจะท่วมไปทั้งกาย  เด็กสาวก็ไม่คิดที่จะผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง  พยายามเบี่ยงตัวหลบผู้คนที่วิ่งสวนทางมา...เนื่องจากตอนนี้ไม่ว่าใคร  ต่างก็พากันหลีกหนีออกมาให้ไกลจากสถานที่ที่เกิดเรื่องขึ้นกันหมด

            ผู้ชายคนหนึ่งชนเกลเข้าอย่างจัง  แต่เพราะเธอตัวเล็กกว่าถึงได้ล้มลงกระแทกพื้น  ในขณะที่คนชนไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง  คนอื่นก็ไม่ต่างกัน  ไม่มีใครสนใจคนอื่นอีกแล้วนอกจากตัวเอง  เพื่อจะหนีให้พ้นจากอันตรายให้เร็วที่สุด

            แวบหนึ่งที่เกลนึกถึงหมู่บ้านของตัวเองขึ้นมาก่อนสะบัดหน้าไล่ภาพนั้นออกไป  แล้วฝีนตัวลุกขึ้น  พยายามไปยังจุดหมายของตัวเองอีกครั้ง

            นี่ไม่ใช่เวลาจะมัวหวนนึกถึงอดีต  ตอนนี้เธอมีคำที่ต้องรักษา

            เธอบอกไปแล้วว่าจะปกป้องเขา  ทุกอย่าง...ไม่ว่าจะเป็นชีวิต  หรือแม้แต่ของสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่เขาไม่เคยคิดรักษา  เธอก็จะเป็นคนปกป้องเอง  เพราะฉะนั้น...

            “ต้องหาให้เจอ  จะให้เป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด!”

            ฝีเท้าถูกเร่งให้เร็วขึ้น  เบื้องหน้าของทางที่ไปนั้น  คือที่ๆ พวกเนียร์นั้นกำลังสู้กันอยู่

             



     

            ท่ามกลางการต่อสู้อันเหนือเกินสามัญสำนึกของมนุษย์ธรรมดา  คู่รักสองคนที่หลบอยู่ในซอกมืดได้แต่ตัวสั่นเทากอดกันด้วยความหวาดกลัว  ทั้งคู่ถึงกับกรีดร้องเมื่อมีเงาร่างใครบางคนเข้าทาบทับ

            “ใจเย็น! ฉันจะช่วยพวกคุณหนีไปจากนี่เอง”  เนียร์บอก  แม้ว่าจะไม่มีอะไรที่ทำให้อีกฝ่ายเชื่อใจได้  แต่ในสถานการณ์แบบนี้  แค่มีคนบอกว่าจะช่วย  พวกเขาก็ถึงกับโล่งอก

            “ไอ้พวกนั้นมันตัวอะไรน่ะ”  ฝ่ายชายถามเนียร์ที่กำลังช่วยพยุงตัวคนรักของเขาอยู่  เขาคงคิดว่าเนียร์จะมีคำตอบที่สงสัยอยู่ได้  แน่นอนว่าเนียร์รู้

            “เรื่องนั้นไว้ก่อนเถอะค่ะ  ตอนนี้เราต้อง...”

            คำพูดของเธอเงียบหายไปพลัน  เมื่อหันตัวกลับมาเจอชายที่มีตาโผล่มาข้างเดียวเข้ามาดักหน้าในระยะประชิด

            ขณะที่กำลังตกใจ  มืออีกฝ่ายก็คว้าหมับเข้าที่คอของเนียร์  ข้างหลังนั้น  เธอได้ยินเสียงผู้หญิงร้องอย่างตกใจ

            “เสียดายนะ  ที่ท่านตนัยต้องการใช้งานเธอที่ยังเป็นๆ”  อั๊คว่าเสียงเรียบ  นึกอยากบีบคอนั้นให้แหลกไปซะแต่ก็ทำไม่ได้  เขาจึงหันไปมองคู่รักสองคนข้างหลังที่หนีไปแล้วแทน  แถมยังพยักเพยิดให้เนียร์ดู

            “นั่นน่ะเหรอ  คนที่เธออยากช่วย  ตอนเธอลำบากไม่เห็นพวกมันอยากเข้ามาช่วยเธอบ้างเลย  น่าสมเพช!”  แววตาของอั๊คฉายชัดถึงความรังเกียจ

             

            ...ฆ่า...

             

            “ยะ..อย่า”  เนียร์พยายามจะห้ามอั๊คที่ยื่นมือไปทางสองคนนั้น  รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร

             

            ...ฆ่ามัน...

             

            พรึ่บ!

            ไฟลุกโชติท่วมร่างของผู้ชายคนนั้นก่อนจะสลายเป็นเถ้าธุลีในชั่วพริบตา  ไม่เปิดโอกาสให้ร้องเลยสักคำ  จนคนที่ร้องกลับกลายเป็นฝ่ายหญิงแทนที่เห็นคนรักนั้นถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา

            “ไม่!!”

