อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 113 ข้าคือ...เล้งซาน

    ตอนที่ 113


    “สี่กลีบสุดท้าย!!ใกล้แล้วสินะที่ความลับของเจ้าเด็กนี่จะปรากฏออกมา!!”เฒ่าชีเปลือย ที่เฝ้ามองมาตลอดหลายปี อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น คล้ายว่าจะตื่นเต้นยิ่งกว่าตัวของเด็กหนุ่มเสียอีกอาจเพราะ เฒ่าชีเปลือย เป็นเพียงผู้เดียวที่สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณยิ่งใหญ่บางอย่างที่แอบซ่อนไว้ภายใต้รอยสักนั่น...

     

    แต่ทว่า... เมื่อกลีบดอกบัวสวรรค์ หลงเหลือสี่กลีบสุดท้าย มันกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นบางอย่างรอยสักดอกบัวสวรรค์พลันเบ่งบานแผ่กลีบจนสุด จากนั้นก็หมุนวนได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้เหยาซาน รู้สึกราวกับอัสนีบาตฟาดผ่าลงมายังแผ่นหลัง เกิดความเจ็บปวดในระดับที่ยากจะควบคุมสติแผดเสียงกรีดร้องออกมาอย่างหนักหน่วง

     

    เฒ่าชีเปลือย เบิกตากว้างขึ้น ด้วยภูมิความรู้กว้างขวาง มันย่อมมองออกได้ทันที...

    “บ้าน่า!! แท้จริงแล้วรอยสักดอกบัวเป็นเพียงผนึกขั้นแรกเท่านั้นงั้นหรือนี่...แรกเริ่มเดิมทีอาจารย์คนแรกของ ซุน ได้สลักดอกบัวสวรรค์ 18 กลีบ ปิดผนึกเพื่อสะกดอำนาจบางอย่างไว้ซึ่งการปลดผนึกกลีบดอกบัวในแต่ละขั้นก่อนหน้านี้เท่าที่ข้าสังเกต มันจะขึ้นอยู่สภาวะจิตใจของซุน เป็นหลัก ยิ่งก้าวข้ามขอบเขตแห่งจิตใจที่โหดร้าย กลีบดอกบัวก็จะค่อย ๆ สลายไป

     

    ยามนี้ความโหดเหี้ยมของ ซุน ได้แตะย่างสู่ระดับที่ถึงขั้นหัวใจเย็นชาต่อการสังหารแล้วเท่ากับเป็นขอบเขตสูงสุด... ดังนั้นผนึกขั้นที่ 2 จึงเริ่มทำงาน และผนึกขั้นที่ 2 นี้มันมิใช่ผนึกระดับสามัญ มิใช่ผนึกที่เกิดจากอาจารย์ของ ซุน เป็นผู้สลักให้...

     

    แต่มันคือผนึกที่มีมาตั้งแต่แรกกำเนิด!!”

     

    หลังการหมุนวนที่รุนแรง ท่ามกลางเสียงเจ็บปวดมากมายของเด็กหนุ่มที่ราวกับแผ่นหลังถูกแผดเผารูปแบบของผนึกรอยสักก็เปลี่ยนแปลงไป... มันมิได้เป็นรูปลักษณ์ของดอกบัวสวรรค์ดังเดิมอีกต่อไปแล้วหากแต่มันได้กลายเป็นรอยสักของประตูทรงกลมบานหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยลวดลายอักขระโบราณแข็งแกร่งยิ่งกว่าผนึกเดิมนับร้อยนับพันเท่า!!

     

    ชั่วพริบตานั้นเอง บังเกิดอณูแสงสีทองแผ่ล้นออกมาไร้สิ้นสุดจากประตูบานนั้นก่อรูปรวมตัวเป็นเงาร่างที่สาดประกายอำนาจสะท้านฟ้าสะเทือนดิน บรรยากาศแปรเปลี่ยนโดยพลันราวกับสวรรค์สั่นไหวพิภพโยกคลอนห้วงกาลเวลารอบด้านราวกับหยุดนิ่งไปเหนือกฎเกณฑ์ทุกสรรพสิ่ง ใบไม้หยุดการสั่นไหว สายลมหยุดการเคลื่อนตัวมีเพียงแสงสีทองส่องสว่างเหนือยิ่งกว่าดวงตะวัน...

