เยี่ยนเยว่ฉีมองไปรอบถ้ำใต้น้ำตกจำลองซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามมีทางเดินทอดยาวสู่พื้นหินที่ยกสูงขึ้นเสมือนเป็เกาะกลางน้ำ้ามีตั่งหินและโต๊ะสำหรับวางขนมกับน้ำชานี่คงเป็สถานที่สำหรับนั่งพักผ่อนขณะเดินเล่นภายในสวน
เสียงน้ำตกจากภายนอกไม่ได้ดังรบกวนอย่างที่คิดถ้าสังเกตให้ดี ถ้ำนี้ถูกออกแบบมาให้ระบายอากาศและยังมีช่องรับแสงสว่างอีกด้วย
ดวงอาทิตย์สาดส่องลำแสงอันอบอุ่นเข้ามาภายในถ้ำต้องกระทบผิวน้ำปรากฏเป็เงาระยิบระยับงดงามพลิ้วไหว
มู่เลี่ยงหรงยืนหันหลัง ในมือถือขลุ่ยหยกของนางเอาไว้
เนื่องจากเยี่ยนเยว่ฉีมีพี่ชายรูปงามราวเทพเซียนอย่างเยี่ยนจิ้นหลิงมาตรฐานบุรุษในใจของนางจึงสูงตามไปด้วย ในระหว่างที่ย่างเท้าไปตามทางเดินหินหญิงสาวจึงอดลอบพิจารณาบุรุษเบื้องหน้าไม่ได้
ฉินอ๋องสูงส่งสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาเหมือนถูกสลักมาอย่างละเอียดลออถึงแม้จะดูเ็าอยู่บ้าง แต่กลับทำให้โฉมสะคราญประหม่าอย่างไม่เคยเป็มาก่อนเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับเขาเพียงลำพังหัวใจดวงน้อยพลันเต้นระรัว
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำมากขึ้นเท่าใดมือของนางก็เย็นเฉียบขึ้นทุกขณะ
หญิงสาวทั้งตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นในหัวใจ
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้ามู่เลี่ยงหรงจึงหันหลังมาอย่างช้า ๆ เห็นเยี่ยนเยว่ฉีเยื้องกรายเข้ามาหยุดยืนห่างออกไปเพียงหนึ่งจั้งบุรุษร่างสูงใช้ดวงตาเข้มลึกพิจารณาไปทั่วเรือนร่างอันอวบอิ่มราวกับว่าจะมองให้ทะลุ
เนื่องจากถูกฟูมฟักมาอย่างทะนุถนอมยิ่ง ถึงจะมีโอกาสพบพานบุรุษอยู่บ้างตอนที่จวนแม่ทัพจัดงานเลี้ยงที่เมืองหานจีแต่ก็ยังไม่เคยมีคุณชายบ้านใดมองนางด้วยสายตาร้อนแรงถึงเพียงนี้ ั์ตาคมกริบทำให้หญิงสาวรู้สึกเหมือนกำลังถูกลูบโลบไปทั่วกายจนสั่นสะท้าน ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นทุกขณะ
“คารวะฉินอ๋อง หม่อมฉันมารับขลุ่ยหยกคืนตามคำเชิญในจดหมายเพคะ” เสียงของนางทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วนเมื่อครู่
“อืม...เราคืนให้เ้าแน่” มู่เลี่ยงหรงปรายสายตามองขลุ่ยหยกในมือ “เมื่อครู่เราลองเป่าขลุ่ยของเ้าแต่ว่ามันไร้เสียง เกรงว่ามันคงตกเสียหายแล้วกระมัง” ชายหนุ่มแสร้งพูดเหมือนไม่รู้อะไร