            เนียร์เลือดขึ้นหน้า  กระโดดขึ้นถีบเข้ากลางท้องอีกฝ่ายอย่างแรง  จนมือที่กุมคอนั้นหลุดออก 

             

            ...ฆ่ามันซะ!...

             

            “ฉันไม่ยอมให้นายทำไปมากกว่านี้หรอก  ฉันจะไม่ให้นายฆ่าใครอีกแน่”  เนียร์เข้าไปขวางตัวเองระหว่างอั๊คกับหญิงสาวที่ยังเหลือรอดอยู่ 

            ................................

            ....เพราะโกรธมากหรือไงกันนะ?  จนทำให้เหมือนสติจะหลุดไปชั่วครู่หนึ่ง

            อั๊คมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง  ไม่เพียงแต่อั๊คเท่านั้น  บัดนี้ทุกคนที่สู้กันอยู่จนถึงเมื่อกี้นี้  กำลังหันมามองที่เนียร์เป็นตาเดียวกันจนเนียร์นึกสงสัย  มองปฏิกิริยาของทุกคนที่จ้องมองมาอย่างไม่เข้าใจ

            พวกเอมนั้นหัวเราะทั้งที่ไม่มีอะไรให้น่าหัวเราะ  ส่วนนอกนั้น...วาลที่มักจะมีท่าทีเฉยชาอยู่เสมอ  กำลังตกตะลึง  ขนาดโชลยังมองเธอตาค้าง  ส่วนฟิวส์กับกิล...ทั้งคู่ชะงักค้าง  ตะลึงงันสุดขีดกับสิ่งที่เห็น

            อะไร?

            เนียร์ไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

            ...ตุ๊บ...

            หญิงสาวที่เนียร์ตั้งใจปกป้องให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของอั๊คนั้น  ล้มลงมาข้างหน้าผ่านตัวเด็กสาวไป  เลือดสาดกระจายกระเซ็นโดนใบหน้าของเธอ  กลางอกของหญิงคนนั้นเป็นรูกว้าง  สิ่งที่อยู่ภายในนั้นว่างเปล่า

            ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่  ที่รู้สึกว่ามือซ้ายกำลังกำของบางอย่างไว้อยู่  ความหวาดกลัวเริ่มแล่นสู่หัวใจ  ไออุ่นของสิ่งนั้นกลับทำให้เนียร์เย็นเยียบในความรู้สึก  เธอทำใจฝืนก้มลงมองสิ่งที่อยู่ในมือ

            “!!!??”

            แขนซ้ายของเธอถูกชโลมไปด้วยเลือด  ในมือข้างเดียวกันนั้นเองที่กุมหัวใจสีแดงสดที่ยังคงเต้นอยู่ในมือ

            เนียร์ปล่อยมันทิ้งทันที  ตัวสั่นไปทั้งกาย  ผละออกจากศพตรงนั้นแล้วหันมองคนอื่นอย่างขอความช่วยเหลือ  อยากได้ใครสักคนที่มาช่วยยืนยันว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง

             
     

            ‘มันกำลังเริ่ม’

            คนที่โทรหากิลตอนอยู่บนรถตู้นั้นบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเทา  เป็นเสียงของคนที่เขาเพิ่งจะจากมาได้ไม่กี่นาทีนี้เอง  และเป็นเจ้าของโทรศัทพ์มือถือที่กิลยืมใช้อยู่

            ‘มันอาจจะเริ่มตั้งแต่ตอนที่สถานีรถไฟตอนนั้นแล้วก็ได้  เนียร์ไม่ใช่คนชอบเหม่อลอยแบบนั้น  เมื่อกี้นี้ก็เหมือนกัน...เธอไม่ได้ยินเสียงฉันเรียกเลย’

            สติล่องลอย...สติที่เริ่มถูกแทรกแซง

            นั่นคือสัญญาณ

             
     

            กิลกำมือแน่นกัดฟันกรอด  ทั้งที่รู้ว่ามันกำลังเริ่ม  เขากลับปล่อยเนียร์ไว้

            ไม่นึกเลยว่าเขาจะต้องมาเห็นเนียร์ควักหัวใจออกมาจายคนอื่นสดๆ แบบนี้  เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้นที่เขาเห็นใบหน้ายามลงมือของเธอนั้น...ช่างว่างเปล่า

            ไม่นึกเลยว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วแบบนี้

            “ไม่...ไม่จริง”

            บัดนี้เนียร์แทบจะคุมสติตัวเองไม่ได้แล้ว  แม้ไม่ได้เห็นสีดำ-แดง  เธอก็แทบคลั่งที่ตัวเองที่เกลียดการฆ่ามาตลอด  กลับเป็นตัวเองที่เป็นคนฆ่าแบบนี้  มองมือที่เปื้อนเลือดก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังร่างไร้ลมหายใจตรงหน้า