     

    ณ ช่วงเวลานี้ ราวกับมีเพียงแค่ เหยาซาน และ เฒ่าชีเปลือย ที่รับรู้ได้ราวกับดินแดนแห่งนี้ได้ถูกแบ่งแยก ราวกับกระแสแห่งกาลเวลานิ่งสงบ!! เงาร่างสีทองประหนึ่งมีอำนาจควบคุมสรรพสิ่งที่ไม่มีผู้ใดสามารถหลุดจากอำนาจเหล่านี้...

     

    เหยาซาน เบิกตากว้างเผยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง... กระทั่งจิตวิญญาณของเฒ่าชีเปลือย ยังสั่นสะท้านรุนแรงไม่มีอำนาจต่อต้านใด ๆ สัมผัสได้ว่านี่เป็นพลังที่ก้าวเหนือขึ้นไปกว่าระดับของตนจนดวงตาของวิญญาณชราปรากฏความหวาดกลัวขึ้นให้เห็นเป็นครั้งแรก...

     

    “บะ...บ้า อำนาจเหนือกฎเกณฑ์เช่นนี้ อำนาจแห่งอาณาจักรนิรันดร์ขั้นสูงสุด!!”

     

    เงาร่างสีทอง มีความพร่ามัวที่มิอาจมองเห็นแจ่มชัดนักทว่ากลับแผ่พลานุภาพสยบใต้หล้า สั่นคลอนได้ทั้งดวงดาว ประหนึ่งว่าเพียงความนึกคิดยังสามารถลบเลือนทุกสิ่งให้เลือนหายไปจากโลกหล้า...

     

    “จงตามหาผู้ครองกุญแจทั้ง 4 เพื่อเปิดผนึกเส้นทางแห่งอนันต์ไร้สิ้นสุด...”

     

    เสียงที่เงาร่างสีทองกล่าวขึ้น ราวกับก้องดังวานในหูของ เหยาซานและ เฒ่าชีเปลือย เสียงนั้นราวกับสามารถทำลายฟ้าทำลายดิน แบ่งแยกสวรรค์แบ่งแยกพิภพเพียงประโยคสั้น ๆ ยังแฝงไว้ด้วยอำนาจหลายสิ่งหลายอย่างที่มิอาจจำแนก...

     

    หลังกล่าวประโยคเดียว เงาร่างสีทองนั้นจะค่อยสลายไปอย่างช้า ๆอณูที่แตกออกมานั้น ยังหลั่งไหลกลับเข้าไปยังรอยสักประตูทรงกลม บนแผ่นหลังของเหยาซาน บ่งบอกชัดเจนว่านี่คือเศษเสี้ยวพลังอำนาจที่ถูกสะกดเอาไว้ด้านใน...

     

    “ทะ...ท่านคือผู้ยิ่งใหญ่คนใด...” เหยาซาน กัดฟันเอ่ยถามออกไปด้วยความใคร่รู้มิเช่นนั้นคงมิอาจสงบจิตใจกับสิ่งที่บังเกิดขึ้นนี้ได้...

     

    เงาร่างนั้นดูคล้ายจะไร้ซึ่งคำตอบ เสื่อมสลายกลายเป็นอณูอย่างรวดเร็วทว่าในอณูแสงช่วงสุดท้ายก่อนจะหลั่งไหลเข้าไปจนหมด ก็เกิดเสียงดังสะท้านสะเทือนอีกครั้งหนึ่งประโยคซึ่งมันได้ทำให้ทั้ง เหยาซาน และ เฒ่าชีเปลือย จิตใจหล่นวูบอย่างรุนแรง...

     

    “ข้าคือ... เล้งซาน...”

     

    พริบตานั้น ทุกอย่างพลันสลายไปจนหมดสิ้น... ไม่หลงเหลืออณูใด ๆไม่หลงเหลือคลื่นอำนาจใด ๆ สายลมเริ่มกลับมาพัดอีกครั้ง ใบไม้เกิดการพลิ้วไหวกระแสเวลาทั้งหมดกลับคืนสู่สามัญดังเดิม ประหนึ่งไม่มีเหตุการณ์ใด ๆเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้

     

    สิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลง คือรอยสักด้านหลังยังมุมไหล่ขวา...จากรอยสักดอกบัวสวรรค์ กลายเป็นประตูทรงกลมที่มีผลึกอันทรงพลัง 4 ด้านกำกับไว้เป็นผลึกที่ เหยาซาน ไม่อาจเปิดได้ด้วยตนเองอีกแล้ว แม้แต่ เฒ่าชีเปลือยก็ไม่มีพลังมากพอจะแตะต้องมันได้...

