ตอนที่85 เข้าช่วยเหลือ
ไอ้เสียม!
ไอ้มนต์!
แค่การโจมตีครั้งเดียวของยักษ์ตนนี้ทหารสองนายที่อยู่แนวหน้าได้ถูกซัดจนร่างรอยกระเด็นออกไปด้านข้างเลยทีเดียวแถมทหารสองนายที่ถูกซัดกระเด็นออกไปยังตายคาที่ด้วย นอกจากทหารสองนายนี้แล้วทหารแนวหน้าอีกสองคนก็ยังได้รับบาดเจ็บอย่างหนักด้วยเช่นกัน......
“ไอ้สารเลวเอ้ย! วันนี้จักต้องฆ่ามึงให้ได้ ไอ้ยักษ์ชั่ว!”
เมื่อนายกองเห็นทหารในสังกัดของตนถูกฆ่าไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้เขาก็ถึงกับสติหลุดและไม่อาจที่จะสงบใจได้อีกแม้จะรู้อยู่แล้วว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะต้องมีคนบาดเจ็บหรือล้มตายแต่มันก็ไม่อาจที่จะควบคุมอารมณ์ได้เมื่อเจอกับสถานการณ์จริง........
“ท่านนายกอง! ท่านรีบหนีไปเร็ว พวกข้าจักยื้อเวลาเอาไว้ให้เอง”
ใช่!
“รีบหนีไปเถิดท่านนายกอง ถ้าท่านรอดไปได้ ช่วยดูแลครอบครัวของพวกเราด้วย”
ทหารที่เหลือรู้แล้วว่าพวกตนไม่รอดแน่ดังนั้น พวกเขาจึงร่วมใจกันขอให้นายกองของพวกเราหนีไปและช่วยดูแลครอบครัวของพวกเขาหลังจากนี้เพราะพวกเขารู้ดีว่านายกองจะไม่ทอดทิ้งครอบครัวของพวกเขาอย่างแน่นอน......
ไม่!
“ถ้าจักตายก็ต้องตายด้วยกัน พวกเอ็งเห็นข้าเป็นคนเช่นใดกันวะ? คิดว่าข้าจักเป็นพวกหันหลังหนีแลปล่อยให้ลูกน้องตัวเองต้องตายเยี่ยงนั้นรึ?ข้ามิใช่คนเยี่ยงนั้นดอกโว้ย!”
นายกองรู้ดีว่าลูกน้องของเขาต้องการอะไรแต่ถ้าเขาหนีกลับไปคนเดียว เขาเองก็อาจจะถูกลงโทษในข้อหาหนีทัพได้และเมื่อถึงเวลานั้น อย่าว่าแต่จะช่วยครอบครัวของลูกน้องเลยแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่ ดังนั้น สู้เขาตายอยู่ที่นี่กับลูกน้องจะดีกว่า......
ท่านนายกอง!
“ช่างเป็นหัวหน้าที่หนักแน่นและจิตใจดีงามอะไรเยี่ยงนี้สมแล้วที่เป็นชายชาติทหาร เยี่ยงนั้นให้ข้าได้ช่วยพวกท่านก็แล้วกัน!”
หือ?
ในขณะนั้นเองเสียงพูดที่ฟังดูไม่คุ้นเคยสำหรับใครเลยในสนามต่อสู้นี้ก็ดังขึ้นและเมื่อทุกคนหันไปมองยังที่มาของเสียงพวกเขาก็พบว่าคนที่พูดนั้นคือเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนต้นไม้แบบสบายๆราวกับว่าเหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเขาเลยอย่างนั้นแหละ......
เด็กรึ?
“ทำไมถึงมีเด็กอยู่ที่? แล้วเมื่อครู่นี้ไอ้เด็กนี่มันพูดว่ากระไรนะ?”