            เป็นเธอเองที่ฆ่าผู้หญิงคนนั้น  ความจริงอันนี้ที่เธอไม่อาจรับได้

            ทุกคนตื่นตะลึงมากเสียจนไม่ทันสังเกตร่างบางที่มุ่งตรงมาทางนี้  ก่อนจะชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น

            เกลหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย  แต่ก็ยังเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน  พอเห็นทุกคนกำลังเพ่งสายตาไปที่ใคร  เธอก็มองตามทันทีด้วยความใคร่รู้  แล้วต้องยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง  ไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็น

            ผู้หญิงตรงพื้นนั่นตายแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย  แต่สิ่งที่ทำให้ตกใจไม่แพ้กันคือผู้ที่ลงมือฆ่า

            ช่างน่าแปลก  ภาพของเด็กสาวที่ยืนอยู่เหนือศพนั้นกับร่างที่เปื้อนเลือด  เกลกลับไม่เห็นว่าคนคนนั้นเป็นเนียร์  ทว่ากลับเป็น...

            “ท่านพ่อคะ!?”

            เสียงนั้นดึงความสนใจของทุกคน  ทุกคนต่างหันไปมองเกลที่ยืนอยู่กลางถนนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้  หากมีใครสักคนที่สามารถเห็นทุกอย่างได้  ก็จะเห็นว่ามีชายหนุ่มที่มีดวงตาสีน้ำตาลแก่ที่ซ่อนตัวอยู่บนตึกแห่งหนึ่งแถวนั้นมองเกลอย่างตื่นตะลึงเช่นกัน

            เขาคนนั้นขบฟันแน่น  แล้วสั่ง  “นิศาชล”

            จู่ๆ เนียร์ก็เคลื่อนกายอย่างรวดเร็วไปอยู่ตรงหน้าเด็กสาวผมแกละโดยที่เจ้าของร่างไม่ทันรู้ตัวเลยสักนิด  ร่างกายนั้นขยับไปเองโดยไม่ได้สั่ง  ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นอย่างไร  เนียร์ไม่อยากนึกถึง  ร้องชื่อของใครบางคนลั่น

            “กิล!!”

            พริบตานั้นเอง  ขณะที่เนียร์กำลังพุ่งมือไปยังเกลที่ยืนอยู่ตรงหน้า  ทั้งร่างกลับชะงักพร้อมกับความเจ็บปวดที่ไปรวมอยู่ตรงด้านหลังเสียดแทงมาจนถึงด้านหน้า  อย่างที่เนียร์เห็นเกลมองตรงส่วนที่เธอเจ็บตาค้าง  น้ำตาร่วงผล็อยไม่ขาดสาย  เมื่อสิ่งที่โผล่ออกมาจากท้องเธอนั้นคือคมดาบส่องประกายวาว

            ไออุ่นของคนที่เข้ามาประชิดด้านหลังนั้นทำให้เนียร์ที่กระอักเลือดออกมาลอบยิ้ม

            “นายรักษาสัญญา”

            เสียงอ่อนแผ่วเบาเอ่ย  คำชมที่ไม่ก่อให้เกิดความยินดีใดๆ แก่คนที่รักษาคำพูด

            ยากที่จะพูดอะไรออกมาได้  กิลได้แต่กระชับดาบในมือแน่น  แล้วตัดสินใจกระชากมันออกมาจากร่างของเธอ  ทันทีที่ถูกปลดปล่อย  เนียร์ก็ทรุดล้มลงทันที

            ได้ยินเสียงร้องของคนอื่น  ทั้งเกลที่ร้องไห้  และเสียงฟิวส์ที่เรียกชื่อของเธอ  แต่ขณะที่กำลังล้มไปนั้น  ภาพของใครบางคนที่อยู่ตรงหน้าตึกแห่งหนึ่งสะท้อนสู่สายตา

             

            ‘ฉันขอสัญญา  ว่าต่อจากนี้จะไม่พูดว่าอยากตายอีกแล้ว’

             

            ...เป็นครั้งแรกเลยนะที่เห็นนายทำหน้าเหวอได้ขนาดนั้นน่ะ

             

            ‘จะ..ดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างที่สุดให้ได้ ’

             

            อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ  อย่างนายน่ะ...คอยยิ้มกวนอารมณ์คนต่อไปน่ะดีแล้ว...เพราะงั้น...

             

            ‘เพื่อไม่ให้นาย..เพื่อไม่ให้ทุกคนที่ฉันรู้จักต้องเสียใจเด็ดขาด’

             

            ...ขอโทษนะทิน  ที่รักษาสัญญานั้นไว้ไม่ได้....