ตอนที่ 113
“สี่กลีบสุดท้าย!!ใกล้แล้วสินะที่ความลับของเจ้าเด็กนี่จะปรากฏออกมา!!”เฒ่าชีเปลือย ที่เฝ้ามองมาตลอดหลายปี อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น คล้ายว่าจะตื่นเต้นยิ่งกว่าตัวของเด็กหนุ่มเสียอีกอาจเพราะ เฒ่าชีเปลือย เป็นเพียงผู้เดียวที่สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณยิ่งใหญ่บางอย่างที่แอบซ่อนไว้ภายใต้รอยสักนั่น...
แต่ทว่า... เมื่อกลีบดอกบัวสวรรค์ หลงเหลือสี่กลีบสุดท้าย มันกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นบางอย่างรอยสักดอกบัวสวรรค์พลันเบ่งบานแผ่กลีบจนสุด จากนั้นก็หมุนวนได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้เหยาซาน รู้สึกราวกับอัสนีบาตฟาดผ่าลงมายังแผ่นหลัง เกิดความเจ็บปวดในระดับที่ยากจะควบคุมสติแผดเสียงกรีดร้องออกมาอย่างหนักหน่วง
เฒ่าชีเปลือย เบิกตากว้างขึ้น ด้วยภูมิความรู้กว้างขวาง มันย่อมมองออกได้ทันที...
“บ้าน่า!! แท้จริงแล้วรอยสักดอกบัวเป็นเพียงผนึกขั้นแรกเท่านั้นงั้นหรือนี่...แรกเริ่มเดิมทีอาจารย์คนแรกของ ซุน ได้สลักดอกบัวสวรรค์ 18 กลีบ ปิดผนึกเพื่อสะกดอำนาจบางอย่างไว้ซึ่งการปลดผนึกกลีบดอกบัวในแต่ละขั้นก่อนหน้านี้เท่าที่ข้าสังเกต มันจะขึ้นอยู่สภาวะจิตใจของซุน เป็นหลัก ยิ่งก้าวข้ามขอบเขตแห่งจิตใจที่โหดร้าย กลีบดอกบัวก็จะค่อย ๆ สลายไป
ยามนี้ความโหดเหี้ยมของ ซุน ได้แตะย่างสู่ระดับที่ถึงขั้นหัวใจเย็นชาต่อการสังหารแล้วเท่ากับเป็นขอบเขตสูงสุด... ดังนั้นผนึกขั้นที่ 2 จึงเริ่มทำงาน และผนึกขั้นที่ 2 นี้มันมิใช่ผนึกระดับสามัญ มิใช่ผนึกที่เกิดจากอาจารย์ของ ซุน เป็นผู้สลักให้...
แต่มันคือผนึกที่มีมาตั้งแต่แรกกำเนิด!!”
หลังการหมุนวนที่รุนแรง ท่ามกลางเสียงเจ็บปวดมากมายของเด็กหนุ่มที่ราวกับแผ่นหลังถูกแผดเผารูปแบบของผนึกรอยสักก็เปลี่ยนแปลงไป... มันมิได้เป็นรูปลักษณ์ของดอกบัวสวรรค์ดังเดิมอีกต่อไปแล้วหากแต่มันได้กลายเป็นรอยสักของประตูทรงกลมบานหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยลวดลายอักขระโบราณแข็งแกร่งยิ่งกว่าผนึกเดิมนับร้อยนับพันเท่า!!
ชั่วพริบตานั้นเอง บังเกิดอณูแสงสีทองแผ่ล้นออกมาไร้สิ้นสุดจากประตูบานนั้นก่อรูปรวมตัวเป็นเงาร่างที่สาดประกายอำนาจสะท้านฟ้าสะเทือนดิน บรรยากาศแปรเปลี่ยนโดยพลันราวกับสวรรค์สั่นไหวพิภพโยกคลอนห้วงกาลเวลารอบด้านราวกับหยุดนิ่งไปเหนือกฎเกณฑ์ทุกสรรพสิ่ง ใบไม้หยุดการสั่นไหว สายลมหยุดการเคลื่อนตัวมีเพียงแสงสีทองส่องสว่างเหนือยิ่งกว่าดวงตะวัน...