     

    ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว มีเพียงถ้อยประโยคของเงาร่างสีทองเท่านั้นที่ก้องดังในหัวไม่อาจเลือนหายไปราวกับมันสลักลงไปในห้วงความทรงจำอันเป็นนิจนิรันดร์...

     

    “ตามหาผู้ครอบครองกุญแจทั้ง 4 เปิดผนึกเส้นทางแห่งอนันต์ไร้สิ้นสุดงั้นหรือ?! เงาร่างเมื่อครู่อ้างตัวว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน จริงแท้แค่ไหนข้าคงไม่อาจพิจารณาเองได้...แต่หากนั่นคือเรื่องจริง สงสัยก็เพียงว่าบุคคลในตำนานที่มีอำนาจมากพอจะลบล้างดวงดาวทำไมเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของบุคคลระดับนั้น จึงมาถูกสะกดอยู่ที่แผ่นหลังข้า?

     

    นี่มันเรื่องอะไรกันแน่นะ... ข้าไม่ใช่คนที่เกิดบนดินแดนแห่งนี้ด้วยซ้ำไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับดินแดนนี้จวบจนเมื่อ 3 ปีก่อนที่ถูกส่งมาแล้วเพราะอะไรจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ได้? ทั้งหมดเมื่อครู่มันคืออะไรกัน...”เหยาซาน พึมพำกับตนเองโดยไร้คำตอบ เต็มไปด้วยความสับสนพรั่งพรู เวลานี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ถูกเรียกว่าหนทางแห่งอนันต์ไร้สิ้นสุดคือสิ่งใดกันแน่...

     

    แต่สำหรับ เฒ่าชีเปลือย มันกลับสะท้านสะเทือนกับเหตุการณ์นี้อย่างมากรู้สึกราวกับจิตใจของตนถูกฟาดผ่าด้วยสายฟ้านับร้อยนับพันเส้น!! จนถึงตอนนี้มันยังสั่นสะท้านไม่หาย รู้สึกราวกับพบเจอบางสิ่งที่มีอำนาจสยบอันเป็นวิกฤตในรอบหลายพันปีของตนเลยก็ว่าได้...

     

    “เส้นทางสู่อนันต์ไร้สิ้นสุดงั้นหรือ... อย่าบอกนะว่าหมายถึงหนทางสู่อาณาจักรอนันต์!! พลังแห่งผู้ครอบครองบัลลังก์สุริยะ ที่ข้าถวิลมานับหมื่นปี!!” เฒ่าชีเปลือย จิตวิญญาณสั่นไหวไม่อาจนิ่งเฉย อดไม่ได้ที่จะจดจ้องมายังเด็กหนุ่ม

     

    แรกเริ่มเดิมที เฒ่าชีเปลือย เลือกเด็กคนนี้ก็เพราะสัมผัสได้ว่าเด็กคนนี้มีเส้นใยชะตากรรมสายหนึ่ง ที่สามารถชี้นำเส้นทางให้ตนเพื่อหลบหนีออกไปจากดินแดนแห่งจักรวาลคู่ขนานได้เท่านั้น... แต่ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะถึงขั้นมีชะตากรรมเกี่ยวพันธ์กับผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจมากมายไปกว่าตนเอง...

     

    “ผู้ครอบครองกุญแจทั้ง 4 งั้นสินะ... หากข้าสามารถผลักดันเจ้าเด็กคนนี้จนเปิดผนึกได้สำเร็จไม่แน่ว่าข้าอาจพบหนทางกลับไปยัง สุริยะราศีมีน ทั้งยังช่วงชิงเส้นทางสู่อนันต์ไร้สิ้นสุดได้อีกด้วย!!” จิตวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย บังเกิดแสงสว่างระลอกหนึ่ง ราวกับพบเจอหนทางที่ตามหามาทั้งชีวิต

     

    เหยาซาน ถอนหายใจหนักยาวครั้งหนึ่งแม้จะปรากฏร่องรอยแห่งความสงสัยใคร่รู้อยู่อีกมากมายทว่าก็ย่อมรู้จักแยกแยะก่อนหลัง สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่แม้จะน่าอัศจรรย์หากแต่สุดท้ายก็มิอาจทำสิ่งใดได้มากไปกว่าการสะกดกลั้นความสงสัย...