“เรียนท่านอ๋องขลุ่ยของหม่อมฉันไม่ได้เสียหาย แต่เพราะทำขึ้นเป็พิเศษต้องฝึกฝนและเป่าอย่างถูกวิธีจึงจะสามารถบรรเลงให้มีเสียงไพเราะได้เพคะ” เยี่ยนเยว่ฉีตอบอย่างตรงไปตรงมาไม่ปิดบัง
“เราเองก็ชื่นชอบดนตรี อีกทั้งยังร่ำเรียนมาไม่น้อยในจวนก็มีขลุ่ยสั่งทำพิเศษอยู่หลายแบบหรือคุณหนูเยี่ยนคิดว่าเราด้อยฝีมือจึงไม่สามารถเป่าขลุ่ยเลานี้ได้” ฉินอ๋องกล่าวเสียงเข้ม แกล้งทำเป็มีโทสะ
“หม่อมฉันมิบังอาจ ท่านอ๋องทรงปรีชาผู้คนในใต้หล้าต่างรู้ดี แต่เป็เพราะขลุ่ยเลานี้อาจารย์ของหม่อมฉันเป็ผู้สร้างต้องอาศัยกำลังภายในเล็กน้อยจึงจะเป่าให้มีเสียงดังได้” หญิงสาวก้มศีรษะเล็กน้อย แสดงกิริยานอบน้อมราวกับ้าขออภัย
“เราไม่เคยรู้เลยว่ามีวิธีการเป่าขลุ่ยแบบนี้อยู่ด้วย”
“หากไม่เชื่อ ท่านอ๋องก็ลองดูใหม่สิเพคะแต่อาจจะบรรเลงเป็เพลงยากอยู่เสียหน่อย หม่อมฉันเองต้องร่ำเรียนอยู่นานจึงสามารถเล่นเป็บทเพลงอันไพเราะได้”สตรีเ้าของขลุ่ยเงยหน้าขึ้นสบั์ดวงตาเหยี่ยวของอีกฝ่ายรอยยิ้มแสนนุ่มนวลประทับอยู่บนใบหน้า
กิริยาของนางทำให้มันหัวใจบุรุษคันยุบยิบเต้นเป็จังหวะถี่รัว ทั้งที่ปกติเขาเป็คนสุขุมเยือกเย็นแต่ครานี้กลับร้อนรุ่มจนแทบทนไม่ไหว
‘มารดามันเถอะ! นางเป็ภูตพรายหรืออย่างไรเหตุใดข้าจึงหวั่นไหวถึงเพียงนี้ ไม่ได้เด็ดขาดมู่เลี่ยงหรง เ้าต้องไม่หลงเล่ห์แห่งสตรีง่ายดายเช่นนี้’ ฉินอ๋องพยายามข่มใจอย่างสุดความสามารถ
เยี่ยนเยว่ฉียังคงส่งยิ้ม แต่แอบลอบบิดผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดอยู่ใต้แขนเสื้อ ยามช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษชุดดำคราใดก็เห็นเขาเพียรจดจ้องนางไม่วางตา ตอนนี้หน้านางร้อนไปหมดแล้ว นึกอยากให้เขาตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง
‘ท่านอ๋อง ท่านจะเป่าก็เป่า จะคืนก็คืนเสียทีเถิดหากอยู่ด้วยกันสองต่อสองไปเรื่อย ๆ คงอันตรายต่อความรู้สึกเป็แน่’
ในขณะที่เยี่ยนเยว่ฉีว้าวุ่น มู่เลี่ยงหรงเองก็รู้สึกเหมือนกำลังจะพ่ายแพ้เพียงสตรีตรงหน้ายกมืองามดุจลำเทียนขึ้นลูบปิ่นปักผมจนเห็นเรียวแขนขาวราวหิมะใบหูของเขาก็ร้อนขึ้นทันที
