จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 57 ท่องเที่ยวและบอกเล่าเรื่องราว

                รุ่งเช้าวันต่อมา

                เมื่อหลิวเมิ่งและเสี่ยวหนิงมาถึงประตูเมืองตะวันออกไป๋หยุนเฟยก็มาถึงก่อนแล้วเกือบชั่วโมง

                “หยุนเฟยข้าขออภัยที่มาสาย” หลิวเมิ่งเร่งฝีเท้าเดินเข้าหาไป๋หยุนเฟยพลางกล่าวขอโทษด้วยสีหน้าสำนึกผิด

                “ฮ่าฮ่า ไม่เป็นไร ข้าเพิ่งมาถึงได้ไม่นานเช่นกัน...” ไป๋หยุนเฟยหัวเราะด้วยท่าทีไม่นำพาโดยที่ไม่ยอมบอกว่ามารอท่ามกลางอากาศหนาวอยู่เนิ่นนานแล้ว

                “คุณชายหยุนเฟยท่านอย่าได้โทษว่าคุณหนู” เสี่ยวหนิงที่ด้านข้างกล่าวสอดคำ“เมื่อเช้าคุณหนูป่วยไข้อีกครากระทั่งรับประทานยาที่ข้ารีบเตรียมให้แล้วจึงดีขึ้นบ้างจากนั้นคุณหนูจึงเร่งรุดมาที่นี่ทันที”

                “โอ? จริงหรือ? เมิ่งเอ๋อร์ท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ท่านไม่เป็นไรแล้วกระมัง?ถ้าเช่นนั้นเราอย่าเพิ่งไปยังภูเขาชิงฉวนวันนี้เลย” ไป๋หยุนเฟยสีหน้ามันแปรเปลี่ยนไปรีบสอบถามไม่หยุดยั้งด้วยท่าทีกังวลใจ

                หลิวเมิ่งราวกับไม่คาดคิดว่าไป๋หยุนเฟยจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้จึงงงงันวูบก่อนจะกล่าวด้วยแววตายิ้มแย้ม“ข้าไม่ถึงกับอ่อนแอเพียงนั้น อย่าลืมว่าข้าเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณ! ท่านสงบใจก่อนข้าไม่เป็นไรแล้ว ตราบใดที่อาการข้าไม่กำเริบขึ้นก็ไม่มีใดน่าเป็นห่วง”

                “โอเช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี...” เมื่อพบว่าเสียกิริยาไป๋หยุนเฟยจึงเกาศีรษะด้วยท่าทีกระดากอายจากนั้นราวกับนึกบางอย่างออกจึงยื่นมือขวาไปด้านหลัง เมื่อดึงออกมาก็ถือถังหูลู่เอาไว้ในมือ

                “เมิ่งเอ๋อร์นี่คือถังหูลู่ที่ข้าซื้อมาให้ท่านโดยเฉพาะ”ขณะมองดูสีหน้าประหลาดใจของหลิวเมิ่ง ไป๋หยุนเฟยก็ยื่นถังหูลู่ให้พร้อมกับรอยยิ้ม

                “หยุนเฟยท่าน ไฉนท่านจึงทราบว่าข้าชอบรับประทานถังหูลู่?” หลิวเมิ่งยื่นมือรับด้วยรอยยิ้มเบิกกว้างพลางถามอย่างสงสัย

                “เอ่อข้าเห็นสตรีบนท้องถนนชมชอบรับประทานจึงซื้อมาให้แก่ท่าน” ไป๋หยุนเฟยกลับไม่บ่งบอกความจริงออกไปมันไม่กล้าบอกว่าเมื่อคราที่พบกันครั้งแรก มันชนถังหูลู่ในมือหลิวเมิ่งหล่นพื้นและแม้จะซื้ออีกไม้มาชดใช้ให้ก็ยังถูกจางหยางกระแทกหล่นอีก...