“มนุษย์เด็กรึ? อ้า!ช้าละชอบกินเนื้อมนุษย์เด็กยิ่งนัก ทั้งรสชาติดีแถมยังให้พลังงานเยอะด้วย”
ซึ่งเด็กหนุ่มที่ว่านี้ก็คือกล้วยนั่นเองการปรากฏตัวของเขานั้นทำให้ทุกคนตกใจไม่น้อยเลยแต่มันก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศในการต่อสู้ในตอนนี้เปลี่ยนไปเลยสักนิด กลับกันมันกลับเพิ่มความตึงเครียดให้กับพวกทหารที่กำลังสู้อยู่มากกว่าเพราะพวกเขาเป็นทหาร ไหนเลยจะปล่อยให้เด็กคนหนึ่งเป็นอันตรายได้แต่สำหรับยักษ์แล้ว มันมองกล้วยเป็นเพียงแค่อาหารที่หอมหวานเท่านั้น.....
พึ่บ!!
“อยากจักกินข้าเยี่ยงนั้นรึ? ลองถามหมัดของข้าหน่อยจักเป็นไรไป!”
หือ?
เร็วมาก!
[วิชาหมัดสามยอด]
ตุบ!ตุบ! ตุบ!!
ครืดดดดดดดดด!!
อ๊าก!!!
เพราะความประมาทของยักษ์ตนนี้ที่คิดว่ากล้วยเป็นเพียงแค่อาหารและคิดว่ากล้วยไม่ได้มีพิษมีภัยใดๆมันจึงไม่ได้คิดถึงการที่กล้วยจะโจมตีมันและเมื่อกล้วยพุ่งตัวเข้ามาหามันด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการพร้อมกับซัดหมัดสามครั้งออกมาในชั่วพริบตา มันจึงถูกหมัดของกล้วยซัดเข้าที่หน้าอย่างจังถึงสามครั้งจนทำให้ใบหน้าของมันแดงและมีลอยเขียวช้ำขึ้นมาให้เห็นเลย.....
ไอ้เด็กเปรต!!
“อย่าพึ่งใจร้อนสิ ข้ายังมิได้เหงื่อเลย!”
[วิชามวยสี่บัญญัติ รูปแบบที่หนึ่ง หมัดสะกดศัตรู]
วืดดดดดดดดดด!!
ปัง!!
กร๊อบ!!
อ๊าก!!
[วิชามวยสี่บัญญัติ รูปแบบที่สาม บาทากวาดลาน]
ฟุ่บ!!
ตุบ!!
โอ้ย!!
[วิชามวยสี่บัญญัติ รูปแบบที่สี่ เข่าพิชิตชัย]
ปั๊ก!!อั๊ก!!!!
ตึ้ง!!
เพียงแค่การโจมตีประสานสามกระบวนท่าที่กล้วยใช้ออกไปยักษ์เขียวตนนี้ก็ถึงกับหมดสภาพไปเลย ด้วยท่าแรกที่ใช้ออกคือหมัดสะกดศัตรูที่ทำให้ศัตรูอยู่ในอาการมึนงง จากนั้นก็ต่อด้วยท่าที่สอง บาทากวาดลานซึ่งท่านี้จะทำให้ศัตรูล้มลงไปนั่งที่พื้นในขณะที่ยังมึนงงอยู่ และปิดจบด้วยท่าสุดท้ายคือท่าเข่าพิชิตชัย โดยการแทงเข่าเข้าไปที่ใบหน้าของศัตรูอย่างหนักหน่วง....
แค่สามกระบวนท่านี้ก็มากพอที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้จนหมดสภาพได้ไม่ยากแล้วต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นยักษ์ร่างใหญ่ที่มีพละกำลังวังชาเยอะก็ตามถ้าต้องถูกโจมตีเข้าจุดสำคัญๆ ก็ไม่มีทางรอดอยู่ดี.....
ชะ.....ชนะแล้ว?
