ผมเป็นสมาชิกเว็บเทพบรรพกาล

    EP-59 รอดชีวิตหวุดหวิด

    ไฟที่ลุกโชนอยู่ตรงหน้าดูเหมือนกับไฟธรรมดาแต่แท้จริงนั้นไม่ใช่

    มันมีความร้อนที่บริสุทธิ์สูง นอกจากนั้นอำนาจการทำลายล้างยังสูง

    “จบแล้วเหรอ...” มู่เจาเจาจับยันต์ในมือไว้แน่น ดวงตาจดจ่ออยู่กับเปลวไฟที่กำลังลุกโชนอยู่ตรงเบื้องหน้า

    “ยัง...” หลินอู๋เฉินขมวดคิ้วเป็นปมยุ่ง เมื่อเห็นว่ามนุษย์รากไม้อีกชุดกำลังวิ่งเข้ามา เขาพลันตบถุงต่างมิติทีหนึ่งยันต์อีกใบก็บินออกมา

    เปลวไฟปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันได้แผ่รัศมีความรุนแรงราดเทเข้าที่ร่างกายของมนุษย์รากไม้

    พวกมันไม่มีปาก จึงไม่ส่งเสียงร้องโหยหวนเช่นมนุษย์ ราวกับไม่รู้จักคำว่าเจ็บ ยังคงวิ่งดาหน้าเข้าหาทั้งสามคนในสภาพไฟลุกท่วมตัว

    ยันต์ที่อยู่ในมือมู่เจาเจาส่องแสงสว่างอีกครั้ง มันป้องกันเธอจากรากไม้ที่ติดไฟที่เหวี่ยงแขนเข้ามา ในขณะเดียวกันประกายแสงจากยันต์ที่อยู่ในมือก็เริ่มสลดและอับแสง

    “เกิดอะไรขึ้น?” มู่เจาเจามองยันต์สีเหลืองที่อยู่ในมือด้วยความเศร้าเมื่อเห็นว่าแสงของมันจางลดเรื่อยๆ

    หลินอู๋เฉินโยนยันต์เทียนเหมินไปด้านหน้าอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวว่า “มันสามารถป้องกันได้เพียง 3 ครั้งต่อยันต์หนึ่งแผ่น และดูจากแสงหมายความว่าเหลือเพียงแค่ครั้งเดียว”

    “ครั้งเดียว...แล้วจะมัวรออะไรอยู่ล่ะ รีบๆ ออกไปจากที่นี่กันเถอะ ไม่งั้นเรามีหวังได้ตายอยู่ในถ้ำกันหมด” มู่เจาเจาร้องบอก เธอกำยันต์ที่อยู่ในมือแน่น ราวกับว่ามันเป็นของล้ำค่ากว่าเงินทอง

    “นั่นสินะ”

    หลินอู๋เฉินไม่มีเวลาเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก

    หลังจากที่กำแพงไฟยังทำงานอยู่ เขาได้ผลักประตูหินออกจากล็อก ทันใดนั้นแสงสว่างจากด้านนอกก็ปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ เป็นแสงจากดวงอาทิตย์ที่ลอดผ่านแนวหินเล็กๆ

    “อาจารย์ รีบวิ่งไปก่อนเลย”

    “อื้อ!”

    มู่เจาเจากอดยันต์ไว้ที่หน้าอก วิ่งออกไปข้างหน้าโดยไม่ห่วงสวย

    หลินอู๋เฉินมองมนุษย์รากไม้ที่วิ่งเข้าใส่ไม่หยุดหย่อน ก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์ ตอนนี้เขาได้มาถึงขั้นกลางของทะเลวิญญาณ แต่ดูเหมือนความแข็งแกร่งแค่นี้จะไม่พอฆ่ามันทุกตัว

    “ดูเหมือนตอนนี้คงต้องถอยไปตั้งหลักก่อน คราวหน้าค่อยมาที่นี่เมื่อแข็งแกร่งขึ้นก็ยังไม่สาย” เขาพึมพำกับตัวเอง โยนยันต์อีกแผ่นไปเพื่อยื้อเวลา ก่อนจะเหลือบมองจางฝูเทียนที่นั่งนิ่งอยู่บนพื้น ดูเหมือนว่าเธอกำลังช็อกกับการต้องเห็นพ่อบุญธรรมและเพื่อนร่วมทีมทั้งหมดตาย