                “หือคุณชายหยุนเฟยท่านลำเอียงนัก หรือข้าไม่ใช่สตรี? ท่านกลับซื้อให้แต่คุณหนู เหอะ เหอะพฤติกรรมท่านช่างมีเลศนัยนัก!”น้ำเสียงขุ่นเคืองของสาวใช้เสี่ยวหนิงดังมาจากด้านข้างทำให้ไป๋หยุนเฟยนิ่งงันไปพร้อมกับใบหน้ากลายเป็นแดงฉาน

                “คิกคิก ข้าเพียงหยอกล้อท่านเท่านั้น คุณชายหยุนเฟยอย่าได้มีโทสะ!”เห็นท่าทีเขินอายของไป๋หยุนเฟยเช่นนี้ เสี่ยวหนิงจึงแลบลิ้นกล่าวอย่างซุกซน

                ไป๋หยุนเฟยได้แต่หัวเราะแห้งๆไม่ทราบจะตอบโต้สาวใช้นางนี้อย่างไร จึงได้แต่กล่าวกับหลิวเมิ่ง “เอ่อ ฮ่า ฮ่าเมิ่งเอ๋อร์ไปกันเถอะ...”

                “ตกลงไปกันเถอะ”

                …………

                ต้นหญ้าบุปผา พฤกษา สกุณา น้ำพุ สายลม...

                นับเป็นครั้งแรกที่ไป๋หยุนเฟยรู้สึกว่าการปีนขึ้นสู่ยอดเขาช่างเพลิดเพลินนักกล่าวถึงเรื่องนี้ต้องนับว่าไป๋หยุนเฟยเป็น‘ผู้เชี่ยวชาญการปีนเขา’แม้แต่ตัวมันเองก็ไม่ทราบว่าปีนป่ายภูเขามามากเท่าใดตั้งแต่ออกจากเมืองลั่วซีมาแต่ที่ผ่านมาล้วนปีนเขาเพื่อเร่งรุดเดินทางและเพื่อหลบหนีเอาชีวิตรอดแทนที่จะได้เพลิดเพลินกับเรื่องราวรอบกายเช่นวันนี้

                หรือบางทีที่ทำให้ไป๋หยุนเฟยเบิกบานใจกลับไม่ใช้ทิวทัศน์ของภูเขาแต่เป็นผู้ที่เดินอยู่เคียงข้าง...

                ไป๋หยุนเฟยตักน้ำพุใสสะอาดมาชามหนึ่งเดินเข้าหาหลิวเมิ่งที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ หลังจากยื่นส่งให้แก่หญิงสาวจึงกล่าวว่า“เมิ่งเอ๋อร์เหน็ดเหนื่อยหรือไม่?หากเหน็ดเหนื่อยพวกเราหยุดพักที่นี่สักครู่ดีหรือไม่?”

                “ฮ่าฮ่า หากข้าไม่เหนื่อยเล่า?”หลิวเมิ่งรับชามใส่น้ำพุมาดื่มอึกหนึ่งก่อนจะกล่าวอย่างนุ่มนวล“ท่านลืมเลือนว่าข้าเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณอีกแล้ว เดินเพียงระยะทางสั้นๆไม่นับเป็นอย่างไรได้ไปกันต่อเถอะ เราต้องไปให้ถึงยอดเขาก่อนเวลาเที่ยง”

                ไป๋หยุนเฟยรับชามกลับคืนมาและดื่มน้ำพุที่เหลืออยู่จนหมดชามเมื่อหลิวเมิ่งที่ด้านข้างมองเห็นมันทำเช่นนี้ใบหน้าจึงแปรเปลี่ยนเป็นแดงซ่านเล็กน้อย

                “โอเมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่คัดค้าน พวกเรา...”

                “ข้า...ข้าขอคัดค้าน!!” น้ำเสียงขุ่นเคืองปนหอบหายใจดังมาจากด้านหลังคนทั้งสองเมื่อทั้งคู่หันไปมองจึงได้เห็นสาวใช้เสี่ยวหนิง‘เคลื่อนที่’เข้ามาทีละก้าวพลางก้มตัวเอามือเท้าสะเอว

                “คุณ...คุณหนูคุณชายหยุนเฟย... ท่านทั้งคู่ ท่านทั้งคู่ช่างใจดำนัก!” เสี่ยวหนิงเดินเข้าหาทั้งคู่อย่างยากเย็นพลางอ้าปากกว้างหอบหายใจไม่หยุดขณะเดียวกันก็แสดงสีหน้าบูดบึ้งกล่าวอย่างขุ่นเคือง“ท่านทั้งคู่คิดว่าจะสามารถทอดทิ้งข้าไว้เบื้องหลังได้เพียงเพราะ...เพียงเพราะพวกท่านเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณเช่นนั้นหรือ? ข้า...ข้าเหน็ดเหนื่อยแทบตายแล้ว...”