“อ้ายเด็กหนุ่มนั่นจัดการยักษ์ตนนั้นได้แล้ว?”
“เรื่องจริงเยี่ยงนั้นรึ? นี่ข้ามิได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่?”
เมื่อทหารที่เหลือเห็นกล้วยล้มยักษ์เขียวที่พวกเขาคิดว่าจะถูกมันฆ่าลงได้ทุกคนก็ตกอยู่ในอาการตกใจและทำอะไรไม่ถูกในทันที แม้แต่นายกองเองก็ยังพูดไม่ออกทำได้แต่ยืนอ้าปากค้างจ้องมองดูกล้วยสลับไปมากับยักษ์เขียวร่างใหญ่ที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นเท่านั้น......
“ยักษ์ตนนี้ยังมิตาย พวกท่านจักยืนอยู่เฉยมิทำการอันใดเลยกระนั้นรึ?”
อ้า!
“ให้ข้าจัดการมันเอง!”
เมื่อนายกองได้ยินเสียงกล่าวของกล้วยเขาก็ได้สติกลับมาในทันที ก่อนที่จะกำดาบในมือของตัวเองให้แน่นขึ้นและเดินตรงไปที่ร่างของยักษ์เขียวที่อยู่ข้างๆ กล้วยจากนั้นก็ลงดาบแทงไปที่หัวใจของมันอย่างจังซึ่งดาบของเขาสามารถแทงผ่านเนื้อหนังอันแข็งแกร่งของยักษ์ตนนี้ไปได้ง่ายๆ ราวกับตัดเนยเลยนั่นก็เพราะว่าดาบของเขาลงอาคมปราบยักษ์เอาไว้......
“ข้าขอขอบน้ำใจเอ็งมากเลยน้องชายที่เข้ามาช่วยพวกข้าเอาไว้พวกข้ามิรู้ว่าจักตอบแทนน้ำใจของเอ็งเยี่ยงไรดีถ้าเอ็งมีการอันใดที่อยากจักให้พวกข้าช่วย เอ็งก็ว่ามาได้เลย”
นายกองหันกลับมาพูดกับกล้วยทันหลังจากที่เขาสังหารยักษ์ตนนี้และเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณของมันเอาไว้ในขวดดินเผาที่มีผ้ายันต์ปิดปากขวดไว้แล้วซึ่งเขารู้สึกขอบคุณกล้วยมากที่กล้วยเข้ามาช่วยพวกเขาเอาไว้แถมยังให้เขาเป็นคนฆ่ายักษ์ตนนี้กับมือด้วย.....
“พวกท่านมิต้องขอบใจอันใดข้าดอก ข้าแค่เห็นว่าพวกท่านเป็นคนดีจึงคิดอยากเข้ามาช่วย ว่าแต่ขวดในมือของพี่ชายมันคืออันใดหรือ?”
กล้วยไม่ได้ช่วยคนเหล่านี้เพื่อหวังผลตอบแทนเขาแค่ต้องการจะช่วยจริงๆ แต่ถึงจะบอกว่าไม่ได้ต้องการผลตอบแทนแต่เขาก็ได้รับผลประโยชน์จากการเก็บเกี่ยวพลังงานไปจากยักษ์ตนนี้ตั้งแต่ตอนที่เขาทำให้มันหมดสภาพแล้วนี่จึงเรียกได้ว่าเป็นการได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายทว่าสิ่งที่กล้วยสนใจก็คือขวดดินเผาขนาดเล็กที่อยู่ภายในมือของนายกองต่างหาก.......
ขวดนี่น่ะรึ?