ณ ช่วงเวลานี้ ราวกับมีเพียงแค่ เหยาซาน และ เฒ่าชีเปลือย ที่รับรู้ได้ราวกับดินแดนแห่งนี้ได้ถูกแบ่งแยก ราวกับกระแสแห่งกาลเวลานิ่งสงบ!! เงาร่างสีทองประหนึ่งมีอำนาจควบคุมสรรพสิ่งที่ไม่มีผู้ใดสามารถหลุดจากอำนาจเหล่านี้...
เหยาซาน เบิกตากว้างเผยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง... กระทั่งจิตวิญญาณของเฒ่าชีเปลือย ยังสั่นสะท้านรุนแรงไม่มีอำนาจต่อต้านใด ๆ สัมผัสได้ว่านี่เป็นพลังที่ก้าวเหนือขึ้นไปกว่าระดับของตนจนดวงตาของวิญญาณชราปรากฏความหวาดกลัวขึ้นให้เห็นเป็นครั้งแรก...
“บะ...บ้า อำนาจเหนือกฎเกณฑ์เช่นนี้ อำนาจแห่งอาณาจักรนิรันดร์ขั้นสูงสุด!!”
เงาร่างสีทอง มีความพร่ามัวที่มิอาจมองเห็นแจ่มชัดนักทว่ากลับแผ่พลานุภาพสยบใต้หล้า สั่นคลอนได้ทั้งดวงดาว ประหนึ่งว่าเพียงความนึกคิดยังสามารถลบเลือนทุกสิ่งให้เลือนหายไปจากโลกหล้า...
“จงตามหาผู้ครองกุญแจทั้ง 4 เพื่อเปิดผนึกเส้นทางแห่งอนันต์ไร้สิ้นสุด...”
เสียงที่เงาร่างสีทองกล่าวขึ้น ราวกับก้องดังวานในหูของ เหยาซานและ เฒ่าชีเปลือย เสียงนั้นราวกับสามารถทำลายฟ้าทำลายดิน แบ่งแยกสวรรค์แบ่งแยกพิภพเพียงประโยคสั้น ๆ ยังแฝงไว้ด้วยอำนาจหลายสิ่งหลายอย่างที่มิอาจจำแนก...
หลังกล่าวประโยคเดียว เงาร่างสีทองนั้นจะค่อยสลายไปอย่างช้า ๆอณูที่แตกออกมานั้น ยังหลั่งไหลกลับเข้าไปยังรอยสักประตูทรงกลม บนแผ่นหลังของเหยาซาน บ่งบอกชัดเจนว่านี่คือเศษเสี้ยวพลังอำนาจที่ถูกสะกดเอาไว้ด้านใน...
“ทะ...ท่านคือผู้ยิ่งใหญ่คนใด...” เหยาซาน กัดฟันเอ่ยถามออกไปด้วยความใคร่รู้มิเช่นนั้นคงมิอาจสงบจิตใจกับสิ่งที่บังเกิดขึ้นนี้ได้...
เงาร่างนั้นดูคล้ายจะไร้ซึ่งคำตอบ เสื่อมสลายกลายเป็นอณูอย่างรวดเร็วทว่าในอณูแสงช่วงสุดท้ายก่อนจะหลั่งไหลเข้าไปจนหมด ก็เกิดเสียงดังสะท้านสะเทือนอีกครั้งหนึ่งประโยคซึ่งมันได้ทำให้ทั้ง เหยาซาน และ เฒ่าชีเปลือย จิตใจหล่นวูบอย่างรุนแรง...
“ข้าคือ... เล้งซาน...”
พริบตานั้น ทุกอย่างพลันสลายไปจนหมดสิ้น... ไม่หลงเหลืออณูใด ๆไม่หลงเหลือคลื่นอำนาจใด ๆ สายลมเริ่มกลับมาพัดอีกครั้ง ใบไม้เกิดการพลิ้วไหวกระแสเวลาทั้งหมดกลับคืนสู่สามัญดังเดิม ประหนึ่งไม่มีเหตุการณ์ใด ๆเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้
สิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลง คือรอยสักด้านหลังยังมุมไหล่ขวา...จากรอยสักดอกบัวสวรรค์ กลายเป็นประตูทรงกลมที่มีผลึกอันทรงพลัง 4 ด้านกำกับไว้เป็นผลึกที่ เหยาซาน ไม่อาจเปิดได้ด้วยตนเองอีกแล้ว แม้แต่ เฒ่าชีเปลือยก็ไม่มีพลังมากพอจะแตะต้องมันได้...