‘นี่ข้ากำลังเขินอายผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งอย่างนั้นหรือ หึ! เป็อย่างไรก็เป็กัน หวั่นไหวแล้วอย่างไรนางเป็ว่าที่หวางเฟยของจวนฉินอ๋องอยู่แล้ว ยังไงข้าก็มีสิทธิ์เต็มที่ วันนี้จะเกี้ยวว่าที่พระชายาของตนเองสักครั้งก็คงไม่เสียหายกระมัง’
ชายหนุ่มตัดสินใจจรดริมฝีปากบางบนขลุ่ยหยกหลุบตาลงเล็กน้อย เขาตั้งสมาธิแล้วปลดปล่อยลมปราณสู่เครื่องดนตรีอันแสนพิเศษฉับพลันก็บังเกิดเสียงขลุ่ย
บทเพลงรักนกยวนยางล่องลอยกังวานไปทั่วถ้ำหินแม้เสียงจะยังไม่คงที่ แต่ก็มากพอให้เยี่ยนเยว่ฉีตื่นตะลึงระคนประทับใจ นางนึกไม่ถึงว่าฉินอ๋องจะสามารถเป่าขลุ่ยพลิ้วพรายเป็เพลงได้ั้แ่ครั้งแรก
ั์ตาดอกท้อทอประกายชื่นชมส่งไปให้บุรุษตรงหน้าพลางคิดในใจว่าจะดีสักเพียงใดหากเนื้อคู่ของนางจะเป็ชายผู้องอาจและมากความสามารถอย่างบุรุษผู้นี้
มู่เลี่ยงหรงพยายามควบคุมลมปราณแต่ขลุ่ยหยกเลานี้ก็เป่ายากเสียจริง ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำอย่างตั้งใจ ด้วยพยายามจะถ่ายทอดความรู้สึกและความปรารถนาที่กำลังท่วมท้นผ่านเพลงรักนกยวนยางอันเลื่องชื่อ ซึ่งบุรุษนิยมใช้เพลงรักนี้เกี้ยวพาอิสตรี
‘ช่างน่าอาย...แต่ข้าก็ยินดี เยี่ยนเยว่ฉีเ้าจงภูมิใจเถิดองค์ชายเช่นข้าไม่เคยกระทำเพื่อสตรีใดถึงเพียงนี้’
โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ กระแสกระสันจากขลุ่ยวิเศษแผ่กระจายไปอย่างเชื่องช้าจนในที่สุดเยี่ยนเยว่ฉีถูกรายล้อมเอาไว้ด้วยมนต์ตราแห่งบุรุษเพศ
ยามนี้คลื่นอารมณ์ปั่นป่วนรุนแรงถาโถมสู่กายนางพลังจากความ้าอันร้อนแรงนี้ฉุดรั้งนางให้จมดิ่งสู่ความปรารถนาของผู้บรรเลงเพลงรักโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
เยี่ยนเยว่ฉีโดนพลังปราณผสานกับอำนาจของขลุ่ยวิเศษก่อให้เกิดความรู้สึกร้อนรุ่มยากจะอธิบาย ความวาบหวามหวั่นไหวเข้าจู่โจมพาให้เรี่ยวแรงหดหายแทบจะหมดสิ้นขาเรียวงามของนางพลันอ่อนยวบ
ครั้นมู่เลี่ยงหรงสังเกตเห็นสตรีตรงหน้าเกิดอาการผิดปกติเขาจึงหยุดเป่าขลุ่ยทันทีร่างสูงปราดเข้าไปรับร่างบางสู่อ้อมแขนได้ทันท่วงที
เขาไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นเหตุใดหญิงสาวถึงได้หมดเรี่ยวแรง จึงได้แต่ประคองนางไว้ในอ้อมแขน แล้วใช้อีกมือหนึ่งลูบแก้มนวลอย่างห่วงใย
ร่างงามนุ่มนิ่มหอมกรุ่นอ่อนระทวยพิงอกแกร่งใบหน้านางแดงเรื่อจนถึงใบหู เสียงหายใจหอบกระชั้นดังชัดเจน ั์ตาฉ่ำปรือริมฝีปากสีแดงสดเผยอออกเล็กน้อยราวกับกำลังเชื้อเชิญให้เขาเข้า