“ขวดนี้เอาไว้สะกดดวงวิญญาณของไอ้พวกยักษ์เอาไว้วิญญาณของพวกมันสามารถเอาไปขายได้ราคางามเลยเพราะพวกผู้มีวิชาอาคมมักจักเอาวิญญาณยักษ์พวกนี้ไปใช้ทำวิญญาณต่อสู้หรือสะกดพวกมันให้สถิตอยู่ภายในอาวุธเพื่อเสริมพลังโจมตีให้มีมากขึ้นก็ได้”
ปกติแล้วความรู้เหล่านี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักกันมากนักเพราะมีน้อยคนมากที่จะสามารถสู้กับพวกยักษ์และเก็บรวบรวมดวงวิญญาณของพวกมันมาได้เว้นแต่พวกนักรบหรือนายทหารขึ้นไปเท่านั้นและการจัดการกับพวกยักษ์ในแต่ละครั้งก็จำเป็นที่จะต้องใช้คนจำนวนมากด้วย อีกอย่างเมื่อจัดการกับยักษ์ลงได้ ดวงวิญญาณของพวกยักษ์ก็มักจะถูกเก็บด้วยพวกที่มีตำแหน่งสูงๆตลอด.......
เป็นเยี่ยงนั้นเองรึ?
“ไม่ทราบว่าข้าขอดูมันสักหน่อยได้หรือไม่?”
“ได้สิ แต่ระวังๆ หน่วยนะ เพราะถ้าผ้ายันต์หลุดออกดวงวิญญาณของยักษ์ที่ถูกสะกดเอาไว้ข้างในจักหายไปทันที เว้นแต่จะมีวิชาอาคมเรียกดวงวิญญาณกลับมา”
เมื่อนายกองเห็นกล้วยอยากดูขวดอาคมสะกดวิญญาณในมือของตนเขาก็ไม่ลังเลที่จะมอบมันให้กับกล้วยตามที่ขอทันทีซึ่งปกติแล้วมันคงเป็นเรื่องยากที่จะขอดูกันง่ายๆ แบบนี้โดยเฉพาะขวดสะกดวิญญาณที่มีวิญญาณอยู่ข้างในแล้ว......
หมับ!
อ๊ะ.......
เมื่อกล้วยรับขวดสะกดวิญญาณมาเขาก็รีบตรวจสอบรอบๆ ขวดดินเผานี้ทันที ก่อนที่เขาจะพบว่ารอบๆขวดดินเผานี้มีอักขระยันต์จำนวนมากถูกสลักลงไว้ หากเป็นคนทั่วๆไปที่ไม่ได้เรียนวิชาอาคมและศึกษาพวกอักขระอาคมมาละก็คงไม่รู้แน่ว่าอักขระอาคมเหล่านี้มีความหมายอย่างไร.....
แต่สำหรับกล้วยเพียงแค่มองดูแวบเดียวเขาก็รู้ถึงความหมายของอักขระอาคมเหล่านี้แล้วซึ่งมันเป็นการลงอักขระอาคมที่ง่ายมากๆ ด้วยถ้าเขาคิดที่จะสร้างขวดสะกดวิญญาณขึ้นมา เขาคงทำมันได้ง่ายๆ เลยแต่จากที่กล้วยประเมิน อักขระเหล่านี้คงมีเอาไว้ใช้แค่สะกดยักษ์ชั้นทหารทั่วๆไปอย่างแน่นอน ถ้าเอาไปสะกดวิญญาณยักษ์ชั้นนักรบคงไม่สามารถทำได้แน่.......
“นี่จ๊ะ ข้าขอคืนให้”
เมื่อกล้วยตรวจสอบขวดดินเผ่าที่ลงอักขระสะกดวิญญาณระดับทั่วไปเสร็จแล้วเขาก็คืนมันกลับไปให้กับนายกองที่อยู่เบื้องหน้าของเขาทันที.....
อ้า.....
“เอ็งจักมิรับไว้จริงๆ รึน้องชาย?”
ถึงอย่างไรนายกองผู้นี้ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจที่กล้วยจะมอบวิญญาณยักษ์ตนนี้ให้กับตนเพราะถึงวิญญาณยักษ์ตนนี้จะอ่อนแอแต่มันก็ทำให้นายกองเช่นเขาแข็งแกร่งขึ้นได้ไม่น้อยเลย.....