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว มีเพียงถ้อยประโยคของเงาร่างสีทองเท่านั้นที่ก้องดังในหัวไม่อาจเลือนหายไปราวกับมันสลักลงไปในห้วงความทรงจำอันเป็นนิจนิรันดร์...
“ตามหาผู้ครอบครองกุญแจทั้ง 4 เปิดผนึกเส้นทางแห่งอนันต์ไร้สิ้นสุดงั้นหรือ?! เงาร่างเมื่อครู่อ้างตัวว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน จริงแท้แค่ไหนข้าคงไม่อาจพิจารณาเองได้...แต่หากนั่นคือเรื่องจริง สงสัยก็เพียงว่าบุคคลในตำนานที่มีอำนาจมากพอจะลบล้างดวงดาวทำไมเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของบุคคลระดับนั้น จึงมาถูกสะกดอยู่ที่แผ่นหลังข้า?
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่นะ... ข้าไม่ใช่คนที่เกิดบนดินแดนแห่งนี้ด้วยซ้ำไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับดินแดนนี้จวบจนเมื่อ 3 ปีก่อนที่ถูกส่งมาแล้วเพราะอะไรจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ได้? ทั้งหมดเมื่อครู่มันคืออะไรกัน...”เหยาซาน พึมพำกับตนเองโดยไร้คำตอบ เต็มไปด้วยความสับสนพรั่งพรู เวลานี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ถูกเรียกว่าหนทางแห่งอนันต์ไร้สิ้นสุดคือสิ่งใดกันแน่...
แต่สำหรับ เฒ่าชีเปลือย มันกลับสะท้านสะเทือนกับเหตุการณ์นี้อย่างมากรู้สึกราวกับจิตใจของตนถูกฟาดผ่าด้วยสายฟ้านับร้อยนับพันเส้น!! จนถึงตอนนี้มันยังสั่นสะท้านไม่หาย รู้สึกราวกับพบเจอบางสิ่งที่มีอำนาจสยบอันเป็นวิกฤตในรอบหลายพันปีของตนเลยก็ว่าได้...
“เส้นทางสู่อนันต์ไร้สิ้นสุดงั้นหรือ... อย่าบอกนะว่าหมายถึงหนทางสู่อาณาจักรอนันต์!! พลังแห่งผู้ครอบครองบัลลังก์สุริยะ ที่ข้าถวิลมานับหมื่นปี!!” เฒ่าชีเปลือย จิตวิญญาณสั่นไหวไม่อาจนิ่งเฉย อดไม่ได้ที่จะจดจ้องมายังเด็กหนุ่ม
แรกเริ่มเดิมที เฒ่าชีเปลือย เลือกเด็กคนนี้ก็เพราะสัมผัสได้ว่าเด็กคนนี้มีเส้นใยชะตากรรมสายหนึ่ง ที่สามารถชี้นำเส้นทางให้ตนเพื่อหลบหนีออกไปจากดินแดนแห่งจักรวาลคู่ขนานได้เท่านั้น... แต่ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะถึงขั้นมีชะตากรรมเกี่ยวพันธ์กับผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจมากมายไปกว่าตนเอง...
“ผู้ครอบครองกุญแจทั้ง 4 งั้นสินะ... หากข้าสามารถผลักดันเจ้าเด็กคนนี้จนเปิดผนึกได้สำเร็จไม่แน่ว่าข้าอาจพบหนทางกลับไปยัง สุริยะราศีมีน ทั้งยังช่วงชิงเส้นทางสู่อนันต์ไร้สิ้นสุดได้อีกด้วย!!” จิตวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย บังเกิดแสงสว่างระลอกหนึ่ง ราวกับพบเจอหนทางที่ตามหามาทั้งชีวิต
เหยาซาน ถอนหายใจหนักยาวครั้งหนึ่งแม้จะปรากฏร่องรอยแห่งความสงสัยใคร่รู้อยู่อีกมากมายทว่าก็ย่อมรู้จักแยกแยะก่อนหลัง สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่แม้จะน่าอัศจรรย์หากแต่สุดท้ายก็มิอาจทำสิ่งใดได้มากไปกว่าการสะกดกลั้นความสงสัย...