ผ่านไปครู่หนึ่งนางยังคงเหมือนคนไร้สติสิ้นเรี่ยวแรงชายหนุ่มจึงตวัดแขนอุ้มร่างขึ้นแนบกาย เขาพาหญิงสาวไปยังตั่งหินแล้วนั่งลง ส่งผลให้ยามนี้เยี่ยนเยว่ฉีนั่งอยู่บนตักแกร่ง
มู่เลี่ยงหรงจดจ้องโฉมสะคราญในอ้อมแขนอย่างไม่วางตากิริยาช่างยั่วยวนชวนให้เขาตกตะลึง ต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยรู้สึกว่าคอนั้นแห้งผาก
‘นางกำลังเชิญชวนข้าอยู่อย่างนั้นหรือ’
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวยินดีอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างเต็มใจเขาก็ไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีก ความสุขุมเยือกเย็นที่เคยมีพลันสลายไปจนสิ้นในที่สุดเขาจรดริมฝีปากแนบปากอันอวบอิ่ม
ลิ้นร้อนตวัดไล้เลียกลีบปากสีกุหลาบอย่างแ่เบาจากนั้นค่อย ๆ แทรกเข้าสู่ด้านใน ครั้นปลายลิ้นทั้งสองัักันก่อให้เกิดกระแสป่วนปั่นสั่นสะท้านลิ้นร้อนกระหวัดรัดลิ้นบาง ดูดชิมความหวานอย่างลึกซึ้งเขาโหมจูบหนักหน่วงทว่าเนิบช้า ค่อย ๆ เติมเชื้อแผดเผานางให้ลุกเป็ไฟบุรุษผู้หิวกระหายดูดกลืนลมหายใจของนางแทบหมดสิ้น
“เสี่ยวเยว่...เสี่ยวเยว่ของข้า...” มู่เลี่ยงหรงพึมพำดั่งคนละเมอเขาไม่แน่ใจว่าทำไมจึงอยากเรียกขานนางเช่นนี้
แต่ก็ช่างเถิดตอนนี้เหตุผลอะไรก็ไม่สำคัญอีกแล้ว
เยี่ยนเยว่ฉีพยายามหอบหายใจเผยอริมฝีปากส่งเสียงครางหวิว ช่างยั่วยวนชวนให้บุรุษคลุ้มคลั่ง
มู่เลี่ยงหรงครางกระหึ่มในลำคอ กระแสร้อนวูบหนึ่งพลันพุ่งไปยังกลางกาย ความเป็ชายแข็งขึงดึงดัน เขาปวดหนึบกับความอึดอัดตึงแน่นที่ถูกซ่อนไว้ใต้กางเกง
แม้จะรุมร้อนด้วยเพลิงปรารถนาสักเพียงใดชายหนุ่มก็อดทนมิให้ตนเองขาดสติจนรีบร้อนหญิงสาวในอ้อมอกเสียตรงนี้
เยี่ยนเยว่ฉีรู้รสัับุรุษปนกับรสสุราจางๆ ชายผู้นี้กำลังมอมเมานางด้วยรสจูบ หัวสมองขาวโพลน ร่างกายเบาหวิวและสติล่องลอยมือทั้งสองข้างเลื่อนขึ้นโอบต้นคอแข็งแกร่งเอาไว้แน่นราวกับเกรงว่าเขาจะจากไป
กระแสรุ่มร้อนพลุ่งพล่านยากควบคุมยามนี้นางไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้ว ได้แต่เพียงปล่อยตัวปล่อยใจไปตามที่ชายหนุ่มนำพานางขยับตัวไปมาหวังจะคลายความรู้สึกวาบหวามที่กำลังทรมานร่างกายแต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อความแข็งขึงของบุรุษดุนดันสะโพกงาม