“พี่ชายเอาไปเถอะ ข้าเชื่อว่าด้วยวิญญาณยักษ์ตนนี้มันจักต้องช่วยให้ท่านแข็งแกร่งขึ้นอีกมาโขอย่างแน่นอนว่าแต่พวกท่านมาจากที่ใดและกำลังจักไปที่ใดหรือ?”
กล้วยยังคงปฏิเสธเสียแข็งที่จะรับดวงวิญญาณของยักษ์ตนนี้เอาไว้เพราะเขามีวิญญาณยักษ์ที่แข็งแกร่งกว่านี้ไว้ในครอบครองแล้ว ถ้าต้องเอาอีกตนเขาก็อยากได้ที่มันระดับใกล้เคียงกันมากกว่า ดังนั้นเขาจึงคิดว่ามอบให้กับนายกองผู้นี้น่าจะดีที่สุดแล้ว.....
อ้า......
“ข้าขอขอบน้ำใจเอ็งอีกครั้ง พวกข้านั้นเป็นเพียงทหารที่หนีทัพมาตอนนี้ยังมิได้มีสถานที่ใดที่จักไป ว่าแต่เอ็งเล่า เอ็งเป็นผู้ใดมาจากไหนดูจากความสามารถของเอ็งแล้ว เอ็งคงมิได้เป็นเพียงแค่ชาวบ้านทั่วๆ ไปอย่างแน่นอนจริงหรือไม่?”
“ไม่เลย! ข้านั้นเป็นเพียงแค่ชาวบ้านทั่วๆ ไปคนหนึ่งเท่านั้นมิได้เป็นลูกหลานผู้มั่งมีหรือมีอำนาจแต่อย่างใด ตัวข้านั้นชื่อกล้วยข้ามาจากหมู่บ้านท่าเสด็จที่อยู่ภายใต้เขตการปกครองของเมืองโสตะบุรีจ๊ะตอนนี้ข้ากำลังจักเดินทางกลับบ้าน แต่เพราะบุญวาสนาที่พวกเรามีต่อกันข้าจึงได้มาพบกับพวกท่าน ณ ที่แห่งนี้แหละจ๊ะ”
กล้วยตอบกลับหัวหน้ากองไปในทันทีพร้อมกันกับที่เขากล่าวแนะนำตัวเองอย่างตรงไปตรงมา......
บ้านท่าเสด็จรึ?
“เอ็งบอกว่าเอ็งมาจากหมู่บ้านท่าเสด็จรึ?”
ใช่จ๊ะ!
“ข้าได้ยินมาว่าที่บ้านท่าเสด็จกำลังรับสมัครทหารอาสาจำนวนมากเป็นเรื่องจริงหรือไม่?”
“นั่นสิ! ข้าเองก็ได้ยินมาว่าที่นั่นดูแลผู้คนอย่างเป็นธรรมด้วยเรื่องจริงหรือเปล่า?”
“ข้าเองก็มิรู้เช่นกันว่าเรื่องจริงหรือไม่ เพราะข้าออกเดินทางหาประสบการณ์ชีวิตข้างนอกเกือบจักสองขวบปีแล้วข้าจึงมิรู้ว่าตอนนี้ที่หมู่บ้านของข้าเป็นเช่นใดบ้าง”
กล้วยไม่อาจที่จะตอบคำถามของนายทหารที่ถามเขาได้เพราะเขาเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้หมู่บ้านของเขาเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด......
ซึ่งในเวลาเดียวกันเขาก็ได้นึกย้อนกลับไปถึงทุกๆ คนที่อยู่ภายในหมู่บ้านอย่างคิดถึงโดยเฉพาะบิดาของเขาที่บวชอยู่ เขาอยากจะกลับไปกราบเท้าบิดาของเขามาก.......