                ไป๋หยุนเฟยและหลิวเมิ่งสบตากันอย่างละอายขณะไป๋หยุนเฟยมองดูเสี่ยวหนิงที่ใบหน้าบูดบึ้งมองมาอย่างขุ่นเคืองดวงตามันก็กลอกกลิ้งพร้อมกับฉายแววคึกคะนอง

                “เมิ่งเอ๋อร์ไฉนเราไม่แข่งขันกันว่าผู้ใดจะไปถึงยอดเขาได้ก่อน?” ไป๋หยุนเฟยเสนอต่อหลิวเมิ่งอย่างยิ้มแย้ม

                อีกฝ่ายกลับงงงันวูบก่อนจะกวาดตามองเสี่ยวหนิงจากนั้นแววตานางพลันฉายแววซุกซนก่อนจะพยักหน้ากล่าวว่า “ตกลง มาแข่งขันกันแต่ว่า... ท่านต้องต่อให้ข้าไปก่อน!”

                เพื่อฉวยโอกาสจากไป๋หยุนเฟยที่งงงันทันทีที่กล่าวจบคำหลิวเมิ่งก็ทะยานกายออกไปก่อนที่ไป๋หยุนเฟยจะทันได้ตั้งตัวทิ้งไว้เพียงสายลมหอมละมุนพัดผ่านไปด้วยเสื้อผ้าที่สะบัดพลิ้วหลิวเมิ่งทะยานกายขึ้นเขาอย่างรวดเร็วดูราวกับเทพธิดาชุดครามที่แสนงดงาม

                ที่จริงไป๋หยุนเฟยเพียงชะงักไปชั่ววูบก่อนจะรู้สึกตัวแต่แทนที่จะไล่ตามในทันทีมันกลับรอจนหลิวเมิ่งจากไปไกลก่อนจะเหลียวมองเสี่ยวหนิงที่ยังคงสับสนอยู่จากนั้นค่อยส่งเสียงหัวร่อพลางทะยานกายไล่ตามขึ้นเขาไป

                “นี่นี่!! คุณหนู! คุณชายหยุนเฟย!! ท่านทั้งคู่ช่างไร้น้ำใจนัก!”

                เสียงร่ำร้องอย่างโกรธแค้นของเสี่ยวหนิงดังมาจากด้านหลังขณะเดียวกันเสียงหัวเราะน่าลุ่มหลงของหลิวเมิ่งก็ลอยตามลมลงมาจากด้านบน ไป๋หยุนเฟยจึงหัวเราะฮ่าฮ่าวิ่งไล่ตามขึ้นยอดเขาไป

                ในยามนี้มันสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกอันผ่อนคลายและเบิกบานใจอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

                …………

                บนยอดเขาไป๋หยุนเฟยและหลิวเมิ่งนั่งเคียงคู่บนพื้นหญ้าจับจ้องมองผืนหญ้ากว้างใหญ่และพฤกษาหลากหลายเบื้องล่างอย่างเงียบงัน

                สายลมโชยผ่านทั้งคู่พัดเส้นผมหลิวเมิ่งพลิ้วสะบัดลูบไล้ใบหน้าไป๋หยุนเฟยเมื่อหญิงสาวรู้สึกตัวจึงส่งยิ้มให้พลางใช้มือรวบผมทัดไว้หลังหูตนเอง

                “หยุนเฟยขอบคุณท่าน...”หลิวเมิ่งเอ่ยปากอย่างแผ่วเบาทำลายความเงียบงัน ขณะจ้องมองวิหคที่โฉบผ่านไป

                “โอ? ไฉนท่านจึงกล่าวเช่นนี้อีก?มิใช่ว่าข้าบอกต่อท่านเมื่อวานว่า...”