อย่างไรเสียรอยสักที่แผ่นหลังก็ติดตามมาตั้งแต่ตนยังไม่จำความด้วยซ้ำมันไม่ได้เลือนหายไปไหน แค่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของผนึกที่สะกดเท่านั้น... ส่วนเรื่องที่จะพบเจอผู้ครอบครองกุญแจทั้ง4 ตามที่เงาร่างสีทองได้บอกไว้หรือไม่ ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องของอนาคตข้างหน้า ในเมื่อยังไม่มีเบาะแสอะไรมากไปกว่านี้ถึงดิ้นรนไขว่คว้าหมอกควันก็ใช่ว่าจะเจอวัตถุ...
เหยาซาน ใช้ไสยเวทย์สะกดวิญญาณของ สู่ป๋ากุ่ย เช่นเคย สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่สูงกว่าวิญญาณอาฆาตตนอื่นๆ อยู่พอสมควร แต่ก็มิได้เหนือไปกว่า จูเยี่ย สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อบ่วงทรทัณฑ์มิต่างพี่น้องก่อนหน้า...อีกทั้ง สู่ป๋ากุ่ย ยังมีแหวนมิติล้ำค่าเสียด้วย แต่ตอนนี้ เหยาซานยังไม่มีเวลาสำรวจสิ่งของด้านใน
เหยาซาน ประคอง เฝิงน้อย ให้จิบสุราฟื้นฟูเป็นระยะ พร้อมส่งลมปราณเข้ากระตุ้นอย่างต่อเนื่องอาการของ เฝิงน้อย แม้จะดีขึ้นแต่ก็ยังห่างไกลที่จะบินได้... ดังนั้น เหยาซาน จึงต้องแบกร่างขนาดใหญ่ของเฝิงน้อย ขึ้นบนหลัง น้ำหนักของวิหคไม่ได้มากเท่าใดนัก ยังสามารถทะยานวิ่ง มุ่งหน้าลงเขา...
.....................................................
เหตุการณ์ที่เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน ได้ปรากฏขึ้นมานั้นเกิดขึ้นในกระแสเวลาที่แปลกแยกออกไป บุคคลภายนอกไม่อาจสัมผัสรับรู้ได้...
เวลานี้ทางด้านของ เป่ยเตียวหุย ได้พบเจอเข้ากับสองหญิงสาวที่กำลังหลบหนีออกมาแล้วแน่นอนว่าพวกนางจดจำ เป่ยเตียวหุย ไม่ได้ในคราแรกทว่าหลังการอธิบายจึงเข้าใจได้ทันทีว่าแท้จริงแล้ว เป่ยเตียวหุย ปลอมตัวมาเป็นสารถี เพื่อสังเกตการณ์ ทั้งสองคนจึงหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความปิติยินดี...
“มิน่าเล่า เหยาซาน ถึงให้พวกเรารีบหนีมาหาสารถี... หรือว่าเหยาซาน ทราบอยู่แล้วว่าเป็นผู้อาวุโสเป่ย...” เตียซวงซวง กล่าวขึ้น
เป่ยเตียวหุย ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
“เหยาซาน คงไม่ถึงขั้นเจาะจงตัวตนข้าได้แน่นอน ทว่าเด็กคนนั้นมีความช่างสังเกตอาจจะสัมผัสได้ว่าข้าเป็นคนของสำนักสายลมประจิม เพื่อตามมาสังเกตการณ์จริง ๆก็เป็นได้...”
ชายชรามองทอดยาวขึ้นไปยังส่วนกลางหุบเขา เมื่อเข้ามาในขอบเขตค่ายกลเดียวกันเป่ยเตียวหุย ก็สัมผัสได้ถึงการต่อสู้ระหว่าง เหยาซาน และ สู่ป๋ากุ่ย อยู่อีกไม่ใกล้แต่จะทะยานตรงไปช่วยเหลือ ก็รู้สึกเป็นห่วงหญิงสาวทั้งสองคน จึงตัดสินใจค่อย ๆเดินทางไปพร้อมกัน...
ทว่า จู่ ๆ เป่ยเตียวหุย ก็ต้องเบิกตากว้างขึ้น เพ่งสายตาที่สาดประกายความรุนแรงตรงไปยังยอดเขา รู้สึกได้ถึงไอทมิฬสังหารที่น่าสะพรึงของยอดฝีมือ อีกทั้งยังเป็นถึงระดับชนชั้นราชันย์ลมปราณสีส้มขั้นกลางเช่นเดียวกับตนเสียด้วย...