    หลินอู๋เฉินจับข้อมือของเธอแล้วเหวี่ยงออกไปนอกถ้ำ จากนั้นเขาออกมาเป็นคนสุดท้าย ใช้ไฟที่กำลังลุกไหม้เป็นตัวยื้อเวลา ผลักประตูหินหนักหลายร้อยกิโลกรัมเข้าไปตามเดิม

    เมื่อประตูหินปิดสนิท เขานั่งลงบนพื้น หอบหายใจหนักหน่วง

    แต่เพิ่งพักหายใจได้ไม่ทันไรปืนพกสั้นหนึ่งกระบอกก็จ่อที่ศีรษะ

    เงยหน้ามองเห็นเป็นจางฝูเทียน หนึ่งในสมาชิกทีมหมาป่าดำ

    “เดี๋ยวสิ นั่นเธอจะทำอะไรน่ะ!” มู่เจาเจารีบเข้ามาขวาง เธอจ้องหน้าอีกฝ่ายไม่วางตา มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ต้องการปกป้องลูกศิษย์โดยไม่สนใจชีวิตตัวเอง

    “ถอยไปซะ ถ้าคุณไม่อยากตาย!” จางฝูเทียนคำราม

    “ไม่! หลินอู๋เฉินช่วยชีวิตเธอนะ แล้วทำไมเธอถึง...”

    “ช่วยเหรอ? อย่ามาตลกน่า เขามีความสามารถขนาดนี้แต่กลับปล่อยให้ทุกคนในทีมตาย ปล่อยให้พ่อของฉันตายอยู่ในนั้น ถ้าเขาลงมือตั้งแต่แรกล่ะก็ ผลมันคงไม่ออกมาเป็นแบบนี้!”

    จางฝูเทียนมีน้ำตาคลอเบ้า แสงแก้มซีดเซียว ริมฝีปากขดมุ่น

    “นั่นมัน...” มู่เจาเจาพูดไม่ออก เธอไม่รู้ว่าจะหาข้อโต้แย้งยังไงดี

    “เธออย่าโยนความผิดให้ฉันสิ” หลินอู๋เฉินลุกขึ้นยืน สีหน้าดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

    “เป็นเขาเองที่ข้ามไปอีกฝั่ง และไม่มีใครรู้ว่าไอ้รากไม้บ้าๆ นั่นจะมีชีวิตแล้วโจมตีพวกเรา นอกจากนั้นจำนวนของพวกมันก็มากจนต้านไม่ไหว ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย แล้วเธอจะให้ฉันทำยังไง”

    “ก็ขวางมันไว้แล้วช่วยพวกเราสิ นอกจากนั้นฉันยังเห็นนะ ยันต์แผ่นนั้นที่นายให้คุณมู่มันเป็นของวิเศษอย่างไม่ต้องสงสัย สามารถป้องกันการโจมตีจากรากไม้ได้ตั้งสองครั้ง แต่นายไม่แม้แต่จะให้คนในทีมเลยสักคน ทำไมล่ะ!”

    หลินอู๋เฉินวางมือไว้บนไหล่มู่เจาเจาแล้วก้าวไปข้างหน้า

    “ในเมื่อเธอพูดว่ามันเป็นของวิเศษ เธอคิดว่ามันหาได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ นอกจากนั้นสำหรับฉันพวกเธอเป็นแค่คนแปลกหน้า ทำไมฉันถึงต้องให้ของที่มีค่าขนาดนั้นด้วยล่ะ”

    “นั่นมัน...” จางฝูเทียนพูดไม่ออก สีหน้าปั้นยากถึงขีดสุด

    จะว่าไปมันก็จริงอย่างที่เขาพูด

    พวกเขาเพิ่งเจอกันเมื่อวาน อยู่ในสถานะคนแปลกหน้า อีกทั้งกลุ่มทหารรับจ้างยังมีความหยิ่งผยอง ถ้าหากหลินอู๋เฉินให้ยันต์ตอนนั้นกับทีม มีหวังถูกหัวเราะเยาะขายหน้า