     

    อย่างไรเสียรอยสักที่แผ่นหลังก็ติดตามมาตั้งแต่ตนยังไม่จำความด้วยซ้ำมันไม่ได้เลือนหายไปไหน แค่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของผนึกที่สะกดเท่านั้น... ส่วนเรื่องที่จะพบเจอผู้ครอบครองกุญแจทั้ง4 ตามที่เงาร่างสีทองได้บอกไว้หรือไม่ ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องของอนาคตข้างหน้า ในเมื่อยังไม่มีเบาะแสอะไรมากไปกว่านี้ถึงดิ้นรนไขว่คว้าหมอกควันก็ใช่ว่าจะเจอวัตถุ...

     

    เหยาซาน ใช้ไสยเวทย์สะกดวิญญาณของ สู่ป๋ากุ่ย เช่นเคย สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่สูงกว่าวิญญาณอาฆาตตนอื่นๆ อยู่พอสมควร แต่ก็มิได้เหนือไปกว่า จูเยี่ย สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อบ่วงทรทัณฑ์มิต่างพี่น้องก่อนหน้า...อีกทั้ง สู่ป๋ากุ่ย ยังมีแหวนมิติล้ำค่าเสียด้วย แต่ตอนนี้ เหยาซานยังไม่มีเวลาสำรวจสิ่งของด้านใน

     

    เหยาซาน ประคอง เฝิงน้อย ให้จิบสุราฟื้นฟูเป็นระยะ พร้อมส่งลมปราณเข้ากระตุ้นอย่างต่อเนื่องอาการของ เฝิงน้อย แม้จะดีขึ้นแต่ก็ยังห่างไกลที่จะบินได้... ดังนั้น เหยาซาน จึงต้องแบกร่างขนาดใหญ่ของเฝิงน้อย ขึ้นบนหลัง น้ำหนักของวิหคไม่ได้มากเท่าใดนัก ยังสามารถทะยานวิ่ง มุ่งหน้าลงเขา...

     

    .....................................................

     

    เหตุการณ์ที่เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน ได้ปรากฏขึ้นมานั้นเกิดขึ้นในกระแสเวลาที่แปลกแยกออกไป บุคคลภายนอกไม่อาจสัมผัสรับรู้ได้...

     

    เวลานี้ทางด้านของ เป่ยเตียวหุย ได้พบเจอเข้ากับสองหญิงสาวที่กำลังหลบหนีออกมาแล้วแน่นอนว่าพวกนางจดจำ เป่ยเตียวหุย ไม่ได้ในคราแรกทว่าหลังการอธิบายจึงเข้าใจได้ทันทีว่าแท้จริงแล้ว เป่ยเตียวหุย ปลอมตัวมาเป็นสารถี เพื่อสังเกตการณ์ ทั้งสองคนจึงหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความปิติยินดี...

     

    “มิน่าเล่า เหยาซาน ถึงให้พวกเรารีบหนีมาหาสารถี... หรือว่าเหยาซาน ทราบอยู่แล้วว่าเป็นผู้อาวุโสเป่ย...” เตียซวงซวง กล่าวขึ้น

     

    เป่ยเตียวหุย ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ

    “เหยาซาน คงไม่ถึงขั้นเจาะจงตัวตนข้าได้แน่นอน ทว่าเด็กคนนั้นมีความช่างสังเกตอาจจะสัมผัสได้ว่าข้าเป็นคนของสำนักสายลมประจิม เพื่อตามมาสังเกตการณ์จริง ๆก็เป็นได้...”

     

    ชายชรามองทอดยาวขึ้นไปยังส่วนกลางหุบเขา เมื่อเข้ามาในขอบเขตค่ายกลเดียวกันเป่ยเตียวหุย ก็สัมผัสได้ถึงการต่อสู้ระหว่าง เหยาซาน และ สู่ป๋ากุ่ย อยู่อีกไม่ใกล้แต่จะทะยานตรงไปช่วยเหลือ ก็รู้สึกเป็นห่วงหญิงสาวทั้งสองคน จึงตัดสินใจค่อย ๆเดินทางไปพร้อมกัน...

     

    ทว่า จู่ ๆ เป่ยเตียวหุย ก็ต้องเบิกตากว้างขึ้น เพ่งสายตาที่สาดประกายความรุนแรงตรงไปยังยอดเขา รู้สึกได้ถึงไอทมิฬสังหารที่น่าสะพรึงของยอดฝีมือ อีกทั้งยังเป็นถึงระดับชนชั้นราชันย์ลมปราณสีส้มขั้นกลางเช่นเดียวกับตนเสียด้วย...