“หยุดก่อน!!” เป่ยเตียวหุยเค้นเสียงต่ำ ยกมือห้ามมิให้สองหญิงสาวเคลื่อนไหวต่อไป... เมื่อเหลือบมองไปยังเนินหินใหญ่แห่งหนึ่งก็ดึงเอาเสาโลหะความยาวเทียบกระบี่ ที่สลักลวดลายมากมายขึ้นมา 3 ชิ้น สะบัดมือออกไปเพียงครั้งเสาทั้ง 3 ก็ปักลงที่พื้น ก่อเกิดขอบข่ายพลังป้องกันบางอย่างขึ้นในฉับพลัน มีรูปทรงฐานสามเหลี่ยมมีปลายยอดแหลมดังปิรามิด
“พวกเจ้าสองคน... เข้าไปหลบอยู่ภายในขอบข่ายอักขระสามเสาปราการศัตรูแข็งแกร่งเกินกว่าที่พวกเจ้าจะออกมาเพ่นพ่านบนเขาหมิงซาน เพียงเศษเสี้ยวพลังอันน้อยนิดเกรงว่าพวกเจ้าจะมิอาจทนรับได้...
พวกเจ้าทั้งสองต้องรอข้าอยู่ที่นี่จนกว่าข้าจะกลับ... หรือหาก เหยาซานกลับออกมาก่อนข้า ก็จงพากันรีบหนีไปให้ไกลที่สุด ไม่ต้องเป็นห่วงข้า!!” ใบหน้าของ เป่ยเตียวหุย เคร่งขรึมจริงจัง หากตนเองเผชิญหน้าเพียงลำพังก็ไม่อาจนับเป็นอย่างไรแต่หากต้องปกป้องพวกนางด้วย เกรงว่าจะอันตรายเกินไป...
ทั้งสองเผยแววตาที่หวาดหวั่น แต่ก็ปฏิบัติตามโดยดี...
เป่ยเตียวหุย สะบัดร่างอีกครั้งพุ่งไปยังยอดเขาดุจลำแสงสีเขียว...เพ่งมองไปยังทิศทางที่ เหยาซาน อยู่ครั้งหนึ่ง มองเห็นกระแสพลังของศัตรูชนชั้นลมปราณสีเขียวสายกำลังมุ่งหน้าไปหาเหยาซาน เช่นกัน... แต่ เป่ยเตียวหุย ก็ต้องกัดขบฟันไม่อาจเปลี่ยนทิศทางเข้าไปช่วยเหลือได้เพราะศัตรูตรงหน้าอันตรายมากยิ่งกว่าหลายเท่า!!
“เหยาซาน... ถึงเวลาที่เจ้าต้องแสดงศักยภาพ ศิษย์ผู้ทรงเกียรติแห่งสำนักเราออกมาจริง ๆ แล้ว...”
เป่ยเตียวหุย ระเบิดไอสังหารออกมาอย่างรุนแรงรู้ดีว่าคู่ต่อสู้มิใช่ระดับธรรมดาเช่นกัน...ไม่นานก็ปรากฏที่เขตยอดเขาอันเต็มไปด้วยหมอกไอแห่งความตายที่แผ่ล้น ท่ามกลางหมอกไอเหล่านั้นก็ปรากฏเงาร่างพร่าเลือนของชายชราสวมหน้ากากอสูรสีขาว...
เป่ยเตียวหุย หรี่ตาแคบลงพร้อมกับเส้นโลหิตที่ปูดบวม ยุทธภพนั้นก็เหมือนภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งเมื่อพลังฝีมือก้าวขึ้นมาบนยอดปลายที่สูงชันเรื่อย ๆ หนทางก็ยิ่งคับแคบลงเรื่อย ๆเช่นกัน ดังนั้นบรรดายอดฝีมือระดับสูงของยุทธภพ ต่างก็พอจะทราบเรื่องราวของยอดฝีมือระดับสูงคนอื่นๆ เฉกเช่นเดียวกัน...
หน้ากากอสูรสีขาวนั้น เป็นสิ่งที่ใช้บ่งบอกสถานะของศัตรูได้เป็นอย่างดี...
“หน้ากากอสูรขาว... สัญลักษณ์ของหนึ่งในสิบแกนนำ กลุ่มมังกรทอง!!”
ชายชราภายใต้หน้ากาก หัวเราะเสียงเย็น...
“เป่ยเตียวหุย แห่งสำนักสายลมประจิม...”
................................................