    “อาจารย์มู่ เราไปกันเถอะ”

    หลินอู๋เฉินจูงมือเธอที่กำลังสั่น มู่เจาเจาช้อนตาขึ้นมาสบตากับเขา เหลียวมองดูแผ่นหินด้านหลังด้วยความลังเล

    “ไม่ต้องกังวล แผ่นหินก้อนนี้ไม่ใช่ของธรรมดา มันสามารถป้องกันรากไม้พวกนั้นได้อยู่แล้ว ไม่งั้นป่านนี้พวกมันคงออกมาเพ่นพล่านเดินเต็มป่าเขาแล้วล่ะ”

    “อื้อ จะว่าไปก็จริงของเธอ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าข้างในนั้นแท้จริงมีอะไรซ่อนอยู่”

    “ไม่รู้สินะ แต่อย่าไปนึกถึงมันเลย เรารีบไปจากที่นี่กันดีกว่า”

    มู่เจาเจาเห็นด้วยกับลูกศิษย์

    หุบเขาแห่งนี้อันตรายเกินไป หากยังช้าอยู่แบบนี้แล้วกลางคืนมาถึง เกรงว่าคงไม่ปลอดภัย

    อาศัยเวลาที่ยังมีดวงตะวันขึ้นที่ขอบฟ้ารีบกลับไปยังหมู่บ้านก่อนจะดีกว่า

    “เดี๋ยวสิ...แล้วฉันล่ะ! จะปล่อยฉันไว้แบบนี้เหรอ”

    หลินอู๋เฉินหยุดเท้ากึก หันมามองเจ้าของเสียงด้วยความรำคาญ

    “เธอต้องการอะไร”

    “พ่อของฉันตาย เพื่อนของฉันตาย ตอนนี้ฉันตัวคนเดียวไม่มีที่พึ่ง...ในฐานะคนที่ช่วยชีวิต นายจะปล่อยให้ฉันอยู่แบบนี้เหรอ”

    “แล้วจะให้ช่วยยังไง”

    “ให้ฉันทำงานกับนาย เป็นบอดี้การ์ด”

    “หา...อ่อนแอกว่าฉันแต่ต้องการเป็นบอดี้การ์ดเนี่ยนะ นี่ฉันกำลังฟังเรื่องตลกอยู่หรือไง”

    “เอ่อ...ตอนนี้ก็อาจจะใช่แต่ถ้าหากนายยอมสอนฉันให้แข็งแกร่งขึ้น ฉันเชื่อว่าสามารถปกป้องนายได้!”

    เห็นลูกศิษย์ยังนิ่งเงียบอยู่มู่เจาเจาจึงเขย่าแขนเขา อย่างน้อยในฐานะผู้หญิงด้วยกัน หล่อนไม่อยากเห็นจางฝูเทียนต้องมีชีวิตโดดเดี่ยวลำพัง

    “ฉันไม่ชอบให้ใครมาเกะกะ โดยเฉพาะคนอย่างเธอ แต่เพราะอาจารย์มู่ งั้นเธอก็ควรพิสูจน์ตัวเองก่อน”

    “พิสูจน์ยังไง”

    “ง่ายมาก แค่ทำงานให้ฉัน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่เชิงเขา คอยตรวจดูว่ามีใครพยายามเข้ามาที่ถ้ำแห่งนี้ไหม”

    “แค่นี้เหรอ?” จางฝูเทียนย่นคิ้ว ไม่คิดว่าจะเป็นงานง่ายๆ

    “ใช่ แค่นี้แหละ”

    “ตกลง”

    หลินอู๋เฉินหันกลับมามองหน้าอาจารย์ทีหนึ่ง ก่อนจะดีดหน้าผากเธอเบาๆ

    “พอใจแล้วใช่ไหม”

    “พอใจแล้วก็ได้ แต่ไอ้ดีดหน้าผากนี่คืออะไร อาจารย์ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ”