     

    “หยุดก่อน!!” เป่ยเตียวหุยเค้นเสียงต่ำ ยกมือห้ามมิให้สองหญิงสาวเคลื่อนไหวต่อไป... เมื่อเหลือบมองไปยังเนินหินใหญ่แห่งหนึ่งก็ดึงเอาเสาโลหะความยาวเทียบกระบี่ ที่สลักลวดลายมากมายขึ้นมา 3 ชิ้น สะบัดมือออกไปเพียงครั้งเสาทั้ง 3 ก็ปักลงที่พื้น ก่อเกิดขอบข่ายพลังป้องกันบางอย่างขึ้นในฉับพลัน มีรูปทรงฐานสามเหลี่ยมมีปลายยอดแหลมดังปิรามิด

     

    “พวกเจ้าสองคน... เข้าไปหลบอยู่ภายในขอบข่ายอักขระสามเสาปราการศัตรูแข็งแกร่งเกินกว่าที่พวกเจ้าจะออกมาเพ่นพ่านบนเขาหมิงซาน เพียงเศษเสี้ยวพลังอันน้อยนิดเกรงว่าพวกเจ้าจะมิอาจทนรับได้...

     

    พวกเจ้าทั้งสองต้องรอข้าอยู่ที่นี่จนกว่าข้าจะกลับ... หรือหาก เหยาซานกลับออกมาก่อนข้า ก็จงพากันรีบหนีไปให้ไกลที่สุด ไม่ต้องเป็นห่วงข้า!!” ใบหน้าของ เป่ยเตียวหุย เคร่งขรึมจริงจัง หากตนเองเผชิญหน้าเพียงลำพังก็ไม่อาจนับเป็นอย่างไรแต่หากต้องปกป้องพวกนางด้วย เกรงว่าจะอันตรายเกินไป...

     

    ทั้งสองเผยแววตาที่หวาดหวั่น แต่ก็ปฏิบัติตามโดยดี...

     

    เป่ยเตียวหุย สะบัดร่างอีกครั้งพุ่งไปยังยอดเขาดุจลำแสงสีเขียว...เพ่งมองไปยังทิศทางที่ เหยาซาน อยู่ครั้งหนึ่ง มองเห็นกระแสพลังของศัตรูชนชั้นลมปราณสีเขียวสายกำลังมุ่งหน้าไปหาเหยาซาน เช่นกัน... แต่ เป่ยเตียวหุย ก็ต้องกัดขบฟันไม่อาจเปลี่ยนทิศทางเข้าไปช่วยเหลือได้เพราะศัตรูตรงหน้าอันตรายมากยิ่งกว่าหลายเท่า!!

     

    “เหยาซาน... ถึงเวลาที่เจ้าต้องแสดงศักยภาพ ศิษย์ผู้ทรงเกียรติแห่งสำนักเราออกมาจริง ๆ แล้ว...”

     

    เป่ยเตียวหุย ระเบิดไอสังหารออกมาอย่างรุนแรงรู้ดีว่าคู่ต่อสู้มิใช่ระดับธรรมดาเช่นกัน...ไม่นานก็ปรากฏที่เขตยอดเขาอันเต็มไปด้วยหมอกไอแห่งความตายที่แผ่ล้น ท่ามกลางหมอกไอเหล่านั้นก็ปรากฏเงาร่างพร่าเลือนของชายชราสวมหน้ากากอสูรสีขาว...

     

    เป่ยเตียวหุย หรี่ตาแคบลงพร้อมกับเส้นโลหิตที่ปูดบวม ยุทธภพนั้นก็เหมือนภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งเมื่อพลังฝีมือก้าวขึ้นมาบนยอดปลายที่สูงชันเรื่อย ๆ หนทางก็ยิ่งคับแคบลงเรื่อย ๆเช่นกัน ดังนั้นบรรดายอดฝีมือระดับสูงของยุทธภพ ต่างก็พอจะทราบเรื่องราวของยอดฝีมือระดับสูงคนอื่นๆ เฉกเช่นเดียวกัน...

     

    หน้ากากอสูรสีขาวนั้น เป็นสิ่งที่ใช้บ่งบอกสถานะของศัตรูได้เป็นอย่างดี...

    “หน้ากากอสูรขาว... สัญลักษณ์ของหนึ่งในสิบแกนนำ กลุ่มมังกรทอง!!”

     

    ชายชราภายใต้หน้ากาก หัวเราะเสียงเย็น...

    “เป่ยเตียวหุย แห่งสำนักสายลมประจิม...”

     

    ................................................

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.44M 2988
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.21M 3107
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.77M 4643
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367