ถึงเยี่ยนเยว่ฉีจะไร้ประสบการณ์เื่ชายหญิงแต่ก็เคยได้อ่านหนังสือภาพวังวสันต์[1]มาบ้าง
ครั้งนั้นนางบังเอิญไปพบเข้าตอนไปยืมหนังสือในห้องของพี่ชายคนรองมาอ่าน จำได้ว่าตอนเห็นภาพในหนังสือครั้งแรกก็อายแทบตาย จนพี่รองเข้ามาเห็นเข้าพอดีแต่เขาก็ไม่ได้ดุว่า กลับพูดว่าให้นางศึกษาเื่ในห้องหอเอาไว้บ้างก็ดี ยามได้ร่วมหอกับบุรุษที่พึงใจจะได้ไม่ตระหนกใจนทำอันใดมิถูก
เมื่อรู้ว่าตนเองกำลังนั่งอยู่บนความเป็ชายของฉินอ๋องก็ในี่หรือคือแก่นกายของบุรุษ มันช่างใหญ่โตและร้อนจนแทบลวกผิวคิดไม่ถึงเลยว่าของจริงจะน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภาพวาดในหนังสือ
เยี่ยนเยว่ฉีได้สติขึ้นมาทันทีความใระคนอับอาย นางจึงพยายามดิ้นให้หลุดจากวงแขนที่รัดแน่น
มู่เลี่ยงหรงกัดฟันกรอดพอหญิงสาวในอ้อมกอดขยับกาย ยิ่งดิ้นสะโพกงอนงามก็ยิ่งบดเบียดกับแก่นกายของเขาชายหนุ่มส่งเสียงครางต่ำในลำคอ สตรีนางนี้ทำให้เขาแทบคลุ้มคลั่งความอดกลั้นที่มีเกือบจะพังทลาย บุรุษผู้ร้อนรุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดายแต่ยังคงโอบกอดเ้าแสนซนไว้อย่างหวงแหน
“เสี่ยวเยว่...อย่าดิ้นสิ” เขากระซิบข้างหูนางอย่างแ่เบา ซ้ำเรียกขานนางอย่างสนิทชิดเชื้อ
“ทะ...ท่านอ๋อง...ปะ...ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ” นางยังไม่ยอมหยุดดิ้น มือทั้งสองทั้งทุบทั้งผลักป่ายปัดไปทั่วเริ่มร้องโวยวายเสียงดังหวังให้เขาปล่อยตัวนางเสียที
“อยู่นิ่ง ๆไม่อย่างนั้นเราจะทนไม่ไหวแล้วนะ” มู่เลี่ยงหรงห้ามปรามด้วยเสียงอันสั่นเทาแต่มิยอมคลายอ้อมแขนแม้สักน้อย ลมหายใจร้อนเป่ากระทบใบหูนางจนแดงซ่าน
“ฮือ ๆ ปล่อยสิ ปล่อยข้า” นางยังคงดิ้นรน มือเล็กทุบลงบนอกอีกฝ่าย
“ชู่ว์...เด็กดื้อ ถ้าเ้าดิ้นอยู่แบบนี้เราจะสงบลงได้อย่างไรหรือว่าเ้าอยากให้เราหมดความอดทนแล้วจับเ้ากินเสียทั้งเนื้อทั้งตัวเดี๋ยวนี้...หือ” กล่าวจบก็จุมพิตแ่เบาบนริมฝีปากของนางทีหนึ่ง
ลมหายใจอันหนักหน่วงของท่านอ๋องทำให้เยี่ยนเยว่ฉีรู้ว่าเขากำลังข่มใจด้วยความยากเย็นนางจึงหยุดดิ้น หยดน้ำใส ๆ เริ่มเอ่อคลอบนดวงตาอับอายที่ถูกเขา่ชิงจูบแรกของนางไป
[1] หนังสือภาพวังวสันต์ เป็ตำรากามสูตรของจีนในสมัยโบราณ