    เธอจับหน้าผากตัวเอง บุ้ยปากหน้าแดงซ่าน

    “ดีดหน้าผากเพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ช่วยจางฝูเทียน แต่ถ้าหากอาจารย์ไม่ชอบขึ้นมา จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็ได้นะ” เสียงกระซิบข้างหูทำเอามู่เจาเจาอายม้วน นึกถึงเรื่องเมื่อคืนกับเขาสองต่อสองในห้องแคบๆ ลืมเรื่องเลือดสาดในถ้ำไปชั่วขณะหนึ่ง

    มองแผ่นหลังสองคนที่กำลังเดินย่ำไปข้างหน้า อยู่ๆ จางฝูเทียนก็รู้สึกอิจฉา

    เธอไม่ได้อิจฉาในเชิงชู้สาวหรือแอบมีใจให้หลินอู๋เฉิน เพียงมองว่าเขาแข็งแกร่งเท่านั้นเอง จึงอิจฉาเพราะอยากจะอยู่ใกล้ๆ บางทีเขาอาจสอนบางอย่างให้เธอ

    หลินอู๋เฉินพยายามชวนอาจารย์คุยระหว่างทาง

    ถึงจะเห็นว่าเขาเป็นคนหยิ่งยะโสหรือชอบโอ้อวด แต่ใช่จะไร้น้ำใจ โดยเฉพาะกับคนรู้จักอย่างอาจารย์มู่ทีความสัมพันธ์คลุมเครือ ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

    หลังจากพักที่เพิงระหว่างทาง พวกเขาก็มาถึงจุดที่รถจอด

    มู่เจาเจาหมดสิ้นเรี่ยวแรงพอมาถึงรถก็บอกให้ลูกศิษย์เป็นคนขับ ส่วนเธอนั่งฝั่งผู้โดยสาร

    “อาจารย์ แบบนี้ต้องคิดค่าโดยสารหน่อยมั้ง”

    เขายิ้มเจ้าเล่ห์แล้วเดินเข้าไปนั่งฝั่งคนขับ

    มู่เจาเจาโบกมือ

    “เชิญ จะคิดค่าอะไรก็เชิญ ตอนนี้อาจารย์หมดแรงแล้ว อยากนอนสักงีบ...” เธอพูดถึงตรงนี้ก็ผล็อยหลับไป เขาจึงไม่ได้กวนเธออีก

    ดูแล้วสำหรับผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งอดทนได้ขนาดนี้ก็นับว่าสุดยอด ไม่ลำบากคนอื่นเป็นลมกลางทางต้องให้แบกกลับก็ดีถมไป ไม่เหมือนกับคนรวยรุ่นที่สองที่รู้จัก

    แต่ถ้าหากเปลี่ยนเป็นซ่งจื่อจิง หลินอู๋เฉินคิดว่าคงต้องแบกกลับเพราะอีกฝ่ายเป็นลม ไม่ก็บ่นว่าเหนื่อยจนเดินไม่ไหว

    รถจิ๊ปและ Lamborghini ขับมาถึงบ้านหลังเดิม

    หลังจากทิ้งข้อมูลการติดต่อและคุยกับจางฝูเทียนไม่กี่ประโยค เขาก็ขับรถออกไปทันที ไม่คิดค้าค้างที่นี่อีกคืนนึง

    “หลินอู๋เฉิน แล้วเราจะได้เจอกันอีกครั้ง”

    จางฝูเทียนมองเขาหายลับไปจากสายตา ก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน สภาพเปลี่ยวเหงา อ้างว้างโดดเดี่ยวคณานับ

    ..........

    มู่เจาเจาลืมตาขึ้นสลึมสลือ

    หล่อนเหยียดแขนบิดขี้เกียด นอนตะแคงไปทางซ้ายทีขวาที ทว่าครู่หนึ่งจึงดีดตัวขึ้นมาเหมือนจิงโจ้ กรี๊ดดังลั่น

    “นี่ฉันอยู่ที่ไหน!”

    เสียงย่ำเท้าของใครบางคนใกล้เข้ามา เธอรีบควานหาอาวุธเช่นหมอนบนเตียงที่ดูไร้ประโยชน์

    คล้ายกับเรื่องผมเป็นสมาชิกเว็บเทพบรรพกาล ที่คุณอ่าน