                “มิใช่แค่เมื่อวานแต่รวมถึงวันนี้ด้วย” ก่อนที่ไป๋หยุนเฟยจะทันกล่าวจบก็ถูกหลิวเมิ่งกล่าวตัดบทนางสั่นศีรษะแผ่วเบากล่าวว่า “ขอบคุณที่ออกมาเป็นเพื่อนข้า ปกติแล้วคนที่ออกมากับข้ามีเพียงเสี่ยวหนิงเท่านั้นแม้นางจะเป็นสาวใช้แต่ก็เป็นเหมือนน้องสาวข้า...แต่นอกจากเสี่ยวหนิงแล้วข้าไม่เคยมีสหายมาก่อนก่อนหน้านี้เป็นเพราะร่างกายข้าอ่อนแอแต่ภายหลังเป็นเพราะผู้ที่เข้าหาข้าล้วนมาแฝงเจตนาเลวร้าย ข้าจึงไม่ยินยอมคบหาผู้ใดเป็นสหาย”

                “ท่านรู้อะไรหรือไม่? แม้ข้าเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณแต่ยังไม่อาจใช้ชีวิตดังที่ต้องการ...”ขณะใช้มือเล่นกับใบหญ้าเบื้องหน้าหลิวเมิ่งก็กล่าวอย่างเชื่องช้า“เพื่อรักษาโรคภัยในร่าง ข้าทุ่มเทเวลาแทบทั้งหมดฝึกปรือวิญญาณน้อยครั้งที่ข้าจะออกมาท่องเที่ยวแต่ละครั้งก็ล้วนเพื่อผ่อนคลายยามเผชิญอุปสรรคระหว่างการฝึกปรือเท่านั้น”

                “บิดาข้า...ท่านทำการค้า จึงทำทุกวิถีทางเพื่อขยายกิจการไม่เว้นแม้แต่ใช้การแต่งงานของข้า...”

                “สำนักธารน้ำแข็งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลฉิงหยุนมีผู้อาวุโสคนหนึ่งแซ่หลิว...บิดาข้าถึงกับประโคมโอ่ความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับมันเพื่อหวังจะให้สำนักธารน้ำแข็งหนุนหลัง”

                “ต่อมาท่านจึงประจบผู้อาวุโสสำนักธารน้ำแข็งอีกคนนามว่าจางเจิ้นซานและเริ่มทำการค้ากับตระกูลจางในเมืองลั่วซี นี่ทำให้บิดาข้าตื่นเต้นดีใจเป็นที่สุดและเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลบิดาจึงหมั้นหมายข้ากับนายน้อยตระกูลจางนามว่าจางหยาง”

                “ครั้งนั้นข้าอายุเพียงสิบสี่จึงไม่อาจคัดค้านอีกทั้งบิดาข้าก็ไม่ยินยอมให้คัดค้าน ข้าอับจนปัญญาจึงได้แต่หวังว่าจะบรรลุด่านภูตวิญญาณโดยเร็วเมื่อถึงยามนั้นข้าก็จะเข้มแข็งพอจะปฏิเสธได้...”

                “ตั้งแต่นั้นมาจางหยางก็พยายามเข้าหาข้า ข้าทราบว่ามันทำเช่นนี้ก็ด้วยปรารถนาต่ำช้าของมัน”

                “ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างบิดาข้ากับตระกูลจางยิ่งมายิ่งใกล้ชิดตระกูลจางนับว่าทรงอิทธิพลจึงไม่อาจล่วงเกินได้ในที่สุดแม้แต่ข้ายังต้องไปยังเมืองลั่วซีบ่อยครั้งเพื่อเยี่ยมเยียนในฐานะ‘ว่าที่’สะใภ้...”

                ยามกล่าววาจาน้ำเสียงหลิวเมิ่งกลับแฝงด้วยความคับข้องและเศร้าเสียใจแต่ถึงอย่างนั้น เมื่อกล่าวถึงตรงนี้นางกลับเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

                “แต่ไม่กี่วันก่อนบิดาข้าได้รับข่าวว่า... จางหยางกลับถูกฆ่าตายอย่างไม่คาดฝัน!”